Skip to content
Home » News » จุดสิ้นสุดการสังหารหมู่นานกิง

จุดสิ้นสุดการสังหารหมู่นานกิง

จุดสิ้นสุดการสังหารหมู่นานกิง ปลายเดือนมกราคม ค.ศ. 1938 กองทัพญี่ปุ่นบังคับให้ผู้ลี้ภัยทั้งหมดในเขตปลอดภัยกลับบ้าน โดยอ้างว่าเป็น “การฟื้นฟูระเบียบ” วันที่ 18 กุมภาพันธ์ เขตปลอดภัยนานกิงถูกบังคับให้เปลี่ยนชื่อเป็น “คณะกรรมการช่วยเหลือระหว่างประเทศนานกิง” และเขตปลอดภัยได้สิ้นสุดการดำเนินการ ค่ายผู้ลี้ภัยค่ายสุดท้ายถูกปิดในเดือนพฤษภาคม ยอน ราเบอ และสมาชิกคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยเขตปลอดภัยนานกิงได้รับการบันทึกว่าช่วยชีวิตชาวจีนกว่า 50,000-250,000 คนระหว่างการสังหารหมู่

การสังหารหมู่ที่หนานจิง  หรือรู้จักกันในนามการข่มขืนกระทำชำเราหนานจิง เป็นการสังหารหมู่และการข่มขืนกระทำชำเรายามสงคราม (war rape) ซึ่งเกิดขึ้นเป็นเวลาหกสัปดาห์หลังญี่ปุ่นยึดนครหนานจิง อดีตเมืองหลวงของสาธารณรัฐจีน เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 1937 ระหว่างสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง ในช่วงนี้ พลเรือนและทหารจีนที่ถูกปลดอาวุธหลายแสนคนถูกทหารกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นฆ่า ทั้งยังเกิดการข่มขืนกระทำชำเราและฉกชิงทรัพย์อย่างกว้างขวาง นักประวัติศาสตร์และพยานประเมินว่ามีผู้ถูกฆ่าระหว่าง 250,000 ถึง 300,000 คนผู้ก่อการสังหารหมู่หลายคน ซึ่งขณะนั้นถูกตราว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม ภายหลังถูกไต่สวนและตัดสินว่ามีความผิด ณ ศาลชำนาญพิเศษอาชญากรรมสงครามนานกิง และถูกประหารชีวิต ในการนี้ เจ้าชายยาซูฮิโกะ อาซากะ พระอนุวงศ์ญี่ปุ่น อันเป็นผู้ก่อการสำคัญคนหนึ่ง ทรงรอดจากการฟ้องคดีอาญา เพราะฝ่ายสัมพันธมิตรได้ให้ความคุ้มครองไว้ก่อน

จุดสิ้นสุดการสังหารหมู่นานกิง
https://board.postjung.com/729995

เหตุการณ์นี้ยังเป็นประเด็นพิพาททางการเมือง เพราะนักลัทธิแก้ประวัติศาสตร์ (historical revisionist) และนักชาตินิยมญี่ปุ่นบางคนแย้งหลายแง่มุมของเหตุการณ์ดังกล่าว โดยอ้างว่า การสังหารหมู่มีการบรรยายเกินจริงหรือแต่งขึ้นทั้งหมดเพื่อจุดประสงค์ด้านโฆษณาชวนเชื่อ ผลของความพยายามของนักชาตินิยมที่จะปฏิเสธหรืออ้างความชอบธรรมในอาชญากรรมสงคราม ทำให้เกิดข้อโต้เถียงเกี่ยวกับการสังหารหมู่ยังเป็นอุปสรรคในความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับชาติอื่นในเอเชีย-แปซิฟิก เช่น เกาหลีใต้และฟิลิปปินส์

การประเมินยอดผู้เสียชีวิตในการสังหารหมู่อย่างแม่นยำนั้นทำไม่ได้ เพราะบันทึกทหารญี่ปุ่นเกี่ยวกับการสังหารจำนวนมากถูกทำลายหรือเก็บไว้เป็นความลับโดยเจตนาไม่นานหลังการยอมจำนนของญี่ปุ่นในปี 1945 ศาลทหารพิเศษระหว่างประเทศภาคพื้นตะวันออกไกลประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์กว่า 200,000 คน ทางการจีนประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตราว 300,000 โดยอิงการประเมินของศาลชำนัญพิเศษอาชญากรรมสงครามนานกิง การประเมินจากนักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมีหลากหลายตั้งแต่ 40,000 ถึง 200,000 คน นักลัทธิแก้ประวัติศาสตร์บางคนปฏิเสธว่าไม่มีการสังหารหมู่เป็นระบบกว้างขวางเกิดขึ้นเลย โดยอ้างว่าการเสียชีวิตทั้งหมดมีคำธิบายทางทหาร เป็นอุบัติเหตุ หรือเป็นเหตุการณ์ความทารุณที่ไม่ได้รับอนุญาตที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะยอมรับการกระทำการฆ่าพลเรือนจำนวนมาก การฉกชิงทรัพย์และความรุนแรงอื่นโดยกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นหลังนานกิงแตก ทว่า เสียงข้างน้อยกลุ่มเล็กแต่ทรงอิทธิพลทั้งในรัฐบาลและสังคมญี่ปุ่นแย้งว่า ยอดผู้เสียชีวิตนั้นแท้จริงเป็นทหารและไม่มีอาชญากรรมเกิดขึ้น การปฏิเสธการสังหารหมู่กลายเป็นส่วนสำคัญของลัทธิชาตินิยมญี่ปุ่นในญี่ปุ่น ความเห็นสาธารณะต่อการสังหารหมู่มีหลากหลาย และมีน้อยคนที่ปฏิเสธการสังหารหมู่ทั้งหมด กระนั้น ความพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าของนักลัทธิแก้ที่จะสนับสนุนประวัติศาสตร์เหตุการณ์ของลัทธิแก้ได้สร้างข้อโต้เถียงซึ่งปรากฏในสื่อระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในจีน เกาหลีใต้และชาติอื่นในเอเชียตะวันออก เป็นระยะ

จุดสิ้นสุดการสังหารหมู่นานกิง

ชาวตะวันตกที่ยังเหลืออยู่ในเมืองได้ก่อตั้งเขตปลอดภัยนานกิง ซึ่งประกอบด้วยค่ายผู้ลี้ภัยซึ่งกินพื้นที่ราว 3.4 ตารางไมล์ (8.6 ตารางกิโลเมตร) เขตปลอดภัยมีถนนล้อมรอบทั้งสี่ด้าน โดยค่ายผู้ลี้ภัยทั้ง 25 แห่งกระจุกตัวรอบสถานทูตอเมริกัน คิดเป็นพื้นที่ประมาณเซ็นทรัลพาร์กในนครนิวยอร์ก

เพื่อประสานงานการทำงาน ชาวตะวันตกได้จัดตั้งคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยเขตปลอดภัยนานกิง ยอน ราเบอได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าคณะกรรมการดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานภาพการเป็นสมาชิกพรรคนาซีและการลงนามในสนธิสัญญาต่อต้านองค์การคอมมิวนิสต์สากลสองฝ่ายระหว่างเยอรมนี-ญี่ปุ่น

ฝ่ายญี่ปุ่นเคารพขอบเขตของเขตปลอดภัยนานกิง ไม่มีการยิงกระสุนปืนใหญ่ตกลงในส่วนอันนำไปสู่การยึดครองของญี่ปุ่น ยกเว้นกระสุนบางนัดที่หลงเข้ามา ระหว่างความโกลาหลอันเกิดจากการโจมตีนานกิง มีบางคนถูกฆ่าในเขตปลอดภัย แต่ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในส่วนที่เหลือของเมืองก็ยังมากกว่าตามคำบอกเล่า

ความโหดร้ายที่ทหารญี่ปุ่นกระทำในเขตปลอดภัยนั้นเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ในการสังหารหมู่นานกิงที่ใหญ่กว่ามาก คณะกรรมการระหว่างประเทศได้ร้องขอให้กองทัพญี่ปุ่นหยุดการกระทำดังกล่าวหลายครั้ง โดยราเบอได้ใช้สถานภาพสมาชิกพรรคนาซีรับรอง แต่ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด ในบางครั้ง ทหารญี่ปุ่นเข้ามาในเขตปลอดภัยตามใจชอบ โดยนำชายและหญิงหลายร้อยคนออกไป แล้วจึงประหารชีวิตพวกเขาหรือข่มขืนก่อนจะฆ่าทิ้ง กองทัพญี่ปุ่นกล่าวอ้างว่ามีทหารกองโจรอยู่ในเขตปลอดภัยและกล่าวหาราเบอที่อนุญาตให้ใครก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบทหารเข้าไปในเขตปลอดภัยได้ ทหารญี่ปุ่นจึงฝ่าฝืนเข้าไปในเขตดังกล่าวด้วยเหตุผลนี้

ก่อนการฟื้นฟูสัมพันธภาพระหว่างจีนและชาติตะวันตก ชาวตะวันตกที่ยังหลงเหลืออยู่ในนานกิงที่ดำเนินกิจการของเขตปลอดภัยนานกิงได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างแข็งขันจากรัฐบาลจีน ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มนักวิจัยในมหาวิทยาลัยนานกิงในคริสต์ทศวรรษ 1960 ประณามประชาคมชาวตะวันตกในนานกิงว่าปล่อยปละละเลยความโหดร้ายของญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นในเมือง และอ้างจากหลักฐานชั้นต้นอย่างผิด ๆ ว่าชาวตะวันตกได้ให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการสังหารชาวจีน กระทั่งความกังวลต่อ “จักรวรรดินิยมอเมริกัน” ของจีนเริ่มหมดไป และญี่ปุ่นกลายมาเป็นเป้าของการวิจารณ์อย่างเป็นทางการแทน (ส่วนหนึ่งเนื่องจากเนื้อหาปลุกสำนึกทางการเมืองและชอบทะเลาะในหนังสือเรียนของญี่ปุ่น) มุมมองของจีนก็ได้เริ่มเปลี่ยนไป ชาวตะวันตกในปัจจุบันได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นผู้ต่อต้านมากกว่าผู้ให้ความร่วมมือ

อย่างไรก็ตาม นักประพันธ์และนักการเมืองชาตินิยมฝ่ายขวาญี่ปุ่นได้กล่าวอ้างว่าในระหว่างการสังหารหมู่นานกิง เขตปลอดภัยนานกิงเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่จริง พิพิธภัณฑ์ศาลเจ้ายะซุกุนิไม่ได้กล่าวถึงการสังหารหมู่นานกิงแต่อย่างใด และประกาศว่า “ฝ่ายญี่ปุ่นได้จัดตั้งเขตปลอดภัยสำหรับพลเรือนชาวจีนและพยายามเป็นพิเศษที่จะป้องกันแหล่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ภายในเมือง ชาวเมืองสามารถหวนคืนสู่ชีวิตปกติสุขได้อีกครั้งหนึ่ง”

การสังหารหมู่นานกิงนี่ประมาณการผู้เสียชีวิตไว้สูงถึง 50,000 – 300,000+คน และยังทำให้ประชาชนจีนส่วนมากโกรธแค้น เกลียดและต่อต้านชาวญี่ปุ่นนานหลายปี ความสัมพันธ์ทางการทูตของจีน-ญี่ปุ่นแย่ลงจนเกือบที่จะไม่สามารถคืนความสัมพันธ์กลับมาได้ จนนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและจักรพรรดิญี่ปุ่นออกมากล่าวขอโทษด้วยตนเอง ในปัจจุบันแม้เวลาจะพ่านพ้นไปกว่า 80 ปีกว่าแล้ว แต่ทางรัฐบาลจีนก็ยังคงจัดงานลำลึกทหารและผู้คนที่เสียชีวิตในเหตุการ์ณนี้ทุกๆปี ส่วนทางญี่ปุ่นแม้รัฐบาลจะออกมากล่าวขอโทษไม่รู้กี่สิบรอบแล้ว แต่ก็มีนักวิชาการบางส่วนก็ยังโต้แย้งและไม่ยอมรับการกระทำอันโหดร้ายของบรรพบุรุษ และยังกล่าวโจมตีชาวจีนว่ากุข่าวลวงขึ้นมาเพื่อทำลายชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่น

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%87