Skip to content
Home » News » ฆาตกรนอร์เวย์ ขึ้นศาลครั้งแรก

ฆาตกรนอร์เวย์ ขึ้นศาลครั้งแรก

ฆาตกรนอร์เวย์ ขึ้นศาลครั้งแรก ในการพิจารณาคดีที่รอคอยมานานวันแรกนี้ เบรวิกปฏิเสธที่จะยอมรับอำนาจศาลอย่างท้าทาย ขณะที่ศาลหาทางกำหนดความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความตกตะลึงไปทั้งนอร์เวย์ และทำให้ยุโรปมีภาพลักษณ์ของการก่อการร้าย

ฆาตกรนอร์เวย์ ขึ้นศาลครั้งแรก เบรวิก วัย 33 ปี ซึ่งแต่งกายด้วยชุดสูท และสวมเนกไทสีทอง ถูกนำตัวเข้าสู่ห้องพิจารณาคดี เขาฉีกยิ้ม ขณะที่การ์ดถอดกุญแจมือให้ โดยก่อนนั่งฟังพิจารณาคดี เขาชูมือที่กำขึ้นข้างหนึ่ง อันเป็นท่าแสดงความเคารพขององค์กรอัศวินเทมพลาร์ แล้วจึงจับมือกับอัยการ และเจ้าหน้าที่ศาล

“ผมไม่ยอมรับศาลนอร์เวย์ เพราะพวกคุณได้รับอำนาจมาจากพรรคการเมืองนอร์เวย์ ผู้ที่สนับสนุนพหุวัฒนธรรมนิยม” เบรวิกกล่าวเป็นคำแรกในศาล

ฆาตกรนอร์เวย์ ขึ้นศาลครั้งแรก
https://www.aboutfriday.com/2019/04/murderer-77-in-norway.html

ทั้งนี้ มีผู้เสียชีวิต 8 คน ในการวางระเบิดย่านที่ทำการของรัฐบาลในกรุงออสโล และอีก 69 คนที่ถูกกราดยิง ณ ค่ายเยาวชนของพรรคแรงงาน บนเกาะอูโทยา นอกเมืองหลวง นับเป็นเหตุสังหารหมู่ครั้งนองเลือดที่สุดที่กระทำโดยคนคนเดียว

“ผมยอมรับว่ากระทำการดังกล่างจริง แต่ไม่ยอมรับความผิดทางอาญา” เขาบอกกับศาล โดยยืนกรานว่าเขาทำไปเพื่อป้องกันตนเอง

เบรวิกเคยให้การว่า การกระทำของเขาเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อปกป้องนอร์เวย์จากการถูกยึดครองโดยชาวมุสลิม และอ้างว่าการโจมตีสำนักงานใหญ่ของรัฐบาลในกรุงออสโล และค่ายเยาวชน ก็เพื่อต่อต้านพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย ผู้ทรยศต่อประเทศชาติ ซึ่งเขาประณามว่าเปิดสังคมนอร์เวย์รับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และอนุญาตให้มุสลิมอพยพเข้าไปยังนอร์เวย์

ด้าน เวนเช เอลิซาเบธ อาร์นเซน หัวหน้าผู้พิพากษาคาดว่า การพิจารณาคดีอาจต้องใช้เวลาประมาณ 10 สัปดาห์ โดยในเบื้องต้นจะเน้นไปที่การพิจารณาว่า เบรวิกเป็นคนวิกลจริตหรือไม่ และสมควรถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ หรือโรงพยาบาลโรคจิต

ทั้งนี้ เบรวิกจะต้องเผชิญโทษสูงสุด คือ จำคุก 21 ปี ซึ่งอาจจะขยายโทษจำคุกไม่มีกำหนด หรืออาจจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลทางจิตไปตลอดชีวิต หากศาลยังคงมีความเห็นว่าเขาเป็นภัยคุกคามต่อสังคม

นอกจากนี้ ศาลยังระบุว่า ไม่พบหลักฐานยืนยันว่า มีผู้สมรู้ร่วมคิดในการวางระเบิดรถยนต์ถล่มศูนย์ราชการ และเหตุกราดยิงเยาวชนในค่ายฤดูร้อน บนเกาะอูเทอยา ซึ่งเป็นผลให้เหยื่อเสียชีวิตจากทั้งสองเหตุการณ์ 77 ราย เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

ผู้พิพากษามีคำตัดสินให้คุมขังผู้ต้องหาอีก 12 สัปดาห์ โดยให้อำนาจทางการนอร์เวย์ควบคุมการติดต่อสื่อสารและการเข้าเยี่ยมในช่วง 8 สัปดาห์แรก และห้ามผู้ต้องหาออกสื่อในช่วง 4 สัปดาห์แรก

ณ ห้องพิจารณาคดี กรุงออสโล วานนี้ มีประชาชนมากกว่า 500 คน เข้าร่วมฟังการอ่านคำตัดสิน เพื่อดูหน้าอันเดอร์ส เบห์ริง เบรวิก ฆาตกรที่ปรากฏตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก

สตรีคนหนึ่งผู้สูญเสียบุตรสาวในเหตุสังหารหมู่เกาะอูเทอยา ระบายความรู้สึกว่า เธอไม่เข้าใจ “ทำไมคนด้วยกันถึงทำกันได้ขนาดนี้”

“ดิฉันถึงต้องมาที่นี่วันนี้ (วันจันทร์) เพราะฉันไม่เข้าใจ เลยต้องมาดูให้เห็นกับตา” สตรีผู้นี้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ทีวี 2 ของนอร์เวย์ “ท่าทางเขาดูเลือดเย็น เลือดเย็นเหลือเกิน”

สถานีโทรทัศน์นอร์เวย์รายงานว่า ศาลไม่อนุญาตให้ผู้ต้องหาแถลงหรือให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

เบรวิกให้การต่อศาลว่า เขาไม่ยอมรับอำนาจศาล โดยให้เหตุผลว่า เขาต่อต้านสังคมพหุวัฒนธรรม ซึ่งศาลแห่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในสังคมนั้น ทีวี 2 รายงาน

คำให้การของผู้ต้องหาถูกขัดหลายครั้ง ขณะเขาเริ่มอ้างถึงตัวเองในฐานะ “ผู้บัญชาการอัศวินเทมพลาร์”

“ผมต้องขวางคำให้การของเบรวิก เพราะผมต้องการรับฟังเนื้อหาเกี่ยวกับการพิจารณาวันนี้” ผู้พิพากษาเนเชมกล่าว “ที่นี่ไม่ใช่การพิจารณาคดีหลักที่เขาจะมาอธิบายตัวเอง ผมไม่ต้องการเปิดโอกาสให้เขาใช้ศาลเป็นเวทีประกาศทัศนะส่วนตัว”

ผู้พิพากษารายนี้อธิบายว่า ศาลแห่งนี้มีหน้าที่พิจารณาว่า ควรคุมขังผู้ต้องหาต่อไปจนถึงการพิจารณาคดีหลัก ซึ่งคาดว่า จะเริ่มต้นในเดือนมีนาคมหรือเมษายน หรือไม่

ทั้งนี้ อันเดอร์ส เบห์ริง เบรวิก ถูกตั้งข้อหาวางระเบิดคาร์บอมบ์ ศูนย์ราชการกรุงออสโล และกราดยิงค่ายเยาวชน บนเกาะอูเทอยา โดยมีผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิด 8 ราย และมีเยาวชนตกเป็นเหยื่อในการสังหารหมู่ 69 ราย ซึ่งเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่สุดของนอร์เวย์ ตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

https://www.clipmass.com/story/44727

นายอันเดอร์ส เบห์ริง เบรวิก เล่าถึงนาทีชีวิตขณะที่เหยื่อกำลังอ้อนวอนร้องขอชีวิต ระหว่างการกราดยิงบนเกาะอูโทยา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมปีที่แล้ว ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 66 ราย

ระหว่างการให้การต่อศาลกรุงออสโลวานนี้ (20 เม.ย.) เขาอธิบายถึงผู้คนที่วิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานเพื่อเอาตัวรอด และบางรายมีอาการก้าวขาไม่ออกขึ้นอย่างกระทันหัน ขณะที่เขากำลังเหนี่ยงไกปืนและยิงเข้าที่ศีรษะของเหยื่อทีละราย ก่อนหน้านี้ เขาเคยกล่าวว่า ปกติแล้วคนเองเป็นคนจิตใจดี แต่จำเป็นต้องยับยั้งอารมณ์เช่นนั้นไว้ เพื่อให้การก่อเหตุดำเนินต่อไป

นายเบรวิก วัย 33 ปี กล่าวว่า ในวันก่อเหตุ เขาได้แต่งกายคล้ายตำรวจ และแจ้งต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่าตนได้รับมอบหมายให้เดินทางมายังเกาะอูโทยา เพื่อช่วยคุ้มกันหลังเกิดเหตุคาร์บอมบ์ที่กรุงออสโล

เขากล่าวว่า ก่อนที่จะสังหารเหยื่อรายแรก เขามีเสียงดังก้องขึ้นในหัววนเวียนไปมาที่บอกกับเขาว่า”อย่าทำ” แต่ในชั่วขณะที่เขากำลังลังเลนั้นเอง เขาได้เหนี่ยวไกปืนและยิงเข้าที่ศีรษะของเหยื่อสองราย และมุ่งหน้าต่อไปยังห้องอาหาร ซึ่งผู้คนกำลังหลบซ่อนตัวจำนวนมาก หลายรายมีอาการที่เรียกว่าก้าวขาไม่ออก และต้องคลานกระเสือกกระสนอยู่กับพื้น ในระหว่างทีกำลังบรรจุกระสุนปืนใหม่ เหยื่อได้ร้องขอชีวิต เขาจึงยิงเข้าที่ศีรษะจนเสียชีวิต และว่าหลายรายแกล้งทำเป็นตาย แต่เขาทราบดีว่าไม่ได้เป็นอะไร ดังนั้นจึงโดนยิงเสียชีวิตเช่นกัน

หลังจากนั้นเขาจึงเดินตระเวนไปทั่วเกาะ และใช้คำพูดล่อลวงให้เหยื่อตายใจว่าเขาเป็นตำรวจ และมาช่วยพวกเขา และเมื่อเหยื่อออกมาจากที่ซ่อน เขาจึงยิงคนเหล่านั้นเสีย โดยเล็งไปที่ศีรษะ ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ วินาทีนั้น ห้องพิจารณาคดีตกอยู่ในสภาพเงียบงัน ท่ามกลางเสียงสะอื้นจากผู้รอดชีวิตและญาติของเหยื่อ

เขากล่าวว่า ในตอนแรกเขาเชื่อว่าการก่อเหตุคาร์บอมบ์ที่อาคารรัฐสภา จะเป็นการโจมตีครั้งสำคัญที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่าการกราดยิงบนเกาะอูโทยา กลายเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดแทน เนื่องจากเหตุคาร์บอมบ์ ไม่ได้ทำให้อาคารรัฐสภาถล่มอย่างที่เขาตั้งใจไว้ และเขาพุ่งเป้าที่จะโจมตีเป้าหมายที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลเท่านั้น และไม่ปรารถนาที่จะทำร้ายพลเรือน แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีเลย

เขายังเผยว่า ได้เรียนรู้วิธีการก่อเหตุระเบิดและกราดยิงในอินเตอร์เน็ต โดยการศึกษาจากกลุ่มอัล-เคด้า, การก่อเหตุระเบิดที่อาคารที่ทำการรัฐโอกลาโฮมาโดยนายทิโมธี แมคเวห์ เมื่อปี 1995 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 168 ราย และการวางระเบิดที่อาคารเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์เมื่อปี 1993 นอกจากนั้นเขายังได้อ่านข้อแนะนำในการทำระเบิดถึง 600 ข้ออีกด้วย

โดยการศึกษาวิธีของอัล-เคด้านั้น นายเบรวิกกล่าวว่า เขาได้ศึกษาทุกยุทธวิธีของกลุ่ม ทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว โดยกล่าวยกย่องว่า อัล-เคด้าเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิวัติที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก และว่ากลุ่มสมควรได้รับการยกย่องให้เป็นแรงบันดาลใจแก่กลุ่มก่อการร้ายต่างๆ แม้จะมีจุดประสงค์ในการกระทำต่างกันไปก็ตาม

ด้านกลุ่มทนายความของญาติผู้สูญเสีย ได้สอบถามนายเบรวิกว่า เหตุใดเขาจึงไม่แสดงอารามณ์ร่วมใดๆต่อเหยื่อของเขาแม้แต่น้อย เขาตอบว่า เขาสามารถถอดเกราะของด้านจิตใจออก แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำ เนื่องจากเขาอาจจะไม่ดำรงชีวิตได้ต่อไป นอกจากนั้นเขายังเปรียบเทียบตนเองกับกลุ่มนักรบ”บันไซ”ของญี่ปุ่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และว่าชายชาวนอร์เวย์ตอนนี้ แสดงด้านที่มีความเป็นเพศหญิงมากขึ้น ทำอาหาร และแสดงอารมณ์มากเกินไป

ขณะที่วานนี้ นายเบรวิก ให้การต่อศาลแขวงออสโล ด้วยการเล่ารายละเอียดการระเบิดรถยนต์หน้าอาคารที่ทำการรัฐบาลเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมปีก่อน มีผู้เสียชีวิต 8 คน เขากล่าวว่า ต้องการสังหารทุกคนในอาคารดังกล่าว และคนในรัฐบาลนอร์เวย์ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังต้องการสังหารคนทั้ง 569 คน บนเกาะอูโทยาที่เขานั่งเรือข้ามไปหลังก่อเหตุระเบิดรถยนต์แล้ว

ทนายความของเขากล่าวหลังจากนายเบรวิกจบคำการให้การเมื่อวานนี้ว่า การให้การในวันนี้อาจเป็นวันที่ทำใจรับฟังยากที่สุด เพราะนายเบรวิกจะเล่ารายละเอียดการสังหารเหยื่อทีละราย รวมทั้งหมด 69 คน ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่ไปเข้าค่ายบนเกาะดังกล่าว ด้านผู้พิพากษากล่าวขณะเริ่มการไต่สวนเมื่อวานนี้ว่า ศาลอนุญาตให้ผู้รอดชีวิตและญาติผู้เสียชีวิตออกจากห้องพิจารณาคดีได้หากไม่สามารถทนฟังคำให้การของนายเบรวิกได้