Skip to content
Home » News » กัมพูชายุคเขมรแดง

กัมพูชายุคเขมรแดง

กัมพูชายุคเขมรแดง หลังจากที่บุกยึดกรุงพนมเปญและสาธารณรัฐกัมพูชาได้สำเร็จ เขมรแดงได้เปลี่ยนระบอบการปกครองของกัมพูชาให้เป็นระบอบสังคมนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยมีคณะผู้ปกครองหลักคือ พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา หรือพรรคกัมพูชาประชาธิปไตย และมีกลุ่มผู้ปกครองสูงสุดที่เรียกตนเองว่า “อังการ์เลอ” (Angkar Loeu) หรือ “องค์การจัดตั้งระดับสูง” ซึ่งชื่อ “อังการ์เลอ” นี้ ถูกนำมาใช้เพื่ออำพรางตนเองจากการรับรู้ของชาวกัมพูชารวมไปถึงสมาชิกระดับล่างของพรรค

ในเดือนมกราคม 2519 เขมรแดงได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญกัมพูชาฉบับใหม่ ภายในนั้นได้มีการบัญญัติชื่ออย่างเป็นทางการของประเทศกัมพูชาว่า “กัมพูชาประชาธิปไตย” (Democratic Kampuchea) แทนชื่อ “สาธารณรัฐกัมพูชา”

กัมพูชายุคเขมรแดง ศูนย์กลางอำนาจของกัมพูชาในขณะนั้นอยู่ที่ “พล พต” หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่าซาลอธ ซาร์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2519 โดยมีเอียง ซารี ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการต่างประเทศ วอน เวต ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการเศรษฐกิจ และซอน เซน ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการกลาโหม สมาชิกของพรรคส่วนใหญ่ ได้แก่ กองกำลังติดอาวุธทั้งชายและหญิงจากครอบครัวชาวนาในชนบทอันห่างไกล ซึ่งทั้งยากจนและขาดโอกาสในการศึกษา โดยส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่เจ็บปวดและโกรธแค้นจากการที่ต้องสูญเสียบ้าน การงาน และครอบครัวเพราะระเบิดของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามกลางเมือง

กัมพูชายุคเขมรแดง
https://turnleftthai.wordpress.com/2015/04/26/40%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A7/

พลเอก ซาลต ซอ พ.ศ. 2468 – 15 เมษายน พ.ศ. 2541) เป็นนักปฏิวัติชาวกัมพูชาที่เป็นผู้นำเขมรแดง ตั้งแต่ พ.ศ. 2506 – 2540 ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2506 – 2524 เขาเป็นเลขาธิการทั่วไปของพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา และเป็นผู้นำของกัมพูชา

เมื่อ 17 เมษายน พ.ศ. 2518 เมื่อกองกำลังของเขายึดครองพนมเปญได้ และระหว่าง พ.ศ. 2519 – 2522 เขาเป็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาประชาธิปไตย รัฐบาลของเขาได้เคลื่อนย้ายประชากรจำนวนมากไปยังชนบทให้ทำงานในนารวม และบังคับใช้แรงงาน ผลร่วมกันของการประหารชีวิตฝ่ายตรงข้าม การทำงานหนัก การขาดแคลนอาหารและการแพทย์ที่ย่ำแย่ ทำให้ประชากรกัมพูชาเสียชีวิตไปราว 25% หรือราว 1-3 ล้านคน (จากประชากรขณะนั้นราว 8 ล้านคน) ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของเขาใน พ.ศ. 2522 หลังจากสงครามกัมพูชา-เวียดนาม พล พตได้เคลื่อนย้ายไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของกัมพูชาและรัฐบาลเขมรแดงล่มสลาย เขาและสมาชิกที่เหลือตั้งศูนย์บัญชาการเขมรแดงที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างนั้น สหประชาชาติยอมรับให้เขมรแดงเป็นรัฐบาลของกัมพูชา

สถาบันหลักทางการเมืองของกัมพูชาประชาธิปไตย คือ “สภาผู้แทนประชาชนกัมพูชา” (Kampuchean People’s Representative Assembly) ที่ประกอบด้วย 1) ฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างลับ ๆ ทุก 5 ปี (ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ใช้ในขณะนั้น) 2) ฝ่ายบริหาร ที่มาจากการคัดเลือกของสมาชิกสภาผู้แทนประชาชน มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อสภา และ 3) ฝ่ายตุลาการ ที่ทำหน้าที่โดยศาลประชาชน นอกจากนั้นยังมี “สภาเปรสิเดียม” ที่ประกอบด้วยประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี 2 คน ที่ได้รับการคัดเลือกโดยสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนเช่นเดียวกับฝ่ายบริหาร เพื่อทำหน้าที่ตัวแทนของรัฐทั้งในและต่างประเทศ

ภารกิจต่าง ๆ ของฝ่ายบริหารจะอยู่ในความรับผิดชอบของบุคคลในคณะกรรมาธิการประจำ (กรมการเมือง) ซึ่งเป็นองค์กรหลักภายในคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา ในขณะที่คณะกรรมการของพรรคจะมีหน้าที่ควบคุมทุกระดับของการจัดตั้ง นับตั้งแต่กลุ่มที่ประกอบด้วยครอบครัว 10 ครอบครัว กระทรวง สำนักงานของรัฐ และเขตการปกครองต่าง ๆ ของกัมพูชา

ในแต่ละเขตการปกครองจะมีคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาประจำอยู่ เพื่อทำหน้าที่ตัดสินใจทั้งในด้านการเมืองและการทหารในเขตพื้นที่ของตน และรอรับคำสั่งจากศูนย์กลางพรรคเพื่อนำไปตีความและประยุกต์ใช้อีกครั้งตามความเหมาะสมของแต่ละท้องที่ นโยบายและอุดมการณ์

นโยบายของเขมรแดงก็คือ ลบล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวตะวันตกสร้างไว้ และเขมรจะเจริญได้ต้องอยู่แบบชนบท นั่นคือ ไม่มีเมืองใหญ่ ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม ไม่มีการใช้ระบบเงินตรา และไม่มีการศึกษาให้กับประชาชน

นโยบายและอุดมการณ์
นโยบายของเขมรแดงก็คือ ลบล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวตะวันตกสร้างไว้ และเขมรจะเจริญได้ต้องอยู่แบบชนบท นั่นคือ ไม่มีเมืองใหญ่ ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม ไม่มีการใช้ระบบเงินตรา และไม่มีการศึกษาให้กับประชาชน

การดำเนินการ
หลังจากที่เขมรแดงขึ้นมามีอำนาจแล้ว สิ่งแรกที่ทำคือ ประกาศให้ชาวเขมรทุกคนทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน เงินทอง หรือแม้แต่คนที่ตัวเองรักทั้งหลาย เพื่อมาทำงานให้กับคอมมูน คอมมูนคือหน่วยย่อยของเขมรแดง มีคอมมูนละ 10,000 คน หน้าที่ที่คนในค่ายต้องทำทุกวันคือทำงานเกี่ยวกับการเกษตรทั้งหมด ตามแต่ที่คอมมูนใดจะสั่งลงมา แต่ทุกคอมมูนเหมือนกันหมดคือทำงานโดยใช้แรงงานคนทั้งหมดโดยไม่มีเครื่องมือใดๆช่วยทุ่นแรง และต้องทำงานเป็นเวลา 11 ชั่วโมง เป็นเวลา 9 วันติดใครทำงานช้าหรืออิดๆออดๆจะถูกลงโทษอย่างหนัก ส่วนวันที่ 10 ต้องมานั่งฟังพวกเขมรแดงอบรมเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์

ความขัดแย้งกับพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและการล่มสลาย
เมื่อเขมรแดงได้ครองอำนาจในกรุงพนมเปญ ทางเขมรแดงได้ติดต่อกับเวียดนามเหนือตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2518 เพื่อแก้ไขปัญหาพรมแดนและการยอมรับกัมพูชาในฐานะประเทศเอกราช เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามถือว่าเขมรแดงเป็นเพียงสาขาหนึ่งของตนและพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเป็นพรรคคอมมิวนิสต์หนึ่งเดียวในอินโดจีน

หลังสูญเสียอำนาจ
หลังสูญเสียอำนาจ เขมรแดงหนีมาใช้ชายแดนไทยเป็นเขตพักพิงและได้รับความช่วยเหลือจากจีนทำให้กลุ่มนี้ฟื้นตัวขึ้นอีก ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2522 กองกำลังเขมรแดงนำโดยพล พตยอมให้นักข่าวชาวญี่ปุ่นเข้าไปสัมภาษณ์ได้ คณะนักข่าวญี่ปุ่นจำนวน 8 คนได้เดินทางออกจากกรุงเทพฯเมื่อ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2522 เพื่อเดินทางเข้าสู่กัมพูชาที่ชายแดนด้านจังหวัดสุรินทร์ พล พตได้ให้สัมภาษณ์ว่าต้องการร่วมมือกับกัมพูชาทุกฝ่ายเพื่อรวมประเทศและปฏิเสธข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คณะนักข่าวชาวญี่ปุ่นเดินทางกลับสู่ประเทศไทยเมื่อ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2522 เมื่อข่าวนี้เผยแพร่ออกไป ฝ่ายของเฮง สัมรินได้ออกแถลงการณ์โจมตีการพบปะของเขมรแดงกับนักข่าวญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2522 ว่าเป็นความร่วมมือของจีน ญี่ปุ่น ไทยและอาเซียนในการสนับสนุนเขมรแดง

https://sites.google.com/site/forus150560/6-prawatisastr-kamphucha-yukh-khemr-daeng
https://sites.google.com/site/forus150560/6-prawatisastr-kamphucha-yukh-khemr-daeng

1ม.ค.1975(วันที่ประมาณการ)