Skip to content
Home » News » คดีเณรคำ หลวงปู่อู้ฟู่ กับสัญลักษณ์ ‘ขอ 2’

คดีเณรคำ หลวงปู่อู้ฟู่ กับสัญลักษณ์ ‘ขอ 2’

คดีเณรคำ หลวงปู่อู้ฟู่
https://www.thairath.co.th/news/local/672249

คดีเณรคำ จากจุดเริ่มต้น เรื่องราวสะเทือนวงการสงฆ์ของไทย เมื่อปี 2556 ทำให้ ‘เณรคำ’ เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ หลังมีการเผยแพร่คลิปพระสงฆ์ 3 รูป นั่งเครื่องบินส่วนตัว พกกระเป๋าแบรนด์เนม พร้อมใช้แว่นตาราคาแพง จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในโลกออนไลน์ถึงความไม่เหมาะสม…

สำหรับประวัติ อดีตพระเณรคำ ฉัตติโก หรือ นายวิรพล สุขผล เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522 ที่จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ที่วัดป่าขันติธรรม จังหวัดศรีสะเกษ ทั้งยังเป็นผู้เขียนหนังสือ ‘ชาติหน้าไม่ขอเกิด’ และ ‘นิพพานมีจริง’ คดีของอดีตพระเณรคำ

“พระใช้ของหรู กับข้อหาฉกรรจ์ ฉ้อโกง พรากผู้เยาว์”

คดีเณรคำ อาสามฯ ขอเล่าย้อนเหตุการณ์ เมื่อ 3 ปีก่อน “หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” หรือ นายวิรพล สุขผล ที่โด่งดังจากโลกโซเชียลมีเดียต่างตกตะลึงกับภาพลักษณ์ “พระนั่งเจ็ต” ใช้ของหรู พกเงินสดเป็นฟ่อน และมีท่า “ชู 2 นิ้ว” คล้ายกับท่าประจำตัว เมื่อตอนปี 2556 ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ตำบลบ้านยา อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ

เมื่อใครๆ ได้เห็นภาพนิ่ง หรือคลิปวิดีโอ ก็ต่างตั้งข้อสังเกตว่า เพศบรรพชิตทำแบบนี้ “เหมาะสม” หรือไม่ โดยเฉพาะ “นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์” ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ถึงกับออกมาตั้งคำถามว่าแบบนี้เขาเรียกว่าปฏิบัติตนผิด “โลกวัชชะ” หรือ “ทางโลกติเตียน”

ถามว่าผิดหรือไม่ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา ก็ตอบไม่เต็มคำว่าผิด แต่แล้ว ก็เกิดมี “ภาพลับ” หลุดชุด 2 คราวนี้หนักเลย เพราะในภาพคล้ายกำลังหลับนอนกับหญิงสีกา

มายังไง…น้องชายอ้างเป็นคนในภาพหลับนอนกับสีกา

แต่แล้ว…กลับมี “หนังหน้าไฟ” อย่างนายสุริ สุขผล น้องชาย “เณรคำ” ออกมายอมรับแทน พร้อมเอียงหน้าเอียงตา คล้ายกับจะบอกว่า “นี่…มันกูชัดๆ” แต่ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นกลับเลวร้ายลง ถูกชาวไซเบอร์ประณามหนักกว่าเดิม!

พระหนุ่มนามหลวงปู่ ได้เลือกหนทางหลบหนี และลี้ภัย โดยได้เดินทางออกต่างประเทศ เมื่อวันที่ 21 พ.ค.56 พร้อมคณะพระคนสนิท โดยมีจุดหมายว่าจะไปแสดงธรรม ที่วัดโพธิญาณราม ประเทศฝรั่งเศส

เมื่อถึงตรงนี้ ก็ต้องเจอฤทธิ์ของ “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” หรือ DSI โดย นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดี ได้ดำเนินคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉ้อโกงประชาชน และฉ้อโกง โดยมีที่มาจากคำกล่าวอ้างว่า “เคยเข้าเฝ้าพระอินทร์”

นอกจากนี้ ยังสอบสวนในข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงและพรากผู้เยาว์” ซึ่งได้มีพยานสำคัญคือ น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 36 ปี มาให้การ โดย น.ส.เอ (ในปี 2556 อายุ 26 ปี) ออกมาเปิดเผยว่า ได้ล่วงละเมิดทางเพศ ตั้งแต่ตอนอายุไม่ถึง 15 ปี โดยรู้จักกับอดีตพระหลวงปู่เณรคำ เนื่องจากมาปักกลดที่ป่าช้าใกล้บ้าน ตำบลโพธิ์ จ.ศรีสะเกษ

“ตอนนั้นอายุ 13-14 ปี ได้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับ “สมีคำ” ส่วนน้องชาย “สมีคำ” ก็รู้จัก แต่ไม่เคยร่วมหลับนอนด้วยตามที่มีลูกศิษย์สมีคำกล่าวอ้าง ยืนยันว่าร่วมหลับนอนกับสมีคำ ไม่ใช่น้องชายแน่นอน”

ขณะที่ผู้เป็นยายของ น.ส.เอ กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุยอมรับว่าไปส่งหลานสาวให้สมีคำที่หน้าโรงเรียนและหน้าบ่อนไก่ ก่อนทั้งคู่จะนั่งรถกันไปสองต่อสอง สมีคำเป็นคนขับรถ โดยใส่หมวกไหมพรมอำพรางใบหน้า บางวันก็ห่มจีวร บางวันก็ใส่ชุดธรรมดา โดยขึ้นรถทุก 6 โมงเย็น และมารับตอนตี 4 ตี 5 ทุกวันต่อเนื่องนานเป็นปี ช่วงนั้นสมีคำรับปากเลี้ยงดูรับรองเป็นเมีย แต่แล้วก็ไม่ทำตามคำพูด หลังหลานคลอดลูก ได้นำมาเลี้ยงที่ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี สมีคำยังมาหาบ่อยๆ แต่ไม่ให้เงิน เพราะตอนนั้นยังไม่ดัง อ้างว่าไม่มีเงิน โดยใส่หมวกไหมพรมอำพรางใบหน้า บางวันก็ห่มจีวร บางวันก็ใส่ชุดธรรมดา โดยขึ้นรถทุก 6 โมงเย็น

คดีเณรคำ หลวงปู่อู้ฟู่
https://www.thairath.co.th/news/local/672249

คดีเณรคำ ประชุมคณะทำงานพิจารณาอธิกรณ์ปรับอาบัติหลวงปู่เณรคำ

ขณะที่โลกทางสงฆ์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 วัดป่าศรีสำราญ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ได้มีการประชุมคณะทำงานพิจารณาอธิกรณ์ปรับอาบัติหลวงปู่เณรคำ และมีมติให้หลวงปู่เณรคำขาดจากการเป็นพระ พระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต พระครูกิตติวรโสภณ รักษาการเจ้าคณะอำเภอกันทรารมย์ กล่าวว่า การที่หลวงปู่เณรคำ ขาดจากการเป็นพระสงฆ์แล้วนั้นก็ถือว่าเป็นผู้ที่ไม่มีสำนักแล้ว ซึ่งในส่วนของบ้านเมืองก็สามารถดำเนินการในด้านกฎหมายของบ้านเมืองไปได้ ส่วนการวินิจฉัยพระธรรมวินัยที่ทางพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้นั้น ในฝ่ายสงฆ์ก็ถือว่าจบลงแล้ว

คำชี้แจงจากศิษย์ใกล้ชิด “2 นิ้ว” ให้กำลังใจ และ ขอ 2 นะโยม

ในขณะที่ ศิษยานุศิษย์ อย่าง นายสุขุม วงประสิทธิ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม และ นายภัทรเดช โสพรรณพาณิชกุล ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิด ได้มาออกรายการทีวีช่องหนึ่ง ได้ชี้แจงแทนหลวงปู่เณรคำ ในกรณีภาพหลุด รวมถึงข้อกล่าวหาต่างๆ

นายภัทรเดช กล่าวอ้างว่า ที่มาของชื่อ “หลวงปู่” มาจากชาวบ้านที่เห็นพระเณรคำสมัยเป็นเณรปฏิบัติธรรมในป่า แต่กลับเห็นเป็นคนแก่ แต่พอเปิดกลดออกมากลายเป็น “เณรน้อย” จึงเป็นที่มาของ “หลวงปู่” ซึ่งเป็นเสียงที่ชาวบ้านร่ำลือ โดยท่านไม่ได้พูดเอง ส่วนเรื่องเครื่องบินที่เห็น เป็นเครื่องบินเช่า ที่เจ้าภาพเช่าให้ใช้เดินทาง ส่วนเฮลิคอปเตอร์ ที่ติดสติกเกอร์ หลวงปู่เณรคำ นายสุขุม อธิบายอ้างว่า เกิดความศรัทธาของนักบิน จึงนำมาติดไว้เพื่อเป็นสิริมงคล ซึ่งสติกเกอร์นี้ ลูกศิษย์ศรัทธาและทำขึ้น

ส่วนภาพที่นั่งห้องนักบิน นายสุขุม กล่าวว่า เหมือนกับนิมนต์พระมาเจิม ก็แค่นั้น ส่วนเรื่อง ชู 2 นิ้ว เป็นการชูเพื่อให้กำลังใจลูกศิษย์

ส่วนรูปชู 2 นิ้วในห้างแห่งหนึ่งนั้น นายภัทรเดช อธิบายว่า ท่านไปเดินห้างที่ต่างประเทศ ลูกศิษย์ถามว่า จะซื้อสินค้ากี่ชิ้น ท่านก็บอกว่า “2 ชิ้น” โดยชู 2 นิ้ว ส่วนกรณีกระเป๋าหรู นายสุขุมและนายภัทรเดช ก็อธิบายว่า มีคนมาถวาย แต่นำมาใช้เพื่อให้ญาติโยมเห็นว่าได้ใช้ แต่แท้ที่จริงแล้ว ท่านใช้เพียงสิ่งเดียวเป็นประจำที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ นั่นก็คือ “บาตร”

นี่คือ คำอธิบายของศิษยานุศิษย์ ถึงข้อสงสัยต่างๆ ที่ชาวโซเชียลได้ตั้งข้อสังเกต ในส่วนคดีความนั้นก็ต้องมาว่ากันตามกระบวนการยุติธรรม หากทางการสหรัฐฯ ส่งตัวให้ในฐานะ “ผู้ร้ายข้ามแดน” เราก็คงจะได้ฟังจากปากอดีตพระหนุ่มผู้นี้ ว่า ทำผิดข้อหาฉกรรจ์จริงหรือไม่…

วันที่ในข่าวนี้ 1 มกราคม 2556 เป็นวันที่ประมาณการ