Skip to content
Home » News » ความพยายามรัฐประหารในสหภาพโซเวียต

ความพยายามรัฐประหารในสหภาพโซเวียต

ความพยายามรัฐประหารในสหภาพโซเวียต  พ.ศ. 2534 หรือเรียกรัฐประหารเดือนสิงหาคม (รัสเซีย: Августовский путч Avgustovsky putch) เป็นความพยายามรัฐประหารโดยสมาชิกรัฐบาลของสหภาพโซเวียตกลุ่มหนึ่งเพื่อควบคุมประเทศจากประธานาธิบดีมีฮาอิล กอร์บาชอฟของสหภาพโซเวียต

ผู้นำรัฐประหารเป็นสมาชิกที่ยึดมั่นของพรรคคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียตซึ่งคัดค้านโครงการปฏิรูปของกอร์บาชอฟ และสนธิสัญญาสหภาพใหม่ที่เขาเจรจาซึ่งกระจายอำนาจการปกครองของรัฐบาลกลางให้แก่สาธารณรัฐต่าง ๆ รัฐประหารถูกคัดค้าน ส่วนใหญ่ในกรุงมอสโก

โดยการรณรงค์การขัดขืนของพลเมืองที่สั้นแต่สัมฤทธิ์ผลแม้รัฐประหารล้มในเวลาเพียงสองวันและกอร์บาชอฟคืนสู่รัฐบาล แต่เหตุการณ์นี้ทำลายเสถียรภาพของสหภาพโซเวียตและถูกพิจารณาอย่างกว้างขวางว่า ช่วยเสริมทั้งการสิ้นสุดของพรรคคอมมิวนสิต์สหภาพโซเวียตและการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

ความพยายามรัฐประหารในสหภาพโซเวียต
https://today.line.me/th/v2/article/LxYXa2

ความพยายามรัฐประหารในสหภาพโซเวียต ในปี 1991 สหภาพโซเวียตอยู่ในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจและการเมืองที่รุนแรง เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนียและจอร์เจียได้ประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียต ในเดือนมกราคมปี 1991 มีความพยายามที่จะนำลิทัวเนียกลับมาอยู่สหภาพโซเวียตโดยการใช้กำลังบังคับ

ประมาณหนึ่งสัปดาห์ต่อมามีความพยายามที่คล้ายกันโดยกองกำลังโซเวียตในท้องถิ่นที่ได้โค่นล้มเจ้าหน้าที่ลัตเวีย มีสนับสนุนชาติพันธุ์ติดอาวุธในคาราบาคห์และเซาท์ออสซีเชียในความขัดแย้งที่จอร์เจีย รัสเซียประกาศอธิปไตยของตนเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 1990 และหลังจากนั้น จำกัด การใช้กฎหมายของสหภาพโซเวียตโดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงินและเศรษฐกิจซึ่งนำมาใช้กฎหมายที่ขัดแย้งกับกฎหมายของสหภาพโซเวียต (ที่เรียกว่าสงครามกฎหมาย) 17 มีนาคม 1991 รัฐบอลติก,อาร์เมเนีย, จอร์เจีย, มอลโดวา ได้มีการคว่ำบาตร

 การลงประชามติการต่ออายุรัฐในการอยู่กับสหภาพโซเวียต หลังจากการการเจรจาสาธารณรัฐทั้งเก้า (ยกเว้นยูเครน) ได้รับการอนุมัติสนธิสัญญาสหภาพใหม่ที่มีเงื่อนไขบางอย่าง สนธิสัญญาจะทำให้สหภาพโซเวียตพันธมิตรของสาธารณรัฐอิสระต่างๆ มีประธาน นโยบายต่างประเทศและการทหารที่ร่วมกัน สหพันธรัฐรัสเซีย, คาซัคสถาน, อุซเบกิสถาน และมีการลงนามในสนธิสัญญาในมอสโกเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 1991

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%95_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2534

โลกตะลึงกับเหตุการณ์กลุ่มเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต ยึดอำนาจประธานาธิบดีมีฮาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำประเทศ และส่งรถถังเคลื่อนเต็มกรุงมอสโก เพื่อต้องการล้มเลิกนโยบายปฏิรูปให้สหภาพโซเวียตเป็นเสรีนิยม และกลับมาเผชิญหน้าในสงครามเย็นอีกครั้ง

แต่ความพยายามรัฐประหารพังทลายในเวลาเพียง 3 วัน และนำไปสู่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในอีก 4 เดือนต่อมา ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้วางแผนยึดอำนาจอ้างว่าพยายามป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น

ความพยายามรัฐประหารเริ่มต้นเมื่อเหล่าทหารนายร้อยระดับสูงของประธานาธิบดีกอร์บาชอฟเดินทางไปพบผู้นำที่บ้านพักตากอากาศในทะเลดำ เมื่อวันที่ 18 ส.ค. เพื่อขอให้ผู้นำประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ และพยายามหยุดการลงนามในสนธิสัญญาสหภาพระหว่างสาธารณรัฐย่อยของโซเวียต 15 รัฐ ซึ่งประธานาธิบดีกอร์บาชอฟมองว่าเป็นหนทางที่จะไม่ให้สหภาพโซเวียตล่มสลาย

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีกอร์บาชอฟปฏิเสธที่จะรับรองประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้วางแผนก่อรัฐประหารจึงตัดช่องทางการติดต่อสื่อสาร และกักบริเวณผู้นำสหภาพโซเวียตที่บ้านพักแห่งนั้น

เช้าวันถัดมา 19 ส.ค. 2534 ประชาชนสหภาพโซเวียตตื่นขึ้นมาชมการถ่ายทอดสดการแสดงบัลเลต์ “สวอนเลค” แห่งโรงละครบอลชอย และผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ของทางการอ่านแถลงการณ์สั้นๆ ที่ประกาศว่า นายกอร์บาชอฟไม่เหมาะที่จะบริหารประเทศเนื่องด้วยเหตุผลสุขภาพ

แถลงการณ์ระบุว่า มีการจัดตั้งคณะกรรมการแห่งรัฐว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อกอบกู้ประเทศจากการเข้าสู่ “ความโกลาหลและอนาธิปไตย”

ในเวลาเดียวกัน รถถังหลายร้อยคันและยานเกราะอื่นๆ เคลื่อนเข้าสู่กรุงมอสโก อันเป็นการแสดงแสนยานุภาพยิ่งใหญ่ แต่ประชาชนหลายพันคนต่อต้านรัฐประหารรีบมารวมตัวกันรอบที่ทำการรัฐบาลของสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย (1 ใน 15 สาธารณรัฐย่อยของสหภาพโซเวียต) ที่มีผู้นำคือนายบอริส เยลต์ซิน ผู้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในฐานะผู้นำกองกำลังสนับสนุนประชาธิปไตย และทำให้คณะผู้ทำรัฐประหารยังลังเล

นายวลาดีมีร์ ครุชคอฟ หัวหน้าคณะกรรมการความมั่นคงแห่งรัฐ หรือเคจีบี และสุดยอดผู้บงการเบื้องหลังรัฐประหาร แม้จะมีหน่วยคอมมานโดอัลฟาของเคจีบีล้อมรอบที่พักของนายเยลต์ซิน ใกล้กรุงมอสโก แต่ไม่เคยออกคำสั่งจับกุมนายเยลต์ซินเลย ทำให้นายเยลต์ซินขับรถไปที่ทำการรัฐบาลของเขาได้

นายเกนนาดี บูร์บูลิส ผู้ช่วยระดับสูงของนายเยลต์ซินในเวลานั้น ให้สัมภาษณ์กับเอพี ว่า “เราตัดสินใจพยายามไปที่ทำการรัฐบาลแม้จะมีความเสี่ยงก็ตาม”

ขณะที่กองทหารบางส่วนที่ล้อมรอบทำเนียบรัฐบาลรัสเซียยังเข้าร่วมกับผู้ประท้วง ส่วนนายเยลต์ซินเมื่อขับรถมาถึง จึงปีนขึ้นไปบนรถถังที่ถูกส่งมากีดขวางที่ทำเนียบรัฐบาล และเรียกร้องด้วยแรงกล้าให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐประหาร

นายบูร์บูลิสเผยว่า ตอนนั้นพยายามกีดกันไม่ให้นายเยลต์ซินขึ้นไปบนรถถังเนื่องจากมีความเสี่ยงสูง แต่นายเยลต์ซินไม่ฟัง “นี่เป็นลักษณะของนายเยลต์ซินที่จะปกป้องสิ่งที่เขาเห็นว่าถูกต้องอย่างเด็ดเดี่ยวและไม่สะทกสะท้านใดๆ”

ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เห็นได้ชัดว่ารัฐประหารเริ่มพังทลาย เมื่อผู้ก่อการรัฐประหารปรากฏตัวในงานแถลงข่าว แต่เหงื่อตกและพูดติดอ่าง บางคนไม่สามารถควบคุมตัวเองไม่ให้มือสั่นได้ ขณะพยายามตอบโต้การยิงคำถามดุเดือดจากสื่อมวลชน

ต่อมา เย็นวันเดียวกัน โทรทัศน์ของทางการแพร่ภาพผู้วางแผนรัฐประหารในสภาพประหม่าและไม่แน่วแน่ พร้อมกับภาพของนายเยลต์ซินผู้ท้าทายรัฐประหารบนรถถัง ซึ่งเป็นภาพที่ไม่สามารถเปรียบได้มากกว่านี้

นายวิคเตอร์ อัลค์สนิส สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์สายแข็งแห่งสภาโซเวียต ซึ่งสนับสนุนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน พูดถึงผู้วางแผนก่อรัฐประหารว่า “ขาดเจตจำนงทางการเมืองและความเต็มใจที่จะรับผิดชอบต่อประเทศชาติ”

วันถัดมา 20 ส.ค. 2534 ประชาชนมากถึง 200,000 คน มารวมตัวกันใกล้ที่ทำการรัฐบาลรัสเซีย เพื่อต่อต้านรัฐประหาร โดยวางสิ่งกีดขวาง เดินไปตามถนน และเพิกเฉยคำสั่งเคอร์ฟิวของผู้นำรัฐประหาร ซึ่งนายบูร์บูลิสกล่าวว่า “มีความตื่นเต้น ความกระตือรือร้น ความตั้งใจ และความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในการรวมตัวของเราและชัยชนะในที่สุด”

ขณะที่พันธมิตรของนายเยลต์ซินอีกคน คือ นายอันเดรย์ ดูนาเยฟ รองรัฐมนตรีกิจการภายใน รีบมีคำสั่งให้นักเรียนนายร้อยตำรวจราว 10,000 นาย เดินทางมากรุงมอสโก เพื่อใช้อาวุธปกป้องที่ทำการของนายเยลต์ซิน ซึ่งนายดูนาเยฟกล่าวว่าได้ช่วยกีดกันผู้วางแผนรัฐประหารจากการใช้กำลัง “พวกเขาตัดสินใจว่าจะมีการนองเลือดมากเกินไป” นายดูนาเยฟกล่าว

ท่ามกลางความตึงเครียดมากมาย เกิดการปะทะรุนแรงระหว่างกองทหารและกลุ่มผู้ประท้วงในอุโมงค์ลอดถนนที่อยู่ห่างจากที่ทำการรัฐบาลรัสเซียไม่ถึง 1 กิโลเมตร มีผู้ประท้วงเสียชีวิต 3 ราย และอีกหลายคนบาดเจ็บ กลุ่มผู้ประท้วงจึงนำรถบัสมากั้นถนน เนื่องจากกลัวว่าขบวนรถหุ้มเกราะจะมุ่งหน้าโจมตีและยึดที่ทำการรัฐบาลรัสเซีย

นายเกนนาดี เวเรทิลนี ชาวยูเครน ผู้เข้าร่วมต่อต้านรัฐประหาร ให้สัมภาษณ์เอพีว่า ตอนนั้นได้รับบาดเจ็บขณะพยายามช่วยนายดมีตรี โคมาร์ ผู้ประท้วงอีกคนที่เสียชีวิตหลังติดอยู่ใต้รถหุ้มเกราะคันหนึ่ง

“พวกรถหุ้มเกราะพุ่งชนรถบัสไฟฟ้าและพยายามดันรถบัสเหล่านั้นออกไป ผมเห็นชายคนหนึ่งห้อยลงมาจากประตูท้ายรถหุ้มเกราะ ผมจึงวิ่งไปหาเขา เอื้อมมือเพื่อดึงเขาออกมา และเสียงปืนดังมาจากตรงนั้น ผมรู้สึกแสบร้อนและเจ็บปวด” นายเวเรทิลนีย้อนความหลัง

หลายชั่วโมงหลังการปะทะกัน จอมพลดมีตรี ยาซอฟ รัฐมนตรีกลาโหมแห่งโซเวียต สั่งกองทหารถอนกำลังออกจากกรุงมอสโก ต่อมา เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ผู้ก่อรัฐประหารบางคนบินไปบ้านพักในทะเลดำของนายกอร์บาชอฟเพื่อพยายามเจรจา ทว่านายกอร์บาชอฟปฏิเสธที่จะพบด้วย

สุดท้าย คณะผู้วางแผนก่อรัฐประหารถูกจับกุม ส่วนนายกอร์บาชอฟบินกลับไปกรุงมอสโคว์เมื่อวันที่ 22 ส.ค. เพียงเพื่อดูอำนาจของตัวเองลดน้อยลง ขณะที่นายเยลต์ซินขึ้นมาเป็นผู้คุมอำนาจแทน

https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_6573439