Skip to content
Home » News » ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยุคเขมรแดง

ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยุคเขมรแดง

ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยุคเขมรแดง การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวเขมร ถูกดำเนินโดยเขมรแดงภายใต้การนำโดยพล พต ผู้ผลักดันกัมพูชาอย่างรุนแรงต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิต 1.5–2 ล้านคน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 ถึง ค.ศ. 1979 ซึ่งเป็นจำนวนเกือบหนึ่งในสี่ของประชากรชาวกัมพูชาในปี ค.ศ. 1975 (ประมาณ 7.8 ล้านคน)

พล พตและเขมรแดงได้รับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และเหมา เจ๋อตงมาช้านาน มีการคาดการณ์ว่าอย่างน้อย 90% ของความช่วยเหลือจากต่างประเทศแก่เขมรแดงมาจากจีน โดยในปี ค.ศ. 1975 มีเพียงอย่างเดียวที่แสดงให้เห็นว่าจำนวนเงินอย่างน้อย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐในความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและการทหารจากจีนโดยปลอดดอกเบี้ยภายหลังจากได้ยึดอำนาจในเดือนเมษายน ค.ศ. 1975 เขมรแดงต้องการที่จะเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นสาธารณรัฐเกษตรกรรมสังคมนิยม

ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยุคเขมรแดง
https://www.brighttv.co.th/lifestyle/2-%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%83

ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยุคเขมรแดง ซึ่งก่อตั้งขึ้นตามนโยบายลัทธิเหมาอย่างรุนแรงและได้รับอิทธิพลมาจากการปฏิวัติทางวัฒนธรรม พล พตและเจ้าหน้าที่เขมรแดงคนอื่น ๆ ได้เข้าพบกับประธานเหมาอย่างเป็นทางการที่กรุงปักกิ่ง เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1975 ซึ่งได้รับการอนุมัติและคำแนะนำ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรรคคอมมิวนิสต์จีน เช่น จาง ชุนเฉียว ได้เดินทางมาเยือนกัมพูชาในภายหลังเพื่อให้ความช่วยเหลือ เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เขมรแดงได้ทำให้เมืองว่างเปล่าและบังคับให้ชาวกัมพูชาย้ายไปตั้งค่ายแรงงานในชนบทที่มีการประหารชีวิตหมู่

 การเกณฑ์บังคับใช้แรงงาน การทำร้ายร่างกาย ความอดอยากหิวโหย และเกิดโรคระบาด พวกเขาเริ่มต้นด้วย “maha lout ploh” ซึ่งเป็นการลอกเลียนแบบนโยบายการก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้าของจีนที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตกว่าสิบล้านคนในทุพภิกขภัยจีนใหญ่ในปี ค.ศ. 1976 เขมรแดงได้เปลี่ยนประเทศเป็นกัมพูชาประชาธิปไตย

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1979 ประชากรจำนวน 1.5 ถึง 2 ล้านคน เสียชีวิตเนื่องจากนโยบายของเขมรแดง รวมทั้งชาวกัมพูชาเชื้อสายจีนจำนวน 200,000-300,000 คน ชาวมุสลิม 90,000 คน และชาวกัมพูชาเชื้อสายเวียดนาม 20,000 คน ชายเขมรเสียชีวิต 33.5% และหญิงเขมรเสียชีวิต 15.7% เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรปี ค.ศ. 1975มีประชากร 20,000 คนได้เข้าคุกเรือนจำความมั่นคงที่ 21, หนึ่งในเรือนจำ 196 แห่งที่เขมรดำเนินการและมีเพียงผู้ใหญ่เจ็ดคนเท่านั้นที่รอดชีวิต นักโทษจะถูกนำตัวไปที่ทุ่งสังหาร ซึ่งพวกเขาจะถูกประหารชีวิต(ซึ่งมักจะใช้ด้วยอีเต้อ

เพื่อเป็นการประหยัดกระสุนและถูกฝังไว้ในหลุมศพหมู่ มีการลักพาตัวและปลูกฝังความคิดต่อเด็กซึ่งเป็นที่แพร่หลาย และมีหลายคนถูกชักนำหรือถูกบังคับให้ก่อกระทำทารุณกรรม ในปี ค.ศ. 2009 ศูนย์รวบรวมเอกสารแห่งกัมพูชา(The Documentation Center of Cambodia, DC-Cam) ได้ทำแผนที่หลุมฝังศพหมู่จำนวน 23,745 หลุม ซึ่งมีจำนวนประมาณ 1.3 ล้านคนของเหยื่อที่ต้องสงสัยว่าถูกประหารชีวิต โดยเชื่อกันว่าการประหารชีวิตโดยตรงนั้นมีสัดส่วนถึง 60% ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดของการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุ กับเหยื่อรายอื่นๆ ที่ประสบความอดอยากหิวโหย หรือป่วยด้วยโรคระบาด

การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุครั้งนี้ก่อให้เกิดการรั่วไหลครั้งที่สองของผู้ลี้ภัย ซึ่งหลายคนได้หลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม และรองลงมาคือไทยการบุกครองกัมพูชาของเวียดนามถือเป็นจุดสิ้นสุดลงของการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุด้วยความปราชัยของเขมรแดง ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1979 เมื่อวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 2001 รัฐบาลกัมพูชาได้จัดตั้งศาลคดีเขมรแดงเพื่อพิจารณาคดีต่อสมาชิกผู้นำเขมรแดงที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวเขมร

การพิจารณาคดีได้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ. 2014 นวน เจียและเขียว สัมพันถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดและถูกจำคุกคลอดชีวิตด้วยข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในช่วงการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุ เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%86%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%B8%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%A3

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชาเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายที่สุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติยุคใหม่ ที่ทำให้ชาวกัมพูชาอย่างน้อย 1.7 ล้านคนเสียชีวิตเช่นเดียวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเยอรมันนียุคนาซี ยูโกสลาเวีย และรวันดา ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในกัมพูชาเป็นผลของแนวทางการเมืองแบบสุดขั้วที่เน้นการกดขี่กวาดล้าง สร้างความทุกข์ทรมานและอาชญากรรมในระดับที่กว้างขวางโดยไม่ยี่หระต่อคุณค่าของชีวิต อย่างไรก็ตาม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชามีความแตกต่างจากเหตุการณ์อื่นอยู่ตรงที่ว่า เป็นเวลาหลายปีที่เอกสารหลักฐานจำนวนมากที่เกี่ยวข้องมิได้รับการสืบเสาะค้นคว้าและรวบรวมขี้นมา นอกจากนี้ การสอบสวนเพื่อนำตัวผู้ก่ออาชญากรรมมาลงโทษก็เพิ่งจะเริ่มดำเนินการเมื่อไม่นานมานี้เอง

ในเดือนธันวาคม 2537 โครงการวิจัยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชา(ค.ฆ.ก.) ของมหาวิทยาลัยเยล ได้รับเงินทุนจำนวน499,000 ตอลลาร์สหรัฐฯจากหน่วยงานสืบสวนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชา ของกรมเอเชียตะวันออกและแปซิฟิค กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา และโดยทันที ค.ฆ.ก. ได้เริ่มงานค้นคว้ารวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวกับการสังหารหมู่ในกัมพูชาภายใต้ระบอบกัมพูชาประชาธิปไตยที่นำโดยพอล พต ระหว่างปีพ.ศ. 2518-2522 

ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของ ค.ฆ.ก. คือ

  1.   รวบรวมและศึกษาข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์กัมพูชาในช่วงเวลาดังกล่าว 
  2. สนับสนุนข้อมูลแก่ศาลหรือศาลพิเศษที่ดำเนินการพิจารณาคดีอาชญากรสงครามในกัมพูชา และ 
  3.  เผยแพร่ความคิดความเข้าใจที่ผ่านการวิพากษ์วิเคราะห์เกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วยความหวังว่าความเข้าใจต่างๆเหล่า
    นี้จะสามารถช่วยป้องกันการความรุนแรงต่อประชาชนในที่ต่างๆของโลกในอนาคตได้ ทั้งนี้ กิจกรรมของค.ฆ.ก.แบ่งเป็นสี่ลักษณะด้วยกันคือ การสืบเสาะค้นหารวบรวมหลักฐาน การเก็บรักษาหลักฐาน การวิจัย และการฝืกฝน

กล่าวได้ว่า ค.ฆ.ก.ได้เริ่มงานนี้ในจังหวะที่ถือเป็นฤกษ์ดีของการเมืองในกัมพูชาที่อุปสรรคบางประการต่อการค้นคว้าวิจัยเกี่ยว
กับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ถูกขจัดออกไป กล่าวคือ เป็นจังหวะที่สงครามเย็นได้ยุติลง, สหรัฐอเมริกาได้ยุติการปิดกั้นทางเศรษฐกิจและการทูตต่อกัมพูชา ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการหลั่งไหลของความคิด, ข้อมูลข่าวสาร และสินค้าเข้าสู่กัมพูชา, การเลือกตั้งในกัมพูชาในปี 2536 ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติได้ในไปสู่การโดดเดี่ยวทางการเมืองต่อกลุ่มเขมรแดง ซึ่งในช่วงเวลานั้นยังถือได้ว่าเป็นกลุ่มทางการเมืองที่ได้รับการยอมรับจากบางฝ่ายอยู่ และในปี 2538 สภาคองเกรสของสหรัฐฯก็ได้ผ่านพระราชบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลอเมริกันที่จะดำเนินการให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกัมพูชาและประชาคมนานา
ชาติ ภารกิจของค.ฆ.ก. จึงไม่เพียงแต่ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีทั้งจากในและนอกประเทศกัมพูชา แต่ยังถือไดัว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง