Skip to content
Home » News » คณะราษฎร ม็อบนักศึกษา

คณะราษฎร ม็อบนักศึกษา

คณะราษฎร
https://www.bbc.com/thai/thailand-54741254

คณะราษฎร ม็อบนักศึกษา นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อเดือน ก.พ. 2563 ที่ผ่านมา ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์การเมืองของไทย ได้เกิด “แฟลชม็อบ” ของกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษา เช่น  ม. ธรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ม. รามคำแหง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น ที่ทำให้บรรดากลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ออกมาแสดงออกทางการเมืองผ่านการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่องจนถึงขณะนี้

แม้ว่าการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและประชาชนต้องยุติลงระยะหนึ่งระหว่างเดือน มี.ค.-มิ.ย. แต่ทันทีที่สถานการณ์โรคระบาดคลี่คลายลงและรัฐบาลผ่อนปรนมาตรการควบคุมโรคลง การเคลื่อนไหวก็กลับมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว 

การหายตัวไปอย่างปริศนาของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองวัย 35 ปี จากบริเวณหน้าที่พักในเมืองหลวงของกัมพูชาเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. และการรวบตัวสมาชิกกลุ่ม “เยาวชนตะวันออกเพื่อประชาธิปไตย” ขณะชูป้ายประท้วง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ จ.ระยอง เมื่อกลางเดือน ก.ค. ได้ปลุกกระแสความไม่พอใจต่อรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์และบรรดาผู้มีอำนาจ นำมาสู่การชุมนุมบนท้องถนนอย่างต่อเนื่อง ที่ต้องบันทึกไว้ก็คือ การเคลื่อนไหวที่นำโดยนักศึกษาและเยาวชนในครั้งนี้ได้มีข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และการพูดถึงสถาบันฯ อย่างเปิดเผยในที่สาธารณะซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึนมาก่อน จนหลายคนเรียกว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ “ทะลุเพดาน”

การประท้วงกลับมาอุบัติขึ้นอีกครั้งในวันที่ 18 กรกฎาคม ในรูปแบบการเดินขบวนซึ่งจัดระเบียบภายใต้กลุ่ม “เยาวชนปลดแอก” คณะราษฎร ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นับเป็นการชุมนุมใหญ่สุดในรอบ 6 ปี มีการยื่นข้อเรียกร้อง 3 ประการต่อรัฐบาล ได้แก่ ให้ยุบสภาผู้แทนราษฎร หยุดคุกคามประชาชน และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การประท้วงในเดือนกรกฎาคมนั้นเกิดจากผลกระทบทางเศรษฐกิจของโควิด-19 และการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) นับแต่นั้นทำให้ต่อมาการประท้วงได้ลามไปอย่างน้อย 44 จังหวัดทั่วประเทศ จนวันที่ 3 สิงหาคม กลุ่มผู้ประท้วงจัดปราศรัยเกี่ยวกับประเด็นพระราชอำนาจและเพิ่มข้อเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ หลังจากนั้น ประเด็นพระราชอำนาจดูเหมือนเข้ามารวมอยู่ในเป้าหมายการประท้วงด้วย กลุ่มประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาลจัดการชุมนุมตอบโต้

จุดกำเนิด คณะราษฎร แฟลชม็อบราชประสงค์

การนัดหมายชุมนุมที่แยกราชประสงค์เกิดขึ้นครั้งแรกในเวลาราว 01.00 น. ของวันที่ 15 ต.ค. โดยนายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน หนึ่งในแกนนำ “คณะราษฎร 2563” ได้ขึ้นประกาศ “พักการชุมนุม” หน้าทำเนียบรัฐบาล และขอให้ประชาชนกลับบ้านตอนเช้า ก่อนกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในช่วงเย็นที่แยกราชประสงค์

นายอานนท์ให้เหตุผลว่า การชุมนุมที่ทำเนียบฯ “เป็นที่ตั้งที่เสียเปรียบ เนื่องจากมีหน่วยงานราชการทั้งนั้น” แต่สุดท้ายเขาก็ไม่มีโอกาสขึ้นปราศรัยที่เวทีราชประสงค์ เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวจากบริเวณสี่แยกนางเลิ้ง ระหว่างเจ้าหน้าที่เปิดปฏิบัติการ “ยึดคืนทำเนียบฯ” ในช่วงรุ่งสาง หลัง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ประกาศสถานการณ์พิเศษที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 04.00 น.

ต่อมา น.ส. ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง แกนนำคณะราษฎร ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านแฟนเพจกลุ่ม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” เรียกร้องให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ในเวลา 16.00 น. แต่หลังจากนั้นไม่นาน เธอได้ก็ถูกควบคุมตัวคาโรงแรมที่พักย่าน ถ.ข้าวสาร พร้อมแกนนำอีกคน 

ภาระในการแจ้งข่าว-บอกกล่าว-นัดหมายชุมนุม จึงตกเป็นของแกนนำที่เหลืออยู่ นำโดยกลุ่ม “เยาวชนปลดแอก”

ก่อนถึงเวลานัดหมายราว 1 ชม. ผู้ชุมนุมเริ่มเข้าจับจองพื้นที่ และสามารถยึดสี่แยกราชประสงค์มาตั้งเวทีได้สำเร็จภายในเวลาไม่ถึง ชม.

โดยกล่าวหาผู้ประท้วงว่าถูกยุยงปลุกปั่นมีเจตนาแฝงล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ การประท้วงในวันที่ 19 กันยายนมีผู้เข้าร่วม 20,000–100,000 คน หลังรัฐสภาลงมติเลื่อนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในปลายเดือนกันยายนทำให้เกิดการแสดงออกนิยมสาธารณรัฐอย่างเปิดเผยหมู่ครั้งแรกในประเทศไทย

นายกรัฐมนตรีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในกรุงเทพมหานครระหว่างวันที่ 15–22 ตุลาคม โดยอ้างเหตุขวางขบวนเสด็จฯ แต่ก็ถูกกล่าวหาว่าทางการจงใจจัดขบวนเสด็จฯ ฝ่าผู้ชุมนุม สมัยประชุมวิสามัญได้ข้อสรุปว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาการเมือง การประชุมในเดือนพฤศจิกายนมีการรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ซึ่งยังคงมีวุฒิสภา และห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2 ทำให้การประท้วงในเดือนพฤศจิกายนมุ่งเป้าไปยังพระมหากษัตริย์มากขึ้น และมีการเผชิญหน้าระหว่างผู้ประท้วงและกลุ่มคนเสื้อเหลือง

การประท้วงหยุดไปอีกครั้งในช่วงปลายปี 2563 ถึงต้นปี 2564 แต่การต่อสู้คดีของแกนนำผู้ประท้วงยังดำเนินต่อ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ศาลไม่ให้ประกันตัวจำเลยในคดีความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทย และการไม่รับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นชนวนให้เกิดการประท้วงบนท้องถนนอีกครั้ง ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงยังพยายามเรียกกระแสให้กลับคืนมาอีกครั้ง

การตอบสนองของภาครัฐมียุทธวิธีประวิงเวลา การแจ้งข้อหาอาญาโดยใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีการใช้หน่วยสงครามข่าวสาร การตรวจพิจารณาสื่อ และมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาล

และมีการป้ายสีมีรัฐบาลและมีองค์การนอกภาครัฐต่างประเทศให้การสนับสนุน บ้างกล่าวหาว่าผู้ประท้วงกำลังต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์หรือตกเป็นเหยื่อของนักการเมือง สื่อนิยมเจ้าและนิยมรัฐบาลพยายามลงข่าวให้เข้าใจว่าผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายสร้างความรุนแรง มีผู้สังเกตว่าการตอบสนองของทางการในปี 2564 หนักมือขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน