Skip to content
Home » News » กาเบรียล บอเนอร์ ชาแนล

กาเบรียล บอเนอร์ ชาแนล

กาเบรียล บอเนอร์ ชาแนล Gabrielle Bonheur “Coco” Chanel 19 สิงหาคม พ.ศ. 2426-10 มกราคม พ.ศ. 2514เป็นนักออกแบบเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และเครื่องประทินความงามชาวฝรั่งเศส เป็นตัวอย่างนักแฟชั่นในศตวรรษที่ 20 และเป็นผู้ก่อตั้งผลิตภัณฑ์ ชาเนล ของฝรั่งเศส เดิมชื่อ กาเบรียล บอเนอร์ ชาแนล

เมื่อเธอเริ่มโตเกิดปัญหาการเงินในครอบครัวเธอจึงต้องไปร้องเพลงในคาเฟ่เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ วันหนึ่งเธอร้องเพลง กิตาวู โกโก เป็นที่ถูกใจของผู้ฟัง และเรียกร้องให้เธอร้องอีกโดยตะโกนว่า “โกโก ชาแนล” ตั้งแต่บัดนั้นคนก็รู้จักเธอในนาม “โกโก ชาแนล” เธอเริ่มเปิดร้านขายหมวกแห่งแรกในแคว้นนอร์ม็องดีในปี ค.ศ. 1909 และเริ่มคิดค้นน้ำหอมทั้ง 10 กลิ่นโดยกลิ่นที่เธอชอบและเป็นกลิ่นที่ขายดีที่สุดคือ “ชาแนลนัมเบอร์ไฟว์” ชาแนลเป็นผู้ริเริ่มให้ผู้หญิงใส่กางเกงเป็นคนแรก

และเธอก็คิดค้นสูทของผู้หญิงมีชื่อเรียกว่า “ชาแนลสูท” สัญลักษณ์ของชาแนลคือรูปดอกคามีเลียสีขาว เพราะเป็นดอกไม้ที่ชาแนลชอบนำติดตัวไปในงานแสดงเสื้อของเธอโดยเธอมักจะนำมาทัดไว้ที่ผม

กาเบรียล บอเนอร์ ชาแนล เป็นบุตรสาวคนที่ 2 จากพี่น้องทั้งหมดสี่คน ของ อัลเบิรต ชาแนล กับ ยูเชนี ชาน เดอโวล โดยแม่ของเธอทำงานเป็นคนซักผ้าในโรงพยาบาลการกุศล ส่วนพ่อของเธอเป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้า ที่ต้องเร่ร่อนไปทั่วเมือง ซึ่งครอบครัวของเธอที่ฐานะที่ยากจนมาก

เมื่อ Chanel อายุได้ 12 ปี แม่ของเธอก็ได้เสียชีวิตด้วยโรคหลอดลมอักเสบ ส่วนพ่อของเธอก็หายตัวไป เธอและพี่ ๆ น้อง ๆ จึงถูกส่งไปอยู่ที่ สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าคอลแวลต์โอบาซีล

ต่อมาเมื่อ Chenel อายุได้ 18 ปี เธอได้ย้ายไปอาศัยอยู่ที่หอพักสำหรับเด็กสาวที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกในเมือง มูแลงส์ ซึ่งตลอดระยะเวลา 6 ปี ที่เธอได้ใช้ชีวิตอยู่ในคอลแวนต์ เธอได้มีโอกาสเรียนรู้การตัดเย็บเสื้อผ้า ประกอบกับเธอมีความสนใจ มีความเพียรพยายาม ขยันอดทน และมีความกระตือรือล้นที่จะเรียนรู้ จนเธอสามารถประกอบอาชีพเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้าเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพได้  

นอกจากนี้ เธอยังใช้เวลาว่างหลังจากเย็บผ้าเพื่อไปร้องเพลงกับเพื่อน ๆ ที่คาบาเร่ เพื่อหารายได้พิเศษเสริมอีกด้วย และชื่อ Coco นั้น ก็ได้มาจากท่วงทำนองเพลงที่เธอชอบร้องที่มีชื่อว่า Qui qu’a vu Coco แต่พอทำไปได้สักพักเธอก็รู้สึกว่าอาชีพนักร้องนั้น ไม่ค่อยเหมาะกับตัวเธอสักเท่าไหร่นัก

https://www.vogue.co.th/fashion/article/historyofchanel

จนเมื่อ Chanel อายุได้ 23 ในปี 1905 เธอก็ได้พบรักแบบลับ ๆ กับ Etienne Balsan (เอเตียน บัลซอง) อดีตทหารม้าและเป็นทายาทมหาเศรษฐีในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ด้วยความที่บัลซองนั้นร่ำรวยอย่างมหาศาล เธอจึงใช้ชีวิตได้อย่างหรูหราฟู่ฟ่า ซึ่งเธอมีทั้งเครื่องเพชร เสื้อผ้า และไข่มุกอีกมากมาย

และในปีนี้นี่เอง ที่เธอได้มีโอกาสพบกับ Arthur Edward Capel ที่แนะนำให้ Coco เปิดร้านขายหมวก และในปี 1909 Chanel ก็ได้รับการสนับสนุนทางด้านเงินทุนจากคาเปล เพื่อเปิดร้านขายหมวกที่เธอออกแบบด้วยตนเอง บนถนน Cambon ในกรุงปารีส โดยใช้ชื่อร้านว่า Chanel Modes โดยหมวกของ Channel นั้นโด่งดังมาจากการที่นักแสดงหญิงที่ชื่อ Gabrielle Dorziat ใส่หมวกของ Chanel เข้าฉากในภาพยนตร์ด้วยกันสองเรื่องก็คือ Bel Ami และ Les Modes ต่อมาไม่นานร้านของเธอก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น เพราะเนื่องจากเสื้อผ้าที่มีการดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น แสดงถึงความเป็นตนตัวของเธอออกมาอย่างชัดเจน

แต่เธอกับบัลซอง ก็ได้อยู่กินกันเพียง 5 ปี จนในปี 1910 เธอก็ได้เลิกกับบัลซองไปและได้ไปอยู่กินกับนายทุนของเธอนั่นก็คือคาเปลนั่นเอง

ต่อมาในปี 1913 Chanel ได้ขยายกิจการด้วยโดยการไปเปิดร้าน Boutique หรือร้านขายเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ในเมือง Deauville (โดวิลล์) โดยใช้ชื่อร้านว่า Chanel ซึ่งสามารถดึงดูดลูกค้าขาประจำได้เป็นจำนวนมากและได้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการดีไซน์ที่ไม่ซ้ำใคร ใสง่ายและดูดี จนคนในวงการแฟชั่น ต่างก็ยอมรับในความคิดสร้างสรรค์และฝีมือในการออกแบบดีไซน์เสื้อผ้าของเธอ ตัวอย่างชุดสูทของ Chanel นั้น เป็นหนึ่งในคอเลคชั่นที่โด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งมองแว๊บแรกก็จะรู้ทันทีเลยว่าเป็นชุดที่มาจาก Chanel

และจากการที่เธอกล้าคิดนอกกรอบ เธอยังเป็นคนแรก ๆ ที่ผลักดันให้ผู้หญิงหันมาใส่กางเกงอีกด้วย เนื่องจากรูปร่างของเธอนั้นมีรูปร่างที่ผอมและไม่ค่อยมีส่วนโค้งส่วนเว้ากับเขาสักเท่าไหร่นัก แถมสมัยนั้นผู้หญิงเกือบทั้งหมดมักนิยมใส่กันเฉพาะกระโปรงสุ่มแถมชุดก็มีลักษณะรัดเอวติ้วคอดกันเลยทีเดียว ซึ่งเธอคิดว่าด้วยความที่สรีระของผู้หญิงแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ดังนั้นเสื้อผ้าก็ไม่ควรมีแบบเดียว ควรออกแบบเพื่อให้เหมาะกับแต่ละคน

จนในปี 1914 ร้านของเธอก็ต้องเจอกับวิกฤตจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งทำให้ธุรกิจของเธอต้องหยุดชะงักลงไป แต่เธอก็ยังคงซุ่มและมุ่งมั่นที่จะออกแบบและดีไซน์เสื้อผ้าอยู่อย่างต่อเนื่อง

หลังจากนั้นประมาณ 5 ปี ในปี 1918 Coco Chanel ก็กลับมาเปิดร้านอีกครั้ง จนกิจการกลับมาครึกครื้นอีกครั้งหนึ่ง

แต่แล้วในปี 1919 คาเปล สามีอันเป็นที่รักของเธอก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และเสียชีวิต ซึ่งสร้างความเสียใจและสะเทือนใจให้แก่เธอเป็นอย่างมาก เธอจึงไว้อาลัยให้กับคาเปลด้วยการ นำผ้าสีดำมาทำเป็นชุดเพื่อให้ผู้หญิงทุกคนในกรุงปารีสใส่เพื่อไว้ทุกข์ให้กับคาเปลอันเป็นสุดที่รักของเธอ

หลังจากนั้น 1 ปี ในปี 1920 Chanel ก็ได้ขยายไลน์การผลิตสินค้าใหม่ ๆ เพิ่มเติมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่ ๆ หมวก เครื่องประดับ หรือแม้กระทั่งน้ำหอม โดยกลยุทธ์ในการทำการตลาดหนึ่งของเธอก็คือ การเข้าสังคมและพบปะพูดคุยกับเซเลบิตี้ในแวดวงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ศิลปินนักเปียโน, นักบัลเล่ต์ชื่อดัง, นักแต่งเพลงขายดี, นักกวีที่มีชื่อเสียง, นักเขียนบทละครและดารานักแสดงที่โด่งดัง เพื่อชักชวนให้มาลองใช้ผลิตภัณฑ์ของเธอ ซึ่งหลาย ๆ คนเมื่อได้มีโอกาสพบเจอกับเธอนั้นต่างก็ชื่นชมเธอว่า เธอเป็นคนที่เฉลียวฉลาด เป็นผู้หญิงที่มีไหวพริบดี มีเหตุมีผล และเป็นผู้หญิงที่สตรองมากที่สุดคนหนึ่งในวงการธุรกิจเลยก็ว่าได้

จนในปี 1921 Chanel ก็ได้เปิดตัวน้ำหอมที่ชื่อ Chanel No.5 ซึ่งถือได้ว่าเป็นน้ำหอมตัวแรกของโลกที่ตั้งชื่อน้ำหอมตามเจ้าของแบรนด์ และน้ำหอมรุ่นนี้นี่เอง ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในเหล่าบรรดาไฮโซและคนสูงศักดิ์ และกลายเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างทั้งในยุโรปและอเมริกา จวบจนถึงปัจจุบัน

https://www.vogue.co.th/watches-jewellery/article/historyofchanel

ต่อมาในปี 1926 เธอก็ได้ออกแบบเสื้อผ้าผู้หญิงที่ชื่อว่า Little Black Dress ซึ่งเป็นชุดเดรสยาวทรงตรงประเข่าที่เปิดให้เห็นข้อเท้าของผู้หญิงเป็นครั้งแรก ซึ่งสมัยนั้นยังนิยมใส่กระโปรงที่คลุมมิดถึงข้อเท้าเพียงอย่างเดียว โดยนิตยสารชื่อดังอย่าง Vogue ยกย่องให้ Little Black Dress ของ Chanel เทียบกับรถยนต์ของ Ford ที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านยุคของวงการในอุตสาหกรรมของตนเองไปตลอดกาล ซึ่งว่ากันว่า ชุดของ Chanel นั้นมักจะมีดีไซน์ในโทนขาวดำเทา และเรียบง่ายสง่างามนั้น มีแรงบันดาลใจมาจากชุดของแม่ชีที่เธอเติบโตมานั่นเอง

ในปี 1929 Coco ก็ได้ให้กำเนิดกระเป๋า Chanel รุ่น 2.55 ซึ่งเป็นกระเป๋าถือที่ทำมาจากหนังและมีลายข้าวหลามตัด โดยที่มาของชื่อก็คือวันแรกที่วางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1955 (เดือน 2 ปี 55 นั่นเอง)ซึ่งแต่เดิมนั้น เป็นกระเป๋าถือโดยไม่ได้มีสายสะพาย แต่ด้วยความที่เธอนั้นเป็นคนสูบบุหรี่ เธอจึงเพิ่มสายสะพายเข้าไปเพื่อความสะดวก และ Chanel 2.55 ก็เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ตั้งแต่ปี 1955 ผู้คนก็เริ่มหันมาใช้กระเป๋าแบบมีสายสะพายกันแทบทั้งเมือง และ Chanel 2.55 นี้ ก็ได้กลายเป็นซิกเนเจอร์อีกชิ้นหนึ่ง ที่เหล่าบรรดาหญิงสาวทั่วโลกต่างก็อยากมีไว้กันในครอบครองแทบทั้งสิ้น

จนในปี 1935 เธอถูกยกย่องให้เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในสายอาชีพของตนเอง หรือ Peak of fame เพราะเธอมีร้านมากถึง 5 สาขา และลูกจ้างที่เธอต้องดูแลอีกกว่า 4,000 ชีวิต

แต่แล้วในปี 1945 ก็เข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ธุรกิจของเธอต้องหยุดชะงัก ร้าน Boutique(ร้านเสื้อผ้าสตรี) ของเธอ ต้องปิดตัวลงไปถึง 4 แห่ง เปิดทำการอยู่แห่งเดียวบนถนน Cambon หลังจากสงครามโลกจบลง เธอก็กลับมาอีกครั้งหนึ่งในปี 1954 ในวัย 71 ปี (และในปี 1955 ก็พึ่งได้ฤกษ์วางขายกระเป๋า Chanel 2.55 นั่นเอง)

ซึ่งคำว่า Chanel นั้น มีความหมายว่า การดูอ่อนเยาว์ ความเป็นอิสระและปราศจากพันธนาการใด ๆ

โดยชีวิตนักธุรกิจของเธอนั้น มีรายงานว่า เธอมีทรัพย์สินอยู่ที่ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

Coco Chanel ได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 10 มกราคม ปี 1971 ในวัย 87 ปี ในขณะที่เธอกำลังอยู่ในช่วงออกแบบงานคอเลคชั่นสำหรับฤดูใบไม้ผลิของปีนั้น (เรียกได้ว่า เธอได้ทำในสิ่งที่รักจวบจนลมหายใจสุดท้ายกันเลยทีเดียว)ที่โรงแรมริทซ์ โดยพิธีงานศพของเธอถูกจัดขึ้นที่ Eglise de la Madeleine โดยมีเหล่านางแบบมาร่วมไว้อาลัยเธอเป็นครั้งสุดท้ายกันอย่างล้นหลาม

หากนับตั้งแต่ปีที่ Coco Chanel ก่อตั้งแบรนด์ Chanel ขึ้นมาตั้งแต่ปี 1909 จนถึงปัจจุบันในปี 2018 แบรนด์ Chanel นี้ ก็มีอายุร่วมกว่า 109 ปีเข้าไปแล้ว และตัวของแบรนด์เองนั้นก็มีมูลค่ากว่า 8,000 ล้านเหรียญฯ หรือราว ๆ กว่า 2.64 แสนล้านบาท โดยเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงเป็นอับดับที่ 87 ของโลก

https://www.blueoclock.com/coco-chanel-story/