Skip to content
Home » News » ข้อวิจารณ์ คริปโทฯ

ข้อวิจารณ์ คริปโทฯ

ข้อวิจารณ์ คริปโทฯ ในเกม ล็อตเตอรี่ กาสิโนออนไลน์ และแหล่งการพนันออนไลน์อื่น ๆ ที่ใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นวิธีการจ่ายหรือเพื่อมอบมูลค่าที่ชนะให้ ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ตามความนิยมและความยอมรับของคริปโทเคอร์เรนซี

ล็อตเตอรี่

ในเดือนธันวาคม 2017 บริษัทการพนัน Lottoland ในยิบรอลตาร์ได้เริ่มขายล็อตเตอรี่ที่ให้มูลค่าที่ชนะเป็นบิตคอยน์ โดยขายทั่วโลก ควบคุมโดยรัฐบาล และมีรางวัลสูงสุดที่ 1,000 เหรียญบิตคอยน์ แต่คนเล่นจะต้องซื้อล็อตเตอรี่โดยใช้เงินปกติแม้จะสามารถเลือกรับมูลค่าที่ชนะเป็นบิตคอยน์ได้

กาสิโนออนไลน์และไซท์เล่นลูกเต๋า

กาสิโนและไซท์เล่นลูกเต๋าออนไลน์หลายแห่งได้เริ่มดำเนินงาน เพื่อถือเอาประโยชน์จากความนิยมของคริปโทเคอร์เรนซี แต่ความชอบธรรมของไซท์เหล่านี้มักเป็นปัญหา เพราะความสงสัยว่าไม่ยุติธรรมเพราะเหตุขั้นตอนวิธีคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเล่น จึงได้เกิดบริการแบบ Provably fair (ยุติธรรมแบบพิสูจน์ได้) เพื่อพยายามแก้ความสงสัยของลูกค้าว่าถูกโกง

งานวิชาการ

ในเดือนกันยายน 2015 มีการจัดตั้งวารสารวิชาการที่ทบทวนโดยผู้รู้เสมอกัน คือ Ledger (บัญชีแยกประเภท) (ISSN 2379-5980) ซึ่งรวมการศึกษาคริปโทเคอร์เรนซีและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และจัดพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก วารสารสนับสนุนให้ผู้เขียนประทับชื่อแบบดิจิทัลสำหรับค่าแฮชของไฟล์ที่ส่ง ซึ่งก็จะลงตราเวลาใส่เข้ากับบล็อกเชนของบิตคอยน์ต่อไป วารสารยังขอให้ผู้เขียนแสดงที่อยู่บิตคอยน์ส่วนตัวในหน้าแรกของเอกสารอีกด้วย

ข้อวิจารณ์

ข้อวิจารณ์ คริปโทฯ มีการเทียบคริปโทเคอร์เรนซีกับการฉ้อฉลแบบพอนซีและธุรกิจแบบพีระมิด และฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ เช่น ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ นักลงทุนอภิมหาเศรษฐีผู้หนึ่งได้กล่าวไว้ในปี 2017 ว่า เงินดิจิทัล “ไม่ใช่อะไรนอกจากเป็นแฟชั่นสมัยนิยมที่ไร้เหตุผล (หรือบางทีอาจเป็นธุรกิจแบบพีระมิดด้วยซ้ำ) โดยมีมูลฐานจากการให้ค่าแก่อะไรที่มีคุณค่าน้อยหรือไม่มีเลยนอกเหนือจากสิ่งที่บุคคลยอมจ่ายแลกเปลี่ยนกับมัน”

แล้วได้เทียบเงินดิจิทัลกับความคลั่งทิวลิป (1637) เหตุการณ์ฟองสบู่แตกเซาธ์ซี (1720) และภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ดอตคอม (1999) ในเดือนตุลาคม 2017 ประธานบริหารของบริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเรียกบิตคอยน์ว่า เป็นดรรชนีการฟอกเงิน เพราะ “บิตคอยน์เป็นเพียงตัวแสดงว่ามีอุปสงค์ในการฟอกเงินในโลกเท่าไร”

แม้คริปโทเคอร์เรนซีและเงินดิจิทัลจะบริหารจัดการผ่านเทคนิคการเข้ารหัสที่ก้าวหน้า รัฐบาลต่าง ๆ ก็ค่อนข้างระมัดระวังต่อพวกมัน โดยเกรงการไม่มีการควบคุมแบบรวมศูนย์และผลที่มันมีต่อความปลอดภัยทางการเงิน องค์กรควบคุมของรัฐหลายประเทศได้ให้คำเตือนต่อต้านคริปโทเคอร์เรนซี และบางประเทศก็ได้ทำการควบคุมอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปรามผู้ใช้บริการ

นอกจากนั้น ธนาคารจำนวนมากยังไม่มีบริการสำหรับคริปโทเคอร์เรนซี และปฏิเสธให้บริการแก่บริษัทเงินเสมือน เทียบกับบริการทางการเงินปกติที่มีหลักซึ่งมั่นคงเพื่อป้องกันผู้บริโภค บิตคอยน์ไม่มีผู้มีอำนาจพอที่จะจำกัดความเสียหายถ้ามีการสูญเสียหรือถูกขโมย ยกตัวอย่างเช่น คุณสมบัติหนึ่งอของคริปโทเคอร์เรนซีที่ไม่มีเทียบกับบัตรเครดิตก็คือ การป้องกันผู้บริโภคจากการฉ้อฉล คือการให้เงินคืนแก่ผู้บริโภค (ที่มีบริการในสหรัฐอเมริกาโดยมาก)

การขุดหาเหรียญคริปโทแบบ proof-of-work ใช้พลังงานอย่างมหาศาล แม้ผู้สนับสนุนคริปโทเคอร์เรนซีจะกล่าวว่า ต้องเทียบกับพลังงานที่ใช้ในระบบการเงินปกติ

ยังมีปัญหาทางเทคนิคอื่น ๆ ที่ควรพิจารณา ยกตัวอย่างเช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซีเช่น บิตคอยน์ มีผลเป็นการลงทุนสูงสำหรับผู้ขุดหาเหรียญเพื่อซื้อฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์พิเศษ ธุรกรรมเนื่องกับคริปโทเคอร์เรนซีปกติจะย้อนกลับไม่ได้หลังจากมีบล็อกจำนวนหนึ่งที่ได้ยืนยันธุรกรรมแล้ว นอกจากนั้น คริปโทเคอร์เรนซีอาจหายไปอย่างถาวรจากหน่วยเก็บข้อมูลส่วนตัว เนื่องจากมัลแวร์หรือข้อมูลสูญหาย ซึ่งก็อาจเกิดเนื่องจากสื่อข้อมูลเสียหาย ทำให้เงินหายจากระบบอย่างถาวร

ชุมชนคริปโทเคอร์เรนซีเรียกปฏิบัติการแบบ pre-mining, การเริ่มใช้เงินแบบซ่อน, การเสนอขายเหรียญเริ่มต้น (ICO), หรือการให้รางวัลแบบสุดโต่งแก่ผู้ตั้งสกุลเงินทางเลือก ว่าเป็นปฏิบัติการแบบฉ้อฉล แต่นี่ก็อาจใช้เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบคริปโทเคอร์เรนซีด้วย โดย pre-mining หมายถึงเงินที่สร้างขึ้นโดยผู้ตั้งสกุลเงินก่อนที่จะให้สาธารณชนได้ใช้

ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ผู้หนึ่ง (Paul Krugman) ไม่ชอบบิตคอยน์ โดยพูดซ้ำหลายครั้งแล้วว่า มันเป็นฟองสบู่ที่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ และเชื่อมมันกับความคลั่งทิวลิป

ส่วนนักลงทุนระดับโลกวอร์เรน บัฟเฟตต์ คิดว่า คริปโทเคอร์เรนซีจะมีจุดจบที่ไม่ดี

เป็นเหตุให้ราคา GPU สูงขึ้น

ข้อวิจารณ์ คริปโทฯ
https://th.wikipedia.org/wiki/คริปโทเคอร์เรนซี

การเกิดบริษัทขุดหาเหรียญคริปโทอย่างรวดเร็วได้เพิ่มอุปสงค์ของการ์ดแสดงผล (GPU) อย่างมหาศาล การด์ที่นิยมของผู้ขุดหาเหรียญรวมทั้งการด์อินวิเดีย GTX 1060 และ GTX 1070 และการด์เอเอ็มดี RX 570 และ RX 580 ซึ่งมีราคาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าถ้าไม่ถึงสามเท่า หรือก็จะหมดสต็อกโดยทันที[106] การด์ GTX 1070 Ti ซึ่งวางตลาดขายที่ $450 ปัจจุบันขายได้ราคาถึง $1,100 การ์ดที่นิยมอีกอย่างคือ GTX 1060’s 6 GB โดยเริ่มวางตลาดขายที่ $250 แต่ปัจจุบันขายเกือบ $500 การ์ด RX 570 และ RX 580 จากเอเอ็มดีไม่เหลือสต็อกเกือบปีแล้ว คนขุดหาเหรียญซื้อสต็อกของ GPU ใหม่ ๆ ทั้งหมดเป็นปกติทันทีที่มี ซึ่งผลักราคาให้สูงขึ้นไปอีก และโดยทั่วไปสร้างความไม่พอใจจากคนเล่นเกมและแฟนเทคโนโลยีใหม่ ๆ

มีรายงานว่า อินวิเดียได้ขอให้ผู้ขายปลีกทำสิ่งที่ทำได้เพื่อขาย GPU ให้คนเล่นเกมแทนที่ผู้ขุดหาเหรียญ ตามสัมภาษณ์กับผู้จัดการประชาสัมพันธ์ของบริษัทในเยอรมนี “ผู้เล่นเกมเป็นผู้มาก่อนสำหรับอินวีเดีย… สิ่งที่เราทำทุกอย่างเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์รุ่น GeForce ก็เพื่อลูกค้าหลักของเรา เราจึงแนะนำหุ้นส่วนการค้าของเราให้หาวิธีเพื่อขายสินค้าแก่คนเล่นเกมตามความต้องการในสถานการณ์ปัจจุบัน”

ประวัติ

ในปี 1983 นักวิทยาการรหัสลับชาวอเมริกันเดวิด ชอม ได้คิดค้นเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้ารหัสและนิรนามซึ่งเรียกว่า ecash ต่อมาในปี 1995 เขาจึงอิมพลิเม้นต์มันให้เป็น Digicash ซึ่งเป็นวิธีการจ่ายเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยเข้ารหัสในยุคต้น ซึ่งผู้ใช้จะต้องมีซอฟต์แวร์เพื่อถอนเงินจากธนาคารและกำหนดกุญแจเข้ารหัสโดยเฉพาะ ๆ ก่อนจะส่งเงินไปให้ผู้รับ เป็นวิธีที่ทำให้เงินดิจิทัลไม่สามารถติดตามได้โดยธนาคารที่ออกเงิน หรือรัฐบาล หรือบุคคลที่สามอื่น ๆ

ในปี 1996 สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐตีพิมพ์เอกสารชื่อว่า วิธีสร้างโรงกระษาปรณ์ – วิทยาการรหัสของเงินอิเล็กทรอนิกส์นิรนาม (How to Make a Mint: the Cryptography of Anonymous Electronic Cash) ซึ่งอธิบายระบบคริปโทเคอร์เรนซี โดยพิมพ์มันเป็นครั้งแรกในบัญชีจ่าหน้าของเอ็มไอที แล้วต่อมาจึงพิมพ์ในวารสาร The American Law Review

ในปี 1998 Wei Dai ได้ตีพิมพ์คำอธิบายของ b-money ซึ่งเป็นระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์แบบกระจายและนิรนาม[115] ต่อมาไม่นาน Nick Szabo ก็สร้าง “bit gold” ขึ้น คล้ายกับบิตคอยน์และคริปโทเคอร์เรนซีอื่น ๆ ที่จะติดตามมา bit gold (อย่าสับสนกับตลาดแลกเปลี่ยนทองที่จะเกิดต่อมาคือ BitGold) เป็นระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่บังคับให้ผู้ใช้คำนวณฟังก์ชัน proof of work โดยสิ่งที่คำนวณจะรวมเข้ารหัสแล้วแสดงเป็นสาธารณะ ส่วนระบบเงินแบบ reusable proof of work ต่อมาจึงสร้างขึ้นโดย Hal Finney

ในปี 2009 นักพัฒนาซอฟต์แวร์โดยนามปากกาซะโตชิ นะกะโมโต (Satoshi Nakamoto) ได้สร้างคริปโทเคอร์เรนซีแบบไม่รวมศูนย์สกุลแรกคือ บิตคอยน์ ซึ่งใช้ SHA-256 เป็นฟังก์ชันแฮชสำหรับวิธีการ proof-of-work ในเดือนเมษายน 2011 มีการสร้าง Namecoin ขึ้นโดยเป็นส่วนของการตั้งดีเอ็นเอสแบบกระจายศูนย์

ซึ่งจะทำให้การตรวจพิจารณาอินเทอร์เน็ตทำได้ยากมาก ต่อมาในเดือนตุลาคม 2011 จึงมีการวางตลาด Litecoin ซึ่งเป็นคริปโทเคอร์เรนซีสกุลแรกที่ใช้ scrypt เป็นฟังก์ชันแฮชแทน SHA-256 ส่วนคริปโทเคอร์เรนซีที่เด่นอีกสกุลก็คือ Peercoin ซึ่งเริ่มใช้ระบบผสม คือ proof-of-work/proof-of-stake เป็นสกุลแรก ส่วน IOTA เป็นคริปโทเคอร์เรนซีแรกที่ไม่ได้ใช้บล็อกเชน แต่ใช้ Tangle แท

ในปี 2017 The Divi Project ทำระบบที่ช่วยให้แลกเปลี่ยนเงินสกุลต่าง ๆ ภายในวอลเลตเดียวกันได้ง่าย โดยสร้างใช้บล็อกเชนแบบพิเศษ และให้สมรรถภาพในการให้ข้อมูลระบุบุคคลในธุรกรรม มีคริปโทเคอร์เรนซีอื่น ๆ อีกมากที่ได้สร้างขึ้น แม้น้อยมากที่จะประสบความสำเร็จ เพราะล้วนแต่ไม่มีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ทำอะไรได้ดีขึ้น

วันที่ 6 สิงหาคม 2014 สหราชอาณาจักรประกาศว่า กระทรวงการคลังได้รับคำสั่งให้ศึกษาคริปโทเคอร์เรนซี เพื่อดูว่า มันสามารถมีบทบาทในเศรษฐกิจของประเทศได้บ้างหรือไม่ งานศึกษาก็จะรายงานด้วยว่า ควรจะมีกฎหมายควบคุมหรือไม่

ความสนใจจากสาธารณชน

ข้อวิจารณ์ คริปโทฯ
https://th.wikipedia.org/wiki/คริปโทเคอร์เรนซี

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลาง (Gareth Murphy) แห่งหนึ่งได้กล่าวว่า “การใช้คริปโทเคอร์เรนซีอย่างแพร่หลายจะทำให้องค์กรสถิติมีปัญหามากขึ้นในการเก็บข้อมูลทางเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลใช้ในการคัดท้ายเศรษฐกิจ” เขาได้เตือนว่า เงินเสมือนเป็นการท้าทายธนาคารกลางในการควบคุมนโยบายการเงินและการแลกเปลี่ยนเงินตรา

ส่วนบริษัท Robocoin ได้เริ่มติดตั้งเครื่องแลกเปลี่ยนบิตคอยน์อัตโนมัติ (Bitcoin ATM) ในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2014 เครื่องที่ติดตั้งในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส คล้ายกับเครื่องเอทีเอ็ม แต่มีเครื่องอ่านบัตรประจำตัวที่ออกโดยรัฐบาล เช่น ใบขับขี่หรือหนังสือเดินทางเพื่อยืนยันพิสูจน์ว่าเป็นบุคคลนั้น ๆ โดยเดือนกันยายน 2017 มีเครื่องแลกเปลี่ยนบิตคอยน์อัตโนมัติ 1,574 เครื่องที่ได้ติดตั้งทั่วโลกโดยมีค่าธรรมเนียมเฉลี่ยที่ 9.05% มีการติดตั้งเครื่องโดยเฉลี่ย 3 เครื่องต่อวันในเดือนกันยายน 2017

มูลนิธิโดชคอยน์ ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลและจัดตั้งโดยผู้ร่วมสร้างโดชคอยน์ (คือ Jackson Palmer) ได้บริจาคโดชคอยน์มูลค่ากว่า $30,000 (ประมาณ 903,900 บาท) เพื่อให้ทุนแก่ทีมกีฬา Jamaican bobsled team เพื่อเดินทางไปแข่งกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2014 ที่เมืองโซชี ประเทศรัสเซีย ชุมชนผู้ใช้โดชคอยน์ที่กำลังขยายกว้างขึ้น ยังเพิ่มชื่อเสียงทางการกุศลของตนโดยหาเงินจำนวนเท่ากันเพื่อซื้อสุนัขบริการสำหรับเด็กพิการ