Skip to content
Home » News » การปฏิวัติรัสเซีย

การปฏิวัติรัสเซีย

การปฏิวัติรัสเซีย เดือนพฤศจิกายนปี 2017 เป็นเดือนแห่งการครบรอบ 100 ปี การปฏิวัติรัสเซีย ซึ่งนอกจากจะเป็นเหตุการณ์สำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์เหตุการณ์หนึ่งแล้ว ยังเป็นต้นกำเนิดของระบบการเมืองใหม่ที่เรียกว่าคอมมิวนิสต์

เกิดอะไรขึ้นในการปฏิวัติรอบแรกในปี 1917? 

การปฏิวัติรัสเซีย เป็นเวลาราว 300 ปี ที่รัสเซียอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์โรมานอฟอันทรงอำนาจ ทว่าพระเจ้าซาร์ นิโคลัส ที่ 2 ซึ่งปกครองรัสเซียในขณะนั้น ถูกมองว่าเป็นจักรพรรดิที่เลวร้าย 

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ได้เกิดการจลาจลครั้งใหญ่ทั่วเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ชาวเมืองต่างแค้นเคืองที่ต้องอยู่อย่างอดอยาก

พระเจ้าซาร์ นิโคลัส ที่ 2 ตัดสินพระทัยว่า ทรงไม่อาจปกครองรัสเซียได้อีกต่อไป เพราะเหล่าทหารจำนวนมากไม่ปฏิบัติตามบัญชาของพระองค์ที่ให้ควบคุมจลาจล และทรงสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ซึ่งถือเป็นจุดจบของราชวงศ์โรมานอฟ 

ในขณะนั้นมีประชาชนจำนวนหนึ่งเรียกร้องให้จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นปกครองประเทศ 

สำหรับชาวรัสเซียแล้วพวกเขาหวังว่าเมื่อราชวงศ์โรมานอฟพ้นไปแล้ว จะสามารถลืมตาอ้าปากและได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม ทว่า รัฐบาลเฉพาะกาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาอีกหลายด้านที่ค้างคาได้ และนำไปสู่การปฏิวัติอีกเป็นครั้งที่ 2 ในเดือนตุลาคม

หากมองในหลาย ๆ แง่ ถือได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งที่ 2 นี้ มีความสลักสำคัญมากกว่าครั้งแรก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบการเมืองที่ไม่เคยมีการทดลองใช้มาก่อน นั่นก็คือระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีผู้นำคนแรกคือนายวลาดิเมียร์ เลนิน

นายวลาดิเมียร์ เลนิน รู้ดีว่าชนชาวรัสเซียระทมทุกข์มากน้อยเพียงใด เขาประกาศนโยบายแก้ปัญหาหลายอย่าง ภายใต้สโลแกน สันติภาพ ขนมปัง และแผ่นดิน ที่ทำให้เขากลายเป็นที่นิยมในหมู่ชน

เหตุแห่งการปฏิวัติ? 

มีเหตุผลอยู่หลายประการ ส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารปกครองประเทศในขณะนั้น

ชาวรัสเซียจำนวนมากรู้สึกว่าชีวิตเต็มไปด้วยความยากลำบากและไม่เป็นธรรม พวกเขารู้สึกได้ว่าคนกลุ่มน้อยที่ร่ำรวยและทรงพลังนั้นมีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่หมู่คนยากจนกลับสิ้นไร้ทรัพย์สิน ชาวบ้านรู้สึกด้วยว่าพระเจ้าซาร์ไม่ได้พยายามนำความเป็นธรรมมาสู่ปวงชน 

และเพื่อให้เข้าใจถึงเหตุการณ์ในช่วงปี 1917 ได้ถ่องแท้มากขึ้น เราอาจต้องย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นในปี 1905 

วันอาทิตย์ทมิฬ (Bloody Sunday) 

ในปี 1905 ชาวบ้านไปรวมตัวกันประท้วงต่อต้านพระเจ้าซาร์ นิโคลัส ที่ 2 ที่ด้านนอกพระราชวังฤดูหนาวในเมืองปีเตอร์สเบอร์ก และเรียกร้องสิทธิที่พึงมี รวมทั้งให้ดูแลความเป็นอยู่และสภาพการจ้างงาน 

แม้การประท้วงครั้งนั้นจะดำเนินไปอย่างสงบ แต่กลุ่มผู้ประท้วงกลับถูกกองกำลังรักษาพระองค์ทำร้าย เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นที่จดจำในประวัติศาสตร์รัสเซียว่าเป็นเหตุการณ์วันอาทิตย์ทมิฬ

การปฏิวัติรัสเซีย
https://www.bbc.com/thai/international-41968313

ชาวบ้านจำนวนมากพากันตำหนิว่าพระเจ้าซาร์ทรงสั่งให้ทำร้ายประชาชน ดังนั้นเพื่อเรียกความไว้วางใจจากประชาชนกลับคืนมา พระเจ้าซาร์ทรงจัดตั้งสภาดูมาขึ้น ทำหน้าที่ดูแลประชาชนให้ได้รับความเป็นธรรมและมีพลังมากขึ้น

อย่างไรก็ดี องค์จักรพรรดิมิได้รักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ และทรงสั่งยุติการทำหน้าที่ของสภาดูมา เมื่อองค์กรแห่งนี้ดำเนินการในสิ่งที่ไม่ทรงปรารถนา ในเวลาเดียวกัน สภาดูมาเองก็มีอำนาจอยู่เพียงน้อยนิด 

สงคราม ความยากจนและความหิวโหย

ตลอดเวลา 10 ปี จากนั้น รัสเซียภายใต้การปกครองของพระเจ้าซาร์ นิโคลัส ที่ 2 ยังตกอยู่ในห้วงแห่งปัญหา

ในปี 1914 เยอรมนีประกาศสงครามกับรัสเซีย นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งขยายวงกว้าง หลายชาติประกาศตัวเข้าร่วม

ในส่วนของรัสเซียนั้นสูญเสียกองทหารไปจำนวนมาก และต้องพ่ายแพ้ในการสู้รบหลายสมรภูมิ ในขณะที่กองกำลังขาดแคลนทั้งเสบียงและยุทโธปกรณ์

ในรัสเซียเองชาวบ้านต้องเผชิญกับความอดอยาก หิวโหย ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเหน็บและราคาอาหารที่พุ่งสูงลิ่ว ไม่นับรวมปัญหาอื่น ๆ อีกหลายประการ

ขณะนั้นพระเจ้าซาร์ตัดสินพระทัยที่จะเป็นผู้นำทัพไปสู้รบในแนวหน้า โดยมอบให้พระมเหสี ซารินา อเล็กซานดรา เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่การตัดสินพระทัยดังกล่าวไม่ได้รับการขานรับจากประชาชน เพราะซารินา อเล็กซานดรา ทรงมีเชื้อสายเยอรมันซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าพึงใจของชาวรัสเซีย

นอกจากนี้พระนางยังถูกมองว่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสปูติน บุรุษลึกลับที่เข้าไปมีอิทธิพลในราชวงศ์โรมานอฟ โดยรัสปูตินนั้นเป็นที่ชังทั้งในหมู่คนยากจนและร่ำรวย 

เกิดอะไรขึ้นหลังรัสเซียปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์?

หลังจากคอมมิวนิสต์กุมอาจการปกครองในรัสเซียแล้ว รัสเซียและอีกหลายชาติภายใต้การปกครองได้รับการเรียกชื่อใหม่ว่าเป็นสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (The Union Soviet Socialist Republics-USSR) หรือที่รู้จักกันว่าสหภาพโซเวียต

ในยุคนั้นถือได้ว่ารัสเซียมีอำนาจและบทบาทสำคัญต่อภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก โดยหลังจากการปฏิวัติเมื่อเดือนตุลาคม หลายชาติรวมทั้งจีน เกาหลีเหนือและคิวบา ต่างหันมายึดแนวทางการปกครองแบบคอมมิวนิสต์

ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวชาติคอมมิวนิสต์และประเทศอื่น ๆ อาทิ สหรัฐฯ ก็มีความบาดหมางกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ความตึงเครียดทางการเมืองและการทหารที่เกิดขึ้นนั้น นำโลกให้อยู่ในภาวะสงครามเย็น เป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งยุติลงในปี 1991 

ขณะที่การคงอยู่ของสหภาพโซเวียตในฐานะชาติคอมมิวนิสต์ดำรงอยู่ในปี 1922 จนถึงปี 1991 ปัจจุบันรัสเซียปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐ มีผู้นำคือประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

การปฏิวัติรัสเซีย 100 ปีหลังการตาย กับคำถามวิธีสังหารรัสปูติน

กริกอรี รัสปูติน ไพร่ลี้ลับที่เข้าไปมีอิทธิพลต่อราชวงศ์โรมานอฟของรัสเซีย ต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของศัตรูที่เป็นคนชั้นสูงในราชวงศ์รัสเซีย เมื่อ 100 ปีที่แล้ว แต่เขาเสียชีวิตอย่างไร ถูกยาพิษ ถูกยิง หรือ กดให้จมน้ำตาย อาร์เต็ม เครเชตนิคอฟ จากบีบีซีแผนกภาษารัสเซียซึ่งศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้บอกว่า บางเรื่องที่เคยได้ยินมาเกี่ยวกับรัสปูติน ล้วนเป็นจินตนาการมากกว่าเป็นเรื่องจริง 

น้อยคนนักในตลอดประวัติศาสตร์ของรัสเซีย ที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนเทียบเท่ากับรัสปูติน บุรุษผู้ลึกลับจากเมืองทาโบลสก์ ในไซบีเรีย ชื่อของเขากลายเป็นชื่อที่คนจดจำว่าเต็มไปด้วยความอื้อฉาวตลอดกาล 

เขาได้ชื่อว่าเป็น “กลจักรพลังเซ็กส์” และ “ชู้รัก” ของจักรพรรดินีอเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนา ฉายาแรกอาจเกินจริงไป และชื่อที่สองก็ไม่ถูกต้อง

คนรัสเซียมีมุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับรัสปูติน ทั้งในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่และในช่วงหลัง เห็นเขาเป็นตั้งแต่ “คนธรรมะธัมโม” ไปจนถึง “สัตว์เลื้อยคลาน” ซึ่งคำหลังนี้เป็นฉายาที่นายปีเตอร์ สตาลิปิน นายกรัฐมนตรีนักปฏิรูปในยุคนั้นใช้เหยียดหยามรัสปูติน

เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นในปี 2457 คนในจักรวรรดิรัสเซียต่างหวั่นเกรงถึง “พลังมืดรอบบัลลังก์” ตอนนั้นจักรพรรดินีอเล็กซานดรา มเหสีในพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งราชวงศ์โรมานอฟ ทรงเชื่อว่ารัสปูตินมีเวทมนตร์ที่สามารถบำบัดโรคฮิโมฟิเลีย (เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมกลุ่มหนึ่งซึ่งทำให้ความสามารถควบคุมเลือดจับลิ่มเสื่อม ซึ่งใช้ห้ามเลือดเมื่อหลอดเลือดแตก) ในเจ้าชายอเล็กซี พระโอรส ที่เป็นองค์รัชทายาทได้

ส่วนฝ่ายที่เห็นด้วยกับการที่รัสเซียอยู่ข้างฝรั่งเศส และอยากให้เยอรมนีแพ้สงคราม ต่างสงสัยว่ารัสปูตินพยายามบ่อนทำลายนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย

คืนสุดท้าย

วาระสุดท้ายของรัสปูตินเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เป็นปริศนา ทำไมในคืนนั้นเขาถึงไปที่พระตำหนักของเจ้าชายเฟลิกซ์ ยูซูปอฟ ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก 

คำให้การของเจ้าชายยูซูปอฟ กับนายวลาดิเมียร์ ปูริชเควิช สองมือสังหารที่ปลิดชีวิตรัสปูติน ระบุว่าเจ้าชายยูซูปอฟไปรับตัวรัสปูตินเมื่อคืนวันที่ 30 ธันวาคม 2459 โดยอ้างว่าเจ้าหญิงอิรินา อเล็กซานดรอฟนา พระชายา ต้องการพบตัวรัสปูติน ทั้งที่ในความเป็นจริงตอนนั้น เจ้าหญิงอิรินาไม่ได้อยู่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก แต่อยู่ที่ตำหนักของตระกูลยูซูปอฟในไครเมีย

เจ้าชายยูซูปอฟอ้างว่าเขานำรัสปูตินลงไปชั้นล่าง และให้รัสปูตินกินเค้กอาบยาพิษ แต่เค้กก็ทำอันตรายอะไรรัสปูตินไม่ได้ เขาพูดแต่ขอขึ้นข้างบนเพื่อพบกับเจ้าหญิงอิรินา นอกจากนั้น ผู้ที่สมรู้ร่วมคิดกับเจ้าชายยูซูปอฟอีกหลายคนแกล้งทำเป็นจัดงานปาร์ตี้และส่งเสียงดังในห้องชั้นบน รวมทั้งเปิดเพลงอเมริกัน Yankee Doodle ด้วย แต่ผู้สื่อข่าวบีบีซีแผนกภาษารัสเซียเห็นว่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ตอนนี้ไม่น่าเป็นไปได้

เงื่อนงำทางการเมือง

แม้นรัสปูตินเป็นคนที่ไม่รับการศึกษาในโรงเรียน แต่เขาไม่ได้เป็นคนเขลา เขาตระหนักว่า เจ้าชายยูซูปอฟกับเจ้าหญิงอิรินาทรงร่ำรวยล้นฟ้า เจ้าหญิงอิรินาทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์โรมานอฟ ดังนั้นรัสปูตินคงไม่นึกว่าเจ้าหญิงอิรินาจะทรงยอมให้เขาเข้าหาได้ง่าย ๆ ด้วยเรื่องอะไร

มาเรีย ซึ่งเป็นลูกสาวของรัสปูตินเคยกล่าวไว้ว่า นายอเล็กซานเดอร์ โพรโตโปปอฟ รัฐมนตรีมหาดไทยรัสเซียเคยเตือนรัสปูตินว่า มีคนวางแผนจะฆ่าเขา ทั้งยังแนะนำให้เขาหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนไปสักสองสามวัน แต่รัสปูตินบอกกับรัฐมนตรีมหาดไทยไปว่า “ช้าไปแล้ว” ดังนั้นจึงยังคงเป็นประเด็นปริศนาว่าทำไมรัสปูตินถึงไปเยี่ยมครอบครัวยูซูปอฟ 

ตอนนั้นมีข่าวลือว่าจักรพรรดินีอเล็กซานดราและนายโพรโตโปปอฟ รัฐมนตรีมหาดไทยกำลังวางแผนยุบสภาดูมา เพื่อประกาศภาวะฉุกเฉินและเริ่มกระบวนการเจรจาสงบศึก จึงเป็นไปได้ว่านายโพรโตโปปอฟวางแผนลวงรัสปูติน โดยให้สัญญาว่าจะให้เขาได้พบกับเครือข่ายของจักรพรรดินีอเล็กซานดรา

ผู้สื่อข่าวบีบีซีบอกว่า คำให้การในประเด็นอื่น ๆ ของผู้สังหารรัสปูตินทั้งสองคน ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ไม่ต่างไปกับบทในหนังสยองขวัญ โดยหลังจากใช้ยาพิษกับรัสปูตินไม่ได้ผล เจ้าชายยูซูปอฟก็เริ่มยิง แต่รัสปูตินลุกขึ้นมาเหมือนกับเป็นปีศาจร้าย ถึงแม้เจ้าชายยูซูปอฟยิงเข้าที่ขมับ แต่ก็ยังหยุดรัสปูตินไม่ได้ โดยรัสปูตินไล่ตามเจ้าชายยูซูปอฟไปรอบตำหนัก จากนั้นนายปูริชเควิช มือสังหารอีกคน จึงยิงรัสปูตินไป 4 นัด จากทางด้านหลัง ทำให้รัสปูตินล้มลง 

ส่วนเรื่องเค้กที่อาบยาพิษนั้น คนที่รู้จักรัสปูตินดีต่างบอกว่า เขาไม่ชอบของหวาน เพราะเชื่อว่าเป็นของแสลงและอาจไปทำลายเวทมนตร์ในตัว

ทหารยามที่ถูกสอบสวนเรื่องการฆาตกรรมรัสปูติน ให้การว่า ได้ยินเสียงยิงปืนแบบรัว ๆ 4 นัด เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพยืนยันว่ากระสุนที่เจาะเข้าที่ท้องเป็นต้นเหตุทำให้รัสปูตินเสียชีวิต จาการเสียเลือดไปมาก