Skip to content
Home » News » การรุกรานกัมพูชาของเวียดนามเหนือ

การรุกรานกัมพูชาของเวียดนามเหนือ

การรุกรานกัมพูชาของเวียดนามเหนือ การที่เวียดนามใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงในครั้งนั้น ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวางทั้งในกัมพูชาและในต่างประเทศ สำหรับบางคนแล้วเหตุการณ์นี้ถือได้ว่าเป็นการรุกรานกัมพูชาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่บางคนกลับมองว่าเป็นการปลดปล่อยชาวกัมพูชาจากระบอบการปกครองอันโหดร้ายของพอล พต ซึ่งมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้น

การรุกรานกัมพูชาของเวียดนามเหนือ เหตุการณ์ที่เวียดนามยกกำลังทหารเข้าไปในกัมพูชา ซึ่งเหตุดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในปี 1978 ตามมาด้วยการเข้ายึดครองประเทศกัมพูชาอย่างยาวนานจนถึงเดือนกันยายน ปี 1989

อาจกล่าวได้ว่าการแทรกแซงทางทหารของเวียดนามเกิดขึ้นด้วยเหตุผลสองประการ ราล์ฟ เอมเมอร์ส นักวิชาการด้านเอเชียศึกษาได้ระบุไว้ว่า “เป็นเพราะความทะเยอทะยานต้องการครองอำนาจนำเหนือภูมิภาคอินโดจีน ทั้งยังเป็นแผนการป้องกันประเทศของตนเอง” เวียดนามจึงดำเนินปฏิบัติการต่อต้านรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตยหรือเขมรแดง ซึ่งขณะนั้นมีสาธารณรัฐประชาชนจีนคอยหนุนหลังอยู่

อันที่จริงแล้ว ในทันทีที่เขมรแดงเข้ายึดครองกรุงพนมเปญได้ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 1975 รัฐบาลเขมรแดงกับเวียดนามก็เริ่มหวาดระแวงไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ทั้งสองจะเคยเป็นพันธมิตรกันมาก่อนในช่วงที่ต่อสู้เพื่อระบอบคอมมิวนิสต์ในระยะเริ่มแรกก็ตาม

การรุกรานกัมพูชาของเวียดนามเหนือ
https://www.bbc.com/thai/international-46621685

ผู้นำเขมรแดงไม่เคยไว้ใจเวียดนาม เนื่องด้วยประเด็นปัญหาเรื่องพรมแดน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องแผนยุทธศาสตร์ของเวียดนามที่มุ่งก่อตั้ง “สหพันธรัฐอินโดจีน” ซึ่งอาจผนวกเอาลาวและกัมพูชาเข้าไว้ด้วย

เมื่อความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อกันพังทลายลง เหตุปะทะตามแนวพรมแดนระหว่างสองประเทศก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ สถานการณ์ดังกล่าวประสบกับความยุ่งยากซับซ้อนขึ้นไปอีก เมื่อพอล พต เล็งเห็นว่าชนกลุ่มน้อยเชื้อสายเขมรที่อาศัยอยู่ตรงบริเวณที่ราบต่ำทางตอนใต้ของเวียดนาม หรือที่เรียกกันว่า “ขแมร์กรอม” นั้นอาจลุกฮือขึ้นล้มล้างการปกครองของเวียดนาม และกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกัมพูชาซึ่งเป็นแผ่นดินแม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น สาธารณรัฐประชาชนจีนยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมก้าวร้าวไม่เป็นมิตรของเขมรแดงที่มีต่อเวียดนามอีกด้วย เดวิด แชนด์เลอร์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์กัมพูชาระบุว่า ในสายตาของบรรดาผู้นำจีนแล้ว เวียดนามถูกมองว่าเป็น “ภัยคุกคามจากพวกหนุนสหภาพโซเวียต ซึ่งตั้งอยู่ประชิดติดแนวพรมแดนทางตอนใต้”

ส่วนเขมรแดงนั้นจีนมองว่าเป็น “พันธมิตรหัวรุนแรงที่อาจกลายเป็นแนวร่วมเดียวกันได้ง่าย” ด้วยเหตุนี้ จีนจึงเริ่มส่งเสบียงอาวุธ เครื่องกระสุน และยุทโธปกรณ์อื่น ๆ อีกจำนวนมากให้กับเขมรแดง

ภายใต้บริบทของสถานการณ์ดังกล่าว การที่พอล พต เดินทางเยือนจีนในปี 1977 จึงถือว่าเป็นความพยายามเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลจีนและรัฐบาลเขมรแดงให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเท่ากับเป็นภัยคุกคามทางยุทธศาสตร์ต่อเวียดนามอย่างชัดเจน

เพื่อตอบโต้การโจมตีจากเขมรแดง เวียดนามเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารขึ้นในกลางเดือน ธ.ค.ปี 1977 และลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพ 25 ปีกับสหภาพโซเวียตเมื่อเดือน พ.ย. ปี 1978 เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจและรับมือภัยคุกคามจากจีน ในขณะเดียวกัน เวียดนามยังหนุนผู้แปรพักตร์จากรัฐบาลเขมรแดงบางรายให้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในนามของแนวร่วมกอบกู้ชาติกัมพูชา หรือ UFNSK อีกด้วย

ในวันคริสต์มาสของปี 1978 รัฐบาลพลัดถิ่น UFNSK ที่มีกองกำลังทหารเวียดนาม 1 แสนนายคอยสนับสนุน บุกเข้าโจมตีกองกำลังเขมรแดงในหลายแนวรบด้วยกัน จนฝ่ายหลังต้องล่าถอยออกจากกรุงพนมเปญในวันที่ 7 ม.ค. 1979 เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบแห่งระบอบเขมรแดงในกัมพูชา

https://www.bbc.com/thai/international-46621685

นับแต่นั้นเป็นต้นมา วันที่ 7 ม.ค. ของทุกปีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) อันเป็นพรรครัฐบาลผู้สืบทอดอำนาจโดยตรงจาก UFNSK โดยถือว่าเป็นวัน “กำเนิดใหม่” หรือวันเกิดครั้งที่สองของประชาชนชาวกัมพูชา นายกรัฐมนตรีฮุน เซน เองนั้นถึงกับเคยกล่าวว่า “การเฉลิมฉลองและรำลึกถึงวันที่ 7 ม.ค. ไม่ได้มีไว้สำหรับพรรคประชาชนกัมพูชาเท่านั้น แต่เป็นของประชาชนทั่วไปด้วย เพราะมันคือขบวนการอันยิ่งใหญ่ที่ปลดปล่อยชาติและชีวิตของชาวกัมพูชา”

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าชาวกัมพูชาทุกคนจะให้ความสำคัญกับวันแห่งประวัติศาสตร์ตามที่ผู้นำประเทศได้กล่าวไว้ บรรดาฝ่ายค้านและผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาชนกัมพูชาต่างตั้งคำถามเป็นเชิงยั่วยุว่า วันที่ 7 ม.ค.นั้นเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองอิสรภาพและการมีชีวิตรอด หรือเป็นวันรำลึกถึงชัยชนะของเวียดนามในการเข้ารุกรานและยึดครองกัมพูชากันแน่ ? คำถามนี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันทุกครั้ง เมื่อถึงวาระครบรอบการเฉลิมฉลองวันที่ 7 ม.ค. ในทุกปี

การที่เวียดนามยกกำลังทหารบุกเข้าดินแดนของกัมพูชานั้น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและชาติสมาชิกของอาเซียนแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม โดยเฉพาะกับไทยที่มองว่าปฏิบัติการทางทหารของเวียดนามในกัมพูชานั้นเป็นภัยคุกคามอย่างโจ่งแจ้ง โดยในช่วงใกล้สิ้นปี 1979 ไทยได้ให้ที่พักพิงกับขบวนการต่อต้านรัฐบาลเวียดนามไปแล้วหลายกลุ่ม ซึ่งล้วนแต่ได้รับการสนับสนุนจากจีน สหรัฐฯ และอาเซียนทั้งสิ้น

แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวกลับกลายเป็นข้ออ้างให้กองกำลังเวียดนามประวิงเวลาดำเนินภารกิจในกัมพูชาให้ยืดเยื้อยาวนานออกไปอีก อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากรอบด้านทำให้เวียดนามต้องถอนทหารออกจากกัมพูชาในที่สุด เมื่อเดือนกันยายน ปี 1989 และหลังจากนั้นไม่นานได้มีการลงนามข้อตกลงสันติภาพกรุงปารีส ในวันที่ 23 ต.ค. 1991 ซึ่งนำไปสู่การประจำการกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในกัมพูชา (UNTAC) เพื่อควบคุมให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพ และจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในวันที่ 23 พ.ค. 1993 ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การสถาปนา “ราชอาณาจักรกัมพูชาใหม่” ขึ้นอย่างเป็นทางการ

ความสัมพันธ์กัมพูชา-เวียดนาม นับแต่ปี 1993 เป็นต้นมา

หลังจากสิ้นสุดปฏิบัติการรักษาสันติภาพของกองกำลังสหประชาชาติไปแล้ว กัมพูชาพยายามที่จะรักษาความสัมพันธ์ฉันมิตรกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งรวมถึงเวียดนามด้วย อันที่จริงแล้ว รัฐบาลกัมพูชาชุดใหม่ได้ให้ความสำคัญต่อสายสัมพันธ์ที่มีอยู่กับเวียดนามอย่างมาก เพราะยังคงได้รับผลประโยชน์จากการสนับสนุนและความร่วมมือหลายด้าน เช่นในเหตุการณ์วันที่ 5-6 ก.ค. 1997 ที่กองกำลังของพรรคประชาชนกัมพูชาปะทะกับกองกำลังของพรรคฟุนซินเปกซึ่งภักดีต่อสถาบันกษัตริย์กลางกรุงพนมเปญ

เวียดนามแสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์ดังกล่าวต่างไปจากชาติสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ เช่นไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์อย่างมาก โดยเวียดนามไม่ออกแถลงการณ์ประณามเหตุวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่กลับระบุเพียงว่า “เวียดนามต้องการเห็นกัมพูชามีสันติสุขและเสถียรภาพ”

ยิ่งไปกว่านั้น มีรายงานว่าเวียดนามคือผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่พยายามผลักดันให้กัมพูชาได้เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนโดยเร็วที่สุด หลังจากการพิจารณาเรื่องสมาชิกภาพของกัมพูชาถูกระงับไปเพราะเหตุการณ์เดือน ก.ค. ปี 1997 แต่ในท้ายที่สุดแล้วกัมพูชาก็ได้เข้าเป็นสมาชิกชาติที่ 10 ของอาเซียน เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 1999 ระหว่างการประชุมของบรรดาชาติสมาชิกที่กรุงฮานอย

เวียดนามใช้โอกาสที่ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและกัมพูชาเกิดความร้าวฉานขึ้นในปี 2003 เข้าแผ่ขยายอิทธิพลในกัมพูชาอีกครั้ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อชาวกัมพูชาจำนวนมากก่อเหตุจลาจลในแถบย่านการค้าของคนไทยกลางกรุงพนมเปญ หลังมีกระแสข่าวเล่าลือว่าดาราสาวไทยคนดังกล่าวว่า “นครวัดเป็นของประเทศไทย” ทำให้ชาวกัมพูชาโกรธแค้น

หลังเหตุจลาจลสงบลง กระแสต่อต้านไทยที่ยังคุกรุ่นทำให้รัฐบาลกัมพูชามีคำสั่งห้ามฉายภาพยนตร์ไทยหรือจัดการแสดงวัฒนธรรมไทยในทุกช่องทาง รวมทั้งมีการรณรงค์ไม่ซื้อสินค้าไทย แต่ในทางตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ทางการค้าและการเมืองระหว่างกัมพูชาและเวียดนามกลับได้รับการสนับสนุนให้เฟื่องฟูขึ้นมาแทน

ความขัดแย้งเรื่องแนวพรมแดนและผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายชาวเวียดนามในกัมพูชา

โดยทั่วไปแล้ว ความกลัวและหวาดระแวงเวียดนามของคนกัมพูชานั้นฝังรากลึกมาตั้งแต่ยุคที่ราชวงศ์เหวียนแผ่ขยายอิทธิพลลงมาทางใต้ในศตวรรษที่ 18 ส่วนในปัจจุบันกระแสต่อต้านชาวเวียดนามก็ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงของการเมืองกัมพูชา เนื่องจากข้อกล่าวหาเรื่องรุกล้ำดินแดนและปัญหาของกลุ่มชนเชื้อสายเวียดนามในราชอาณาจักร โดยนักการเมืองกัมพูชาซึ่งส่วนมากเป็นฝ่ายค้าน มักฉกฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากวาทกรรมที่มุ่งโจมตีเวียดนามอยู่เสมอ

ประเด็นพิพาทเรื่องแนวพรมแดนระหว่างเวียดนาม-กัมพูชา กลับปะทุขึ้นมาอีกครั้งหลังการเลือกตั้งปี 2013 เมื่อพรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) ซึ่งเป็นอดีตพรรคฝ่ายค้าน กล่าวหาพรรคประชาชนกัมพูชาในขณะนั้นว่า ทำให้ประเทศชาติต้องเสียดินแดนไปให้กับเวียดนาม และอ้างว่าสนธิสัญญาฉบับเพิ่มเติมว่าด้วยแนวพรมแดนที่กัมพูชาทำไว้กับเวียดนามเมื่อปี 2005 นั้นขัดรัฐธรรมนูญ

ในเดือนมิถุนายน ปี 2015 กระแสความขัดแย้งดังกล่าวทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายสิบคน หลังเกิดการปะทะระหว่างกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่มี ส.ส.กัมพูชาสองคนเป็นผู้นำและมีพระสงฆ์อยู่ด้วยหลายรูป กับกลุ่มของเจ้าหน้าที่ทางการเวียดนามและชาวบ้านเวียดนามที่อาศัยอยู่ตามแนวพรมแดน

ปัญหากลุ่มชนเชื้อสายเวียดนามที่เข้ามาลงหลักปักฐานในกัมพูชา เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่กระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมาตั้งแต่ปี 1953 แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ รัฐบาลพรรคประชาชนกัมพูชามีท่าทีแข็งกร้าวขึ้นต่อผู้อพยพที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายซึ่งรวมถึงชาวเวียดนามด้วย มีการรณรงค์และออกมาตรการปราบแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายมาตั้งแต่กลางปี 2014 จนในช่วงสิ้นปีนั้นกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาเนรเทศผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายไปมากกว่า 1,300 คน ซึ่ง 90% ในจำนวนนี้เป็นชาวเวียดนาม

การผลักดันคนเข้าเมืองผิดกฎหมายกลับประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2015 โดยมีชาวเวียดนามถูกเนรเทศออกจากกัมพูชาถึงกว่า 6,000 คน ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับสถิติ 2,500 คนในปี 2016

ล่าสุดมีรายงานว่า เวียดนามได้แสดงความไม่พอใจที่ทางการกัมพูชาอพยพกลุ่มชนเชื้อสายเวียดนามราว 2,300 คน ออกจาก “หมู่บ้านลอยน้ำ” ในทะเลสาบโตนเลสาบ ส่วนบรรดาผู้นำในรัฐบาลกัมพูชาเองนั้นก็ประสบกับความลำบากยุ่งยากใจ หลังถูกทางการเวียดนามเรียกร้องให้ปกป้องคนของตนในกัมพูชา ซึ่งประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาถกกันทุกครั้งที่ทั้งสองฝ่ายจัดการประชุมทวิภาคีร่วมกัน

https://www.bbc.com/thai/international-46621685

1ม.ค.1978(วันที่ประมาณการ)