Skip to content
Home » News » การปกครองสมัย โจเซฟ สตาลิน

การปกครองสมัย โจเซฟ สตาลิน

การปกครองสมัย โจเซฟ สตาลิน

โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) เป็นผู้นําคนสําคัญของสหภาพโซเวียตที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก เนื่องจากเขาเป็นผู้ปกครองที่ใช้อํานาจอย่างโหดเหี้ยม ผูกขาดอํานาจ ดําเนินนโยบายต่าง ๆไปด้วยความเข้มงวด

เรียกได้ว่าในสมัยที่สตาลินขึ้นมาปกครองโซเวียตนับว่าเป็นช่วงที่สภาพสังคมโซเวียตมีความย่ําแย่ชีวิตความเป็นอยู่ยากลําบาก ผู้คนไร้ความสุข ศาสนาที่เคยเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจกลับกลายเป็นสิ่งต้องห้าม ในทางกลับกัน ความเข้มงวดของสตาลินก็ยังส่งผลดีเพราะสามารถทําให้ ระบบอุตสาหกรรมของโซเวียตพัฒนาขึ้นมาทัดเทียมชาติอื่น ๆ ในยุโรปได้

การปกครองสมัย โจเซฟ สตาลิน
https://www.thairath.co.th/news/foreign/1431696

การปกครองสมัย โจเซฟ สตาลิน โจเซฟ สตาลิน กับการหักเหเส้นทางสู่ชีวิตนักการเมืองหลังจากที่สตาลินได้ลาออกจากการเป็นนักบวช

ตามเส้นทางที่มารดาได้วางไว้สตาลินได้เดินทางเข้าไปในเมืองทํางานเป็นนายบัญชีของร้านขายของเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เวลาว่างก็จะรับจ้างสอนพิเศษตามหมู่บ้าน และในขณะเดียวกันได้มีกลุ่มการเมืองมาชักชวนให้สตาลินเข้าไปร่วม
กิจกรรมทางการเมืองอยู่ตลอด จนกระทั่งปีค.ศ. 1900 เขาได้เข้าเป็นสมาชิกของ“พรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตยรุสเซีย” (Russian social democratic labour party)

โดยได้เลือกอยู่กลุ่มฝั่งบอลเชวิคที่มีเลนินเป็นผู้นําตั้งแต่แรก ซึ่งทางพรรคได้ให้ความสําคัญกับสตาลินอย่างมากและได้ให้เงินเดือนแก่สตาลินเป็นพิเศษ ในฐานะที่สตาลินเป็นหัวหน้าของพวกก่อการจลาจลอาชีพ (Professional agitator) ที่มีหน้าที่ก่อความวุ่นวายในสังคม หลังจากนั้นสตาลินได้เป็นแกนนําเรียกร้องในกลุ่มต่าง ๆ หลายครั้ง

ทั้งได้รับมอบหมายจากพรรคให้นําประชาชนชาวนา กรรมกรนัดหยุดงานและเดินขบวน และยังได้เป็นแกนนําให้นักวิชาการ นักศึกษามีความจงรักภักดี เทิดทูนต่ออุดมการณ์ของคาร์ล มาร์กซ์ ทําให้เขาได้รับฉายาจากพรรคว่า “นักก่อจลาจลผู้ยิ่งใหญ่”(Greatagitator)ในปี ค.ศ. 1902 สตาลินได้เริ่มเขียนหนังสือปลุกปั่นกรรมกร ชาวนา ชาวไร่ และชนชั้นกรรมาชีพให้เกลียดชังต่อชนชั้นนายทุน เขาได้ใช้นามปากกาว่า “โกบ้า” (Koba) แปลว่า “ผู้ไม่เคยแพ้ใคร” และหลังจากปี ค.ศ. 1913 จึงได้เปลี่ยนนามปากกาเป็น “สตาลิน” แปลว่า “มนุษย์เหล็กกล้า” การเป็นผู้นําประท้วงในเหตุการณ์ต่าง ๆ และงานเขียนที่ส่อไปในแนวทางปฏิวัติ โจมตีรัฐบาล โจมตีระบอบซาร์ของสตาลินทําให้เขาถูกจับติดคุกถึง 8 ครั้งและถูกเนรเทศ 6 ครั้ง อีกทั้งยัง
ต้องเปลี่ยนชื่อกว่าร้อยครั้ง แต่สตาลินก็ไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่ขัดขวางในเส้นทางการเมืองของ
เขาจนในที่สุดสตาลินก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นําที่มีชื่อเสียงอย่างมากของสหภาพโซเวียต

การขึ้นสู่อํานาจของ โจเซฟ สตาลิน

สตาลินแม้จะวางตัวเป็นผู้ตามที่จงรักภักดีต่อเลนินมาตั้งแต่สมัยก่อนการปฏิวัติเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 และมีส่วนช่วยให้กลุ่มบอลเชวิคของเลนินก้าวขึ้นมาเป็นผู้นําการปฏิวัติตามแนวทางสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในรัสเซีย แต่สตาลินกลับไม่ใช้สหายที่ใกล้ชิดและได้รับความชื่นชมและไว้วางใจจากเลนินมากเท่ากับนักปฏิวัติสายปัญญาชนอย่าง ตรอตสกี

ซึ่งแต่เดิมตรอตสกีเคยอยู่ในกลุ่มเมนเชวิคของพรรคเรงงานสังคมประชาธิปไตย และเพิ่งจะเปลี่ยนมาสนับสนุนเลนินในภายหลังทั้งนี้ มีการสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะสตาลินไม่ได้รับการศึกษาดีมากเท่ากับตรอตสกีและกลุ่มปัญญาชนคนอื่น ๆ ประกอบกับในช่วงการปฏิวัติที่นําโดยเลนิน สตาลินไม่ได้ผลิตผลงานเชิงทฤษฎีด้านสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มากเท่าที่ควร


หลังจากนโยบายเศรษฐกิจใหม่ (New economic policy หรือ NEP) ของเลนินประสบความสําเร็จในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้พรรคคอมมิวนิสต์ต้องปรับเปลี่ยนกลไกการบริหารของพรรคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อขยายฐานอํานาจในชนบทให้เข้มแข็งขึ้น ประกอบกับจํานวนสมาชิกพรรคที่เพิ่มขึ้นจํานวนมาก โดยสมาชิกส่วนใหญ่เป็นกรรมกรและชาวนาที่ขาดความรู้ความเข้าใจในทางการเมือง พรรคจึงจําเป็นที่จะต้องอธิบายให้สมาชิกเหล่านี้เข้าใจใน
อุดมการณ์ของพรรค และมีความรู้ความสามารถในการสานต่อนโยบายของพรรคต่อไป จึงแต่งตั้งให้สตาลินเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคในเดือนเมษา ค.ศ. 1922

เนื่องจากเขามีความสามารถและมีความละเอียดรอบคอบในการบริหารจัดการระบบงานธุรการและการติดต่อประสานงานกับองค์การพรรคระดับต่าง ๆ ได้อย่างดีในตอนแรกตําแหน่งเลขาธิการพรรค ไม่ใช่ตําแหน่งที่มีอํานาจมาก แต่สตาลินได้ใช้ตําแหน่งนี้ในการวางรากฐานทางอํานาจให้กับตนเองอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยการสนับสนุนและช่วยเหลือสมาชิกพรรคระดับสูงรวมถึงเพื่อนรวมพรรคคนอื่น ๆ เพื่อผูกมิตรและสร้างความสัมพันธ์อันดี

รวมทั้งยังส่งเสริมกลุ่มคนที่สนับสนุนเขาให้ดํารงตําแหน่งสําคัญ ๆ ทางการเมือง และตําแหน่งนี้ยังได้เปิดโอกาสให้สตาลินสามารถโยกย้ายอํานาจบริหารของพรรคในระดับท้องถิ่นต่าง ๆ ให้มาอยู่ในความควบคุมดูแลของสมาชิกพรรคที่เป็นพวกพ้องของตนได้อีกด้วย

โจเซฟ สตาลินนำสหภาพโซเวียตก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลก เป็นหนึ่งในขั้วอำนาจในสงครามเย็นกับสหรัฐอเมริกาหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 โซเวียตมีฐานะที่มั่นคงแข็งแรงทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหารมากขึ้น แม้ว่าทางการทหารจะยังเป็นรองสหรัฐอเมริกาในระยะแรกก็ตาม หลังจากนั้นสตาลินได้เปลี่ยนท่าทีหันมาดำเนินนโยบายรุนแรง กวาดล้างผู้เป็นปรปักษ์จำนวนมากและมีนโยบายแข็งกร้าวต่อต้านสหรัฐอเมริกา ซึ่งโซเวียตมองว่าเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง

สิ่งแรกที่โซเวียตเร่งดำเนินการก็คือ สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ให้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในยุโรปตะวันออกเป็นแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ภายใต้การชี้นำของโซเวียต สนับสนุนขบวนการปลดแอก ให้เป็นเครื่องมือในการทำลายจักวรรดินิยมของอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน และสหรัฐ สำหรับประเทศยุโรปตะวันออกนั้นมีความสำคัญต่อโซเวียตเป็นอย่างยิ่งในทางภูมิรัฐศาสตร์ ถือเป็นดุลอำนาจให้แก่โซเวียตในการแข่งขันกับกลุ่มประเทศทุนนิยมที่พัฒนาแล้ว

การผนึกกำลังฝ่ายคอมมิวนิสต์

สตาลินได้จัดตั้งโคมินฟอร์ม (Communist Information Bureau หรือ Cominform) ในเดือนกันยายน ปี 1947 เพื่อใช้สำนักงานนี้เป็นเครื่องมือในการควบคุมพรรคคอมมิวนิสต์ของประเทศอื่นให้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และอยู่ในวินัยที่เคร่งครัด ภายใต้การควบคุมของโซเวียต แม้ว่าสตาลินจะถือนโยบายอยู่ร่วมกันโดยสันติ (Peaceful Co-Existence) ก็เพียงชั่วคราวเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าเท่านั้น ยังมีความเชื่อมั่นตามอุดมการณ์ที่จะเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์เข้าไปในประเทศต่างๆ และเห็นว่าสงครามการปะทะกันระหว่างฝ่ายนายทุนกับสังคมนิยมนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้นนโยบายของสตาลินในช่วงนี้จึงนิยมความรุนแรงและรุกราน พยายามที่จะแยกประชาชาติต่างๆในยุโรปมิให้รวมกันได้ อาจกล่าวได้ว่าฝ่ายสหภาพโซเวียตริเริ่มทำให้เกิดสงครามเย็นระหว่างโลกตะวันตกหรือโลกเสรีซึ่งสหรัฐเป็นผู้นำ กับโลกตะวันออกหรือค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่โซเวียตเป็นผู้นำ ทำให้โลกอยู่ในสภาวะ 2 ศูนย์อำนาจอย่างเคร่งครัด สตาลินมีนโยบายรวบรวมผนึกกำลังฝ่ายคอมมิวนิสต์เข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้อาณัติของสหภาพโซเวียตอย่างเข้มงวด โดยใช้กำลังทหารและการบีบคั้นทางด้านอื่น เช่นทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ทำให้ประเทศในค่ายสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกถูกขนานนามว่าเป็นบริวารโซเวียต (Soviet Satellite หรือ Soviet Bloc) ซึ่งเรียกว่า ลัทธิสตาลิน (Stalinism)

การแทรกแซงการเมืองในประเทศอื่น

นอกจากนี้โซเวียตยังเข้าไปมีบทบาทแทรกแซงการเมืองในประเทศอื่นๆ อีก เช่นในปี 1947 ได้สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ให้ยึดครองกรีซ (เหตุการณ์ครั้งนี้พรรคคอมมิวนิสต์กระทำการไม่สำเร็จ เพราะสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาสกัดกั้น ให้ความช่วยเหลือกรีซและตุรกีตามแผนการมาแชล) และวิกฤตการณ์ปิดล้อมเบอร์ลิน ค.ศ. 1948 – 1949 (ทำให้มีการเผชิญหน้ากับมหาอำนาจตะวันตกคืออังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐ จนต้องแบ่งแยกเยอรมันออกเป็น 2 ประเทศโดยเด็ดขาด) นอกจากนี้ก็มีเหตุการณ์ที่สตาลินขับไล่ ยูโกสลาเวีย ภายใต้การนำของติโต้ออกจากองการณ์โคมินฟอร์มในปี 1948 และ ในปี 1949 ก็ประสบความสำเร็จในการสร้างในการคิดสร้างอาวุธนิวเคลียร์เพื่อแข่งขันกับสหรัฐอเมริกา และปีเดียวกันก็จัดตั้ง สภาเพื่อการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจ:Council for Mutual Economic Assistance หรือ Comecon (โคเมคอน) หรือ CEMA (ซีมา) เพื่อต่อต้านองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจของยุโรป

นโยบายต่างประเทศ-จีน

โซเวียตมีอิทธิพลมากขึ้น ให้ความช่วยเหลือจีนภายหลังจากที่คอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตุง ปฏิวัติสำเร็จเมื่อ 1949 โซเวียตต้องการครอบงำจีนไว้เป็นมิตรทางยุทธศาสตร์ เพื่อสกัดกั้นญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา แม้ว่าโซเวียตจะมีสนธิสัญญาพันธมิตรกับจีนเมื่อปี 1950 และมีอายุ 30 ปีก็ตาม แต่โซเวียตต้องการจะครอบงำจีนและขาดความจริงใจในการช่วยเหลือจีน จึงกลายเป็นเรื่องขัดแย้งต่อมาภายหลัง การที่โซเวียตสนับสนุนช่วยเหลือเกาหลีเหนือบุกเกาหลีใต้ในสงครามเกาหลี 1950 ซึ่งแม้โซเวียตไม่ได้ประจันหน้าโดยตรงเพราะจีนเข้ามามีบทบาทแทนโซเวียต ตลอดจนการสนับสนุนเวียดมินห์ภายใต้การนำของโฮจิมินห์ ต่อต้านฝรั่งเศสตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงจนประสบชัยชนะในปี 1954 เหตุการณ์ที่กล่าวมาเป็นเรื่องที่โซเวียตเข้าไปมีบทบาทแทรกแซงเพื่อการขยายอำนาจและอิทธิพลของโซเวียต

สรุปได้ว่า นโยบายต่างประเทศสมัยสตาลินเป็นไปในทางรุกแข็งกร้าว เพื่อสร้างอำนาจให้แข็งแกร่งมีความเป็นปึกแผ่นในค่ายสังคมนิยม ภายใต้อิทธิพลของโซเวียตเพื่อแข่งขันและสกัดกั้นอิทธิพลของฝ่ายตะวันตกและสหรัฐ จนกระทั่งสตาลินถึงแก่กรรมในปี 1953 ด้วยวัย 75 ปี

http://km-ir.arts.tu.ac.th/files/original/11e031403aafb6b32cf8a5552b4b83fc7acbfb55.pdf