Skip to content
Home » News » จุดสิ้นสุดของ กาฬโรค

จุดสิ้นสุดของ กาฬโรค

จุดสิ้นสุดของ กาฬโรค ในอดีตมีโรคระบาดเกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง หากนับเฉพาะครั้งที่รุนแรง ก็มีหลายครั้งที่รุนแรงถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตหลายสิบล้านราย น่าสนใจว่าการแพร่ระบาดเหล่านั้นมีจุดสิ้นสุดหรือคลี่คลายไปอย่างไร 

กาฬโรคแห่งจัสติเนียน (Plague of Justinian) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเยอร์ซิเนียเพสติส (Yersinia Pestis) เกิดการแพร่ระบาดขึ้นราวปี ค.ศ. 541-542 ในสมัยของจักรพรรดิจัสติเนียนที่ 1 ผู้ปกครองอาณาจักรไบแซนไทน์ (Byzantine Empire) หรือโรมันตะวันออก โรคร้ายนี้เข้ามาระบาดในกรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) โดยมีพาหะนำโรคคือหนูและหมัดที่แฝงมากับเมล็ดธัญพืชซึ่งเป็นเครื่องบรรณาการจากอียิปต์ที่ขนส่งทางเรือผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้ามายังคอนสแตนติโนเปิล จากนั้นเกิดการติดต่ออย่างรวดเร็วไปทั่วโลก

มีการสันนิษฐานโรคระบาดในครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปราว 30-50 ล้านคน โดยเฉพาะประชากรในกรุงคอนสแตนติโนเปิลเสียชีวิตด้วยโรคนี้ถึง 40% ซึ่งเป็นไปได้ว่ากาฬโรคจัสติเนียนนี้อาจคร่าชีวิตมนุษย์ครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรโลกในสมัยนั้น และอาจเป็นส่วนหนึ่งของการล่มสลายของอาณาจักรโรมันด้วย อย่างไรก็ตาม เรื่องจำนวนผู้เสียชีวิตยังต้องค้นคว้าหลักฐานอีกมาก

จุดสิ้นสุดของ กาฬโรค
https://www.prachachat.net/d-life/news-462606

ส่วนจุดจบของกาฬโรคจัสติเนียนนั้น ไม่มีการบันทึกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร แต่นักประวัติศาสตร์คาดเดาว่าประชากรส่วนใหญ่ในยุคนั้นติดเชื้อ แล้วมีคนบางส่วนรอดชีวิตมาได้เพราะมีภูมิคุ้มกัน คล้ายเป็นการคัดเลือกโดยธรรมชาติ จนเชื้อโรคไม่สามารถแพร่ระบาดได้อีกต่อไป

กาฬมรณะ : จุดกำเนิดของการกักตัว

กาฬมรณะ (Black Death) หรือกาฬโรค เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเยอร์ซิเนียเพสติส (ตัวเดียวกับกาฬโรคจัสติเนียน) เกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงทศวรรษที่ 1340s มีการสันนิษฐานว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากตอนใต้ของประเทศอินเดียและประเทศจีน แพร่ระบาดไปตลอดเส้นทางสายไหม กระจายไปทั่วทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา

กาฬโรคครั้งนั้นคร่าชีวิตชาวยุโรปไปมากถึง 30-60% ภายในระยะเวลาเพียง 6 ปีเท่านั้น ด้วยการแพร่ระบาดที่รวดเร็วและอัตราการเสียชีวิตที่สูงถึง 80% ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านคน นับเป็นเหตุการณ์การแพร่ระบาดที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยประสบ

ถึงแม้ว่าในสมัยก่อน ผู้คนจะยังไม่มีความเข้าใจอย่างมีหลักการเกี่ยวกับโรคติดต่อเท่าไรนัก แต่ก็พอจะรู้ว่าการแพร่ระบาดเกิดจากความใกล้ชิด เจ้าหน้าที่การท่าเรือในเมืองรากูซา (Ragusa) ประเทศอิตาลี จึงได้กักตัวและแยกเหล่ากะลาสีและลูกเรือที่จะเข้ามาในเมืองจนกว่าจะมั่นใจว่าไม่มีอาการป่วยเป็นเวลา 40 วัน ซึ่งในภาษาอังกฤษคำว่า quarantine ที่แปลว่าการกักตัวก็มีที่มาจากคำว่า quarantino ที่แปลว่าการกักตัวเป็นเวลา 40 วันในภาษาอิตาเลียน

นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าการกักตัวในครั้งนั้นช่วยให้การแพร่ระบาดลดลงได้มาก และยังเป็นต้นแบบของการนำไปปฏิบัติทั่วโลกตะวันตก จนสามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้ในราวปี ค.ศ. 1351

The Great Plague of London : ปิดตายผู้ป่วย

The Great Plague of London หรือการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอน ในช่วงปี ค.ศ. 1348-1665 ผู้คนที่อยู่อาศัยในกรุงลอนดอนต้องเผชิญกับกาฬโรคจากเชื้อแบคทีเรียเยอร์ซิเนียเพสติสทุกประมาณ 20 ปี ตลอดช่วงเวลา 300 ปีนั้น ซึ่งการแพร่ระบาดในแต่ละครั้ง คร่าชีวิตผู้คนในเมืองไปราว 20% จนช่วงต้นศตวรรษที่ 1500s ประเทศอังกฤษออกกฎหมายให้แยกตัวผู้ป่วย บ้านไหนที่มีผู้ป่วยจะต้องนำมัดฟางมาแขวนที่เสาสีขาวหน้าบ้าน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคม

รัฐบาลในยุโรปไม่มีนโยบายที่แน่ชัด ในการรับมือกับปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อกาฬโรค เพราะว่าไม่มีใครรู้สาเหตุของการแพร่ระบาด พวกผู้มีอำนาจปกครองส่วนใหญ่ จึงใช้วิธีห้ามการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค กวาดล้างตลาดมืด ควบคุมราคาธัญพืช และการหาปลาบริเวณกว้างแบบผิดกฎหมาย ความพยายามต่าง ๆ นานา นี้ส่งผลกระทบไปถึงประเทศที่เป็นหมู่เกาะ อย่างเช่น อังกฤษไม่สามารถนำเข้าธัญพืชจากฝรั่งเศสได้ เพราะฝรั่งเศสระงับการส่งออก อีกทั้งยังผู้ผลิตส่วนมากไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้เต็มที่ เพราะว่าขาดแคลนแรงงาน ซ้ำร้ายผลผลิตที่เตรียมส่งออกแต่ถูกระงับ ก็ถูกปล้นสะดมโดยพวกโจรสลัด และหัวขโมยที่จะเอาไปขายต่อในตลาดมืด ในขณะเดียวกัน ประเทศที่ค่อนข้างใหญ่อย่างอังกฤษ และสก็อตแลนด์ก็ตกอยู่ในช่วงภาวะสงคราม และต้องใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับการรับมือ ปัญหาสินค้าราคาสูง

ในปี 1337 อังกฤษและฝรั่งเศสอยู่ในช่วงสงครามที่รู้จักกันในชื่อสงครามร้อยปี จากงบประมาณที่ร่อยหรอ ผู้คนล้มตายจำนวนมาก บ้านเมืองถูกทำลายจากภาวะสงคราม ความอดอยากหิวโหย โรคระบาด และเศรษฐกิจถดถอย ทำให้ภาวะช่วงกลางของศตวรรษที่ 14 นี้ของยุโรป เหมือนตกอยู่ในฝันร้าย

กาฬโรคไม่เพียงแต่ทำให้ประชากรล้มตายราวใบไม้ร่วง จนกระทั่งจำนวนประชากรโดยเฉลี่ยลดลงเท่านั้น แต่มันยังส่งผลทางโครงสร้างเศรษฐกิจที่ผิดคาดอีกด้วย นักประวัติศาสตร์-เศรษฐศาสตร์ เฟอร์นัล บรูเดล (Fernand Braudel) ได้ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับกาฬมรณะไว้อย่างน่าสนใจว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ระหว่างภายหลังศตวรรษที่ 14 กับช่วงศตวรรษที่ 15 ศาสนจักรเสื่อมอำนาจลงผู้ดำรงตำแหน่งทางสังคมเปลี่ยนจากพวกศาสนจักรเป็นสามัญชน และทำให้เกิดการประท้วงของชนชั้นสามัญไปทั่วทั้งยุโรป

ยุโรปก่อนหน้านี้เคยประสบปัญหาภาวะประชากรล้นเมือง มีความเห็นว่ากาฬมรณะทำให้ประชากรลดลงราว 30%-50% ส่งผลให้ค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น มีที่ดินและอาหารเพียงพอจัดสรรให้ชนชั้นสามัญ แต่ว่าความเห็นนี้ยังเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกันอยู่ เพราะว่าประชากรชาวยุโรป เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1420 จนกระทั่งเริ่มเพิ่มขึ้นอีกทีในปี 1470 ดังนั้นกาฬมรณะจึงยังไม่มีเหตุผลสนับสนุนที่มีน้ำหนักพอ กับประเด็นที่ว่ามีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจพัฒนาขึ้นหรือไม่

การสูญเสียประชากรอย่างมาก ทำให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงแรงงานระหว่างนายที่ดิน โดยการเพิ่มค่าแรง และสวัสดิการแรงงานเพื่อดึงดูดใจแรงงานที่มีอยู่อย่างจำกัด จากภาวะขาดแคลนแรงงานนี้เอง ทำให้ชนชั้นสามัญมีโอกาสเรียกร้องสิทธิที่มากขึ้น และเป็นเวลากว่า 120 ปี ประชากรชาวยุโรปจึงจะเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

จุดสิ้นสุดของ กาฬโรค ครั้งสุดท้ายที่เกิดโรคขึ้นคือในปี ค.ศ. 1665 ภายในระยะเวลาเพียง 7 เดือน กาฬมรณะคร่าชีวิตชาวลอนดอนกว่า 100,000 คน คิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของจำนวนประชากรในสมัยนั้นที่มีอยู่ราว 480,000 คน เหตุการณ์การระบาดครั้งนั้นรุนแรงและรวดเร็วจนพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ต้องย้ายจากลอนดอนไปประทับยังออกซฟอร์ด ประชาชนที่มีกำลังทรัพย์ต่างพากันโยกย้ายออกจากกรุงลอนดอน เหลือเพียงคนจนที่ยังต้องอยู่ในลอนดอนเพราะไม่มีทางเลือก

จุดจบของโรคระบาดในครั้งนั้นค่อนข้างรุนแรง คือ เมื่อมีการพบผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยจะถูกขังอยู่ในบ้านพร้อมกับคนในครอบครัว บ้านที่ถูกปิดตายจะมีการแขวนกางเขนสีแดงที่หน้าประตูสลักคำว่า “Lord have mercy on us.” มีความหมายว่า พระเจ้าทรงเมตตาพวกเรา โดยในตอนกลางคืนจะมีการขนศพออกมาจากบ้าน และนำไปรวมกันใน “หลุมเชื้อโรค” (plague pits) จนสามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้

https://www.prachachat.net/d-life/news-462606

1ม.ค.1665(วันที่ประมาณการ)