Skip to content
Home » News » กบฏยังเติร์ก หรือ กบฏเมษาฮาวาย

กบฏยังเติร์ก หรือ กบฏเมษาฮาวาย

กบฏยังเติร์ก
https://mgronline.com/onlinesection/detail/9630000040057

กบฏยังเติร์ก หรือ กบฏเมษาฮาวาย เป็นความพยายามรัฐประหารระหว่างวันที่ 1-3 เมษายน พ.ศ. 2524 เพื่อยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ โดยกลุ่มผู้ก่อการส่วนใหญ่เป็นนายทหารที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 7 หรือรุ่น “ยังเติร์ก” ซึ่งขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชากองกำลังต่าง ๆ อยู่ในกองทัพบก

กบฎยังเติร์ก หรือ กบฏเมษาฮาวาย การกบฏครั้งนี้ มีจำนวนกำลังทหารเข้าร่วมมากถึง 42 กองพัน ถือได้ว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ผลลัพธ์ของการกบฎครั้งนี้คือผู้ก่อการกบฎล้มเหลว ต้องหลบหนีออกไปต่างประเทศ แต่ถึงอย่างไรก็ตามผู้นำการกบฎครั้งนี้คนหนึ่งคือ พันเอก มนูญกฤต รูปขจร ได้กลับมาก่อการซ้ำอีกรอบในอีก 4 ปีต่อมาใน กบฏ 9 กันยา หรือ กบฏสองพี่น้อง ซึ่งก็ไม่สำเร็จอีกต้องลี้ภัยต่างประเทศอีกครั้ง

จปร.7 หรือ กลุ่มยังเติร์ก (โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 7) เป็นกลุ่มนายทหารหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงในขณะนั้น และมีบทบาทสำคัญในการเมืองสมัยรัฐบาล พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และได้สนับสนุนให้ พลเอกเกรียงศักดิ์ ดำรงตำแหน่งในปี 2520

แต่ในปี 2523 กดดันให้เขาลาออก จนสนับสนุนพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา หลังจากนั้นกลุ่มดังกล่าว มีความพยายามที่จะยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

โดยกลุ่มผู้ก่อการนอกจากจะสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 7 หรือรุ่น “ยังเติร์ก” แลัว ในขณะนั้น ยังมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชากองกำลังต่างๆ อยู่ในกองทัพบกด้วย

การก่อกบฏครั้งนี้ มีจำนวนกำลังทหารเข้าร่วมมากถึง 42 กองพัน ถือได้ว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย สมาชิกในกลุ่ม อาทิ  พันเอกมนูญ รูปขจร (ม.พัน.4 รอ.), พันเอกชูพงศ์ มัทวพันธุ์ (ม.1 รอ.), พันเอกประจักษ์ สว่างจิตร (ร.2), พันโทพัลลภ ปิ่นมณี (ร.19 พล.9), พันเอกชาญบูรณ์ เพ็ญตระกูล (ร.31 รอ.), พันเอกแสงศักดิ์ มงคละสิริ (ช.1 รอ.), พันเอกบวร งามเกษม (ป.11), พันเอกสาคร กิจวิริยะ (สห.มทบ.11) โดยมี พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะ
และ พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นต้น ฯลฯ 

กบฏยังเติร์ก
https://www.thairath.co.th/news/politic/1501676

ที่มาของคำว่า “ ยังเติร์ก ” หรือ กบฏยังเติร์ก

มาจากชื่อของ มุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก นายทหารหนุ่มผู้ปลดปล่อยประเทศและก่อตั้งประเทศตุรกี ดำเนินการปฏิรูปประเทศตุรกีให้เป็นประเทศสมัยใหม่ที่เน้นประชาธิปไตยและไม่อิงศาสนา สำหรับ “ยังเติร์ก” ไทยนั้น

เริ่มก่อตัวทางความคิดจากนายทหารหลายรุ่นที่ร่วมรบในสงครามเวียดนาม สงครามลับที่ลาวและเขมร ประกอบกับในยุคจอมพลถนอม-จอมพลประภาสนั้น พันเอกณรงค์ กิตติขจร แกนนำ จปร. รุ่น 5 มีอำนาจและศักยภาพมาก ครั้นเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

นายทหารจากจปร. รุ่น 5 เริ่มอับแสง และนายทหารจากจปร. รุ่น 7 เริ่มฉายแสง โดยได้เข้าสู่ตำแหน่งระดับผู้บังคับกองพัน อันเป็นหน่วยกำลังระดับสำคัญในกองทัพ

“คณะกรรมการสภาปฏิวัติ” หวังโค่นล้ม พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
คณะผู้ก่อการที่เรียกตัวเองว่า “คณะกรรมการสภาปฏิวัติ” เริ่มก่อการเมื่อเวลา 02.00 น. ของวันที่ 1 เมษายน จับตัว พลเอกเสริม ณ นคร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พลโทหาญ ลีนานนท์, พลตรี ชวลิต ยงใจยุทธ และ พลตรี วิชาติ ลายถมยา ไปไว้ที่หอประชุมกองทัพบก และออกแถลงการณ์คณะปฏิวัติ ใจความว่า

“เนื่องจากสถานการณ์ของประเทศทุกด้านกำลังระส่ำระส่าย และทรุดลงอย่างหนัก เพราะความอ่อนแอของผู้บริหารประเทศ พรรคการเมืองแตกแยก ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอน จึงเป็นจุดอ่อนให้มีคณะบุคคลที่ไม่หวังดีต่อประเทศเคลื่อนไหว จะใช้กำลังเข้ายึดการปกครองเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบเผด็จการถาวร ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยและอยู่รอดของประเทศ คณะปฏิวัติ ซึ่งประกอบด้วย ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน จึงได้ชิงเข้ายึดอำนาจการปกครองของประเทศเสียก่อน”

“กบฏยังเติร์ก” ทำการยกเลิกรัฐธรรมนูญ, ยุบสภา ถอดถอนคณะรัฐมนตรี ประกาศแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง “เปิดเพลงปลุกใจ” ออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยตลอดเวลา ซึ่ง กรุงเทพมหานคร ในขณะนั้น เต็มไปด้วย บังเกอร์ กระสอบทราย มีกำลังทหารอาวุธครบมือ พร้อมอัญเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสาเป็นสัญลักษณ์ด้วย