Skip to content
Home » News » การประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน

การประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน

การประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน หรือที่รู้จักกันทั่วไปในจีนแผ่นดินใหญ่ว่า เหตุการณ์ 4 มิถุนายนเป็นการเดินขบวนที่มีนักศึกษาเป็นหัวหน้า จัดในจัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่งระหว่างปี 2532 ขบวนการประชาชนระดับชาติได้รับบันดาลใจจากผู้ประท้วงกรุงปักกิ่ง บ้างเรียก ขบวนการประชาธิปไตยปี 89  หรือหากเรียกว่า การสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน (จีน: 天安门大屠杀; พินอิน: Tiān’ānmén dà túshā) จะหมายถึงเหตุที่ทหารจีนที่ใช้ปืนเล็กยาวและรถถังยิงผู้ประท้วงและผู้พยายามกีดขวางการยาตราเข้าพื้นที่จัตุรัส การประท้วงเริ่มต้นในวันที่ 15 เมษายนและถูกปราบปรามด้วยกำลังในวันที่ 4 มิถุนายนเมื่อรัฐบาลประกาศกฎอัยการศกและส่งกองทัพเข้ายึดครองส่วนกลางของกรุงปักกิ่ง มีเหตุการณ์ที่ทหารถือปืนเล็กยาวจู่โจมและรถถังยิงใส่ผู้ประท้วงและผู้พยายามขัดขวางการรุกของกองทัพเข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งเรียก การสังหารหมู่จัตุรัสเทียนอันเหมิน มีประมาณยอดผู้เสียชีวิตตั้งแต่หลายร้อยถึงหลายพันคน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายพันคน

การประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน
https://www.bbc.com/thai/international-42470822

การประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน การประท้วงดังกล่าวเกิดจากผู้นำคอมมิวนิสต์สายปฏิรูป หู ย่าวปัง เสียชีวิตในเดือนเมษายน 2532 ท่ามกลางฉากหลังที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็วในประเทศจีนหลังยุคเหมา ผู้ประท้วงสะท้อนความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตของประเทศในความสำนึกของประชาชนและในหมู่อภิชนทางการเมือง การปฏิรูปในคริสต์ทศวรรษ 1980 นำไปสู่เศรษฐกิจแบบตลาดเพิ่งเริ่มใหม่ที่เอื้อประโยชน์แก่คนบางกลุ่ม แต่ทำให้คนที่เหลือเอาใจออกห่างอย่างรุนแรง และระบบพรรคการเมืองเดียวยังเผชิญกับการท้าทายความชอบธรรม ความเดือดร้อนทั่วไปในเวลานั้นได้แก่เงินเฟ้อ การฉ้อราษฎร์บังหลวง การเตรียมพร้อมบัณฑิตสำหรับเศรษฐกิจใหม่ที่มีจำกัด และการจำกัดการมีส่วนร่วมทางการเมือง นักศึกษายังเรียกร้องให้รัฐบาลมีภาระความรับผิดเพิ่มขึ้น กระบวนการทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย เสรีภาพสื่อ และเสรีภาพในการพูด แม้นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่มีการจัดตั้งและมีเป้าหมายหลากหลาย ในช่วงที่การประท้วงสูงสุด มีประชาชนประมาณ 1 ล้านคนชุมนุมในจัตุรัส

ขณะที่การประท้วงพัฒนา ทางการตอบโต้ทั้งด้วยยุทธวิธีประนอมและสายแข็ง ซึ่งเปิดเผยความแตกแยกร้าวลึกในหมู่หัวหน้าพรรค เมื่อถึงเดือนพฤษภาคม การประท้วงอดอาหารที่นักศึกษานำทำให้เกิดการสนับสนุนการเดินขบวนท่วประเทศ และการประท้วงแพร่ไปยังนคร 400 แห่งสุดท้ายผู้นำสูงสุดของจีน เติ้ง เสี่ยวผิง และผู้อาวุโสในพรรคคอมมิวนิสต์คนอื่นเชื่อว่าการประท้วงเป็นภัยคุกคามทางการเมืองและตัดสินใจใช้กำลัง สภารัฐประกาศกฎอัยการศึกในวันที่ 20 พฤษภาคมและระดมทหารประมาณ 300,000 นายมายังกรุงปักกิ่ง ทหารบุกเข้าสู่ส่วนกลางของกรุงปักกิ่งผ่านถนนสำคัญของนครในเช้ามืดวันที่ 4 มิถุนายน และฆ่าผู้เดินขบวนและคนมุงไปพร้อมกัน

ชุมชนนานาชาติ องค์การสิทธิมนุษยชนและนักวิเคราะห์การเมืองประณามรัฐบาลจีนจากการสังหารหมู่ ประเทศตะวันตกกำหนดการคว่ำบาตรอาวุธต่อประเทศจีน รัฐบาจีนจับกุมผู้ประท้วงและผู้สนับสนุนอย่างกว้างขวาง ปราบปรามการประท้วงอื่นทั่วประเทศ ควบคุมการรายงานเหตุการณ์ของสือในประเทศอย่างเข้มงวด เสริมกำลังตำรวจแกำลังความมั่นคงภายใน และลดระดับหรือขับไล่เจ้าหน้าที่ที่ดูฝักใฝ่การประท้วง กล่าวให้กว้างขึ้น การปราบปรามชะลอนโยบายการเปิดเสรีในคริสต์ทศรรษ 1980 การประท้วงดังกล่าวถือเป็นเหตุการณ์พลิกผัน และกำหนดข้อจำกัดการแสดงออกทางการเมืองในประทศจีนจวบจนปัจจุบัน ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์สัมพันธ์กับการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมขอการปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์อย่างกว้างขวาง และเป็นหัวข้อที่มีการตรวจพิจารณามากที่สุดในประเทศจีน

จากการเสียชีวิตของ หู เย่าปัง อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ วันที่ 15 เม.ย. ปี 1989 การก่อตั้งสหภาพนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตยในเวลาต่อมา ไปจนถึงการประท้วงอดอาหารและการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับนักศึกษาที่ล้มเหลว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนกองกำลังทหารเคลื่อนพลเข้าไปที่จัตุรัสเทียนอันเหมินค่ำวันที่ 3 มิ.ย.

หู เย่าปัง อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ วัย 73 ปี เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ นักศึกษาจำนวนมากออกมารวมตัวที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเพื่อไว้อาลัยและแสดงความไม่พอใจที่การปฏิรูปประเทศเป็นไปอย่างล่าช้า

หู เย่าปัง ถือได้ว่าเป็นนักปฏิรูปในพรรคคอมมิวนิสต์ และได้รับการยอมรับในหมู่ปัญญาชนและนักศึกษาแนวเสรีนิยม อย่างไรก็ตาม เขาถูกบังคับให้ลาออกในปี 1987

วันที่ 17 เม.ย. จำนวนผู้ประท้วงในกรุงปักกิ่งเพิ่มขึ้นเป็นหลายพันคน นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งและเหรินหมินไปนั่งบริเวณหน้ามหาศาลาประชาคม เพื่อยื่นคำร้องให้รัฐบาลประเมินคุณูปการของ หู เย่าปัง เสียใหม่ และให้รัฐบาลเร่งกระบวนการปฏิรูปประเทศให้เป็นประชาธิปไตย จากนั้นการประท้วงก็ค่อย ๆ ขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ

วันที่ 19 เม.ย. การนั่งประท้วงเริ่มขึ้นที่หน้าซินหัวเหมิน ซึ่งเป็นประตูหลักทางเข้าทำเนียบรัฐบาล

ทางการจีนจัดพิธีศพให้ หู เย่าปัง นักศึกษาพังรั้วกั้นบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมินเข้าไปยื่นคำร้องขอพูดคุยเจรจากับ หลี่ เผิง นายกรัฐมนตรีจีนในขณะนั้น แต่ถูกปฏิเสธ

มีการประท้วงใหญ่เกิดขึ้นในเมืองซีอานและฉางซา ก่อนจะกลายเป็นจลาจลในที่สุด

ทางการจีนจัดพิธีศพให้ หู เย่าปัง นักศึกษาพังรั้วกั้นบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมินเข้าไปยื่นคำร้องขอพูดคุยเจรจากับ หลี่ เผิง นายกรัฐมนตรีจีนในขณะนั้น แต่ถูกปฏิเสธ

มีการประท้วงใหญ่เกิดขึ้นในเมืองซีอานและฉางซา ก่อนจะกลายเป็นจลาจลในที่สุด

การประท้วงเรื่องอะไร?

หลังการปฏิวัติวัฒนธรรมยุคประธานเหมา เจ๋อตง (1966-1976) ทศวรรษถัดมาคือ 1980 จัดเป็นยุคแห่งการเปิดเสรีและภาคเศรษฐกิจเอกชนตามนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของผู้นำสูงสุดเติ้ง เสี่ยวผิง โดยมีผู้นำนักปฏิรูปที่โดดเด่น คือ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ หู เย่าปัง และนายกรัฐมนตรี จ้าว จื่อหยัง

ในยุคนั้นพรรคฯได้ปรับดุลอำนาจกับค่ายเสรีนิยมโดยผ่อนปรนอำนาจควบคุมทางการเมืองและเศรษฐกิจ ในขณะที่ค่ายอนุรักษ์นิยมระแวงสงสัยการทดลองใหม่ๆของรัฐบาล

ในยุคนั้นประชาชนต่างยกย่องผู้นำอย่างหู เย่าปังซึ่งไม่ได้รับความไว้วางใจจากพรรคฯหลังจากที่เขาแสดงความเห็นใจนักศึกษาที่เคลื่อนไหวการปฏิรูปเสรีการเมือง ในที่สุดผู้นำหูถูกปลดออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯ ในปี 1987 และผู้ที่ขึ้นมานั่งเก้าอี้นายใหญ่พรรคฯแทนเขา คือ จ้าว จื่อหยัง ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงขับดันการปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่ต่อมาเขาได้แสดงความเห็นใจขบวนการนักศึกษาที่เคลื่อนไหวการปฏิรูปการเมือง

ระบบเศรษฐกิจที่กลายเป็นใจกลางปัญหาในยุคนั้นคือระบบกำหนดราคาสองแบบ ได้แก่ สินค้าในโควตาของรัฐจะขายใน “ราคาอุดหนุนจากรัฐ” ขณะที่สินค้าที่ผลิตเกินโควต้าจะขายตามราคาตลาด

ระบบดังกล่าวได้สร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ที่ได้สินค้าในราคาอุดหนุนจากรัฐและขายออกไปในราคาตลาดซึ่งสูงกว่าราคาที่ซื้อมา กลุ่มที่กอบโกยผลประโยชน์มหาศาลนี้ก็คือบรรดาลูกๆหลานๆของผู้นำในพรรคฯ ปรากฏการณ์นี้ทำให้ภาวะเงินเฟ้อกระฉูดและคอรัปชั่นกระจาย บรรยากาศความไม่พอใจในสังคมพุ่งสูงถึงขีดสุดในปี 1989

กอปรด้วยอสัญกรรมของผู้นำหู เย่าปังในเดือน เม.ย.ปีเดียวกัน ความขัดแย้งการเมืองในจีนก็ถึงจุดแตกหัก กลุ่มผู้ประท้วงเรือนแสนออกมาเดินขบวนโดยส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา นอกนั้นก็มีกลุ่มปัญญาชน นักดนตรี ศิลปิน คนงาน เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก และกระทั่งเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐ

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2532