Skip to content
Home » News » จุดเริ่มต้นของซีอุย

จุดเริ่มต้นของซีอุย

จุดเริ่มต้นของซีอุย ซีอุยได้เล่าถึงเหตุการณ์ในคดีสุดท้ายก่อนถูกจับไว้ในบันทึกคำให้การวันที่ 30 มกราคม 2501 ว่า วันที่ 27 มกราคม 2501 เวลาประมาณบ่าย 3-4 โมงเย็น ขณะที่ซีอุยกำลังรดน้ำผักอยู่ในสวนของนายอิ๊ดเจี๊ยก ตำบลเนินพระ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เด็กชายสมบุญ บุณยกาญจน์ เดินมาขอซื้อผักกับซีอุย 1 บาท ซีอุยจึงออกอุบายให้ไปจับนกในสวนยางพารา ซึ่งเด็กชายสมบุญก็ยินยอมไปแต่โดยดี

จุดเริ่มต้นของซีอุย

ซีอุยพาเด็กเดินผ่านบ้าน แล้วแวะหยิบมีดด้ามเขาควายสำหรับตัดผัก ซึ่งเสียบไว้กับข้างฝาติดไปด้วย ทั้งคู่เดินเข้าไปในสวนยางพารา ห่างจากบ้านไปทางทิศตะวันออกประมาณ 40 ก้าว เด็กชายสมบุญเริ่มมีอาการขัดขืนไม่ยอมไป ซีอุยจึงใช้มือทั้งสองโอบเด็ก อุ้มไปอีกราว 40 ก้าว จึงปล่อยให้ยืน

ขณะนั้นเด็กชายสมบุญไม่ร้องหรือดิ้นรนขัดขืน ซีอุยจึงใช้มือกดหัวให้ล้มนอนหงาย แล้วจึงใช้มือซ้ายปิดปากและจมูก แล้วใช้มีดแทงคอใต้ลูกกระเดือกจนหลอดลมขาดสิ้นใจตาย ซีอุยจึงเริ่มใช้มีดผ่าท้องตั้งแต่สะดือจนถึงหลอดลม แล้วตัดเอาหัวใจกับตับออกมากองไว้บนใบไม้ จากนั้นก็เคลื่อนย้ายศพเด็กมาซ่อนไว้ก่อน ส่วนหัวใจกับตับนั้น นำกลับมาล้างที่บ้าน ใส่กะละมังไว้ในตู้กับข้าว เพื่อจะเก็บไว้กิน

รอจนกระทั่งมืด ซีอุยจึงอุ้มศพเด็กมาวาง หาเศษไม้มาสุม เพื่อจะเผาทำลายหลักฐาน ระหว่างนี้เองที่นายนาวา บุณยกาญจน์ พ่อของเด็กชายสมบุญ ซึ่งออกมาตามหาลูกชายที่หายไปตั้งแต่ตอนบ่าย จนมาถึงที่เกิดเหตุ นายนาวาฉายไฟพบซีอุยกำลังเอากิ่งไม้แห้งทิ้งลงบนกองไม้ จึงแลเห็นศพของเด็กชายสมบุญอยู่ใต้กองไม้นั้นนั่นเอง นายนาวา กับนายเสงี่ยม ม่วงแสง จึงช่วยกันจับซีอุยมัด แล้วให้คนมาแจ้งความ

จุดเริ่มต้นของซีอุย
https://mgronline.com/onlinesection/detail/9610000092973

คำให้การระบุว่า ระหว่างการจับกุม ไม่มีการต่อสู้ขัดขืน ซึ่งตรงกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น “ข้าฯ ไม่ได้ต่อสู้ และไม่มีอาวุธอะไร และมีดที่ข้าฯ ทำร้ายเด็ก ข้าฯ เอาไว้บนฝาตุ่มในบ้าน” (คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ : พยานโจทย์ติดตามมาแบบทันท่วงที จำเลยก็ยังชักมีดออก ทำกิริยาจะต่อสู้ จึงถูกตี และจับมัดไว้ได้)

เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงที่เกิดเหตุ ก็พบศพมีสภาพถูกแทงที่คอ และรอยผ่าตั้งแต่สะดือแหวะอกขึ้นมาถึงคอ จากนั้นจึงพากันไปค้นบ้านของซีอุย พบหัวใจกับตับสดๆ ใส่กะละมังเก็บไว้ในตู้กับข้าว

การดำเนินการจับกุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีการขัดขืน ซีอุยให้การว่า วางมีดไว้บนฝาตุ่มบ้าน เมื่อซีอุยถูกจับในลักษณะคาหนังคาเขา พร้อมพยานวัตถุ การดำเนินการสืบสวนคดี “มนุษย์กินคน” จึงเริ่มต้นตั้งแต่บัดนั้น

สืบย้อน พบฆ่าอีก 2 ศพ

เมื่อคดีเมืองระยองนี้ มีความสมบูรณ์ชัดเจน ทำให้เจ้าพนักงานต้องการจะขยายผลถึงคดีที่มีพฤติการณ์แห่งการฆาตกรรมคล้ายกัน ทั้งพนักงานสอบสวนและหนังสือพิมพ์ขณะนั้นเห็นว่า คดีเมืองระยองนี้มีลักษณะการฆาตกรรมพ้องกับอีก 2 คดีที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว คือคดีฆ่าผ่าอกที่สถานีรถไฟสวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2497 และคดีฆ่าผ่าอกที่องค์พระปฐมเจดีย์ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2500 ทำให้ทิศทางการสอบสวนพุ่งเป้าไปที่สองคดีนี้ด้วยในเวลาเดียวกัน

ทางด้านกระแสสังคมและสื่อมวลชนโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ ก็พุ่งประเด็นและชี้นำไปที่คดีฆ่าโหดทั้ง 2 คดีอย่างจริงจัง จนนำไปสู่คำสารภาพ “เพิ่มเติม” ของซีอุยว่าเป็นผู้ลงมือในสองคดีนั้นด้วย

คำสารภาพของซีอุยปรากฏอยู่ในบันทึกเท่าที่ปรากฏในปัจจุบันมีอยู่ 3 ฉบับ คือ คำให้การวันที่ 30 มกราคม, 31 มกราคม และ 5 กุมภาพันธ์ 2501 สำเนาทั้งหมดนี้มีอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อัยการไทย และปรากฏเป็นคำสัมภาษณ์ของหนังสือพิมพ์รายวันในสมัยนั้นตีพิมพ์กันต่อเนื่องหลายฉบับ

https://www.bbc.com/thai/thailand-48264250

ที่น่าสังเกตก็คือ การสอบปากคำและข่าวในหนังสือพิมพ์ มุ่งประเด็นที่จะ “สรุป” ให้ซีอุยเป็นผู้ต้องหาในทุกคดีก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการทางศาล ทั้งที่คำให้การและคำสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ที่ปรากฏนั้นมี “จุดสำคัญ” ที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างเห็นได้ชัด

ตรวจสอบบันทึกคำให้การครั้งแรก

เมื่อซีอุยถูกจับในคดีเด็กชายสมบุญ (ระยอง) คดีนี้ก็ถูกเชื่อมโยงกับคดีเก่าอีก 2 คดี คือคดีฆาตกรรมที่สถานีรถไฟสวนจิตรลดา (กรุงเทพฯ) และคดีฆาตกรรมที่องค์พระปฐมเจดีย์ (นครปฐม) เนื่องจากพฤติกรรมของคนร้ายมีรูปแบบของการฆาตกรรมในแบบเดียวกัน และเหยื่อเป็นเด็กเหมือนกัน

ซีอุยถูกจับตัวมาทำการสอบสวนตั้งแต่คืนวันที่ 27 มกราคม 2501 จึงได้มีการบันทึกคำให้การเป็นหลักฐานในวันที่ 30 มกราคม การสอบสวนและบันทึกปากคำทุกครั้งจะมีล่ามภาษาจีน เนื่องจากซีอุย “พูด ฟังภาษาไทยไม่ไคร่ได้” เนื้อหาของบันทึกปากคำฉบับวันที่ 30 นี้ มี 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ การปฏิเสธคดีที่กรุงเทพฯ การปฏิเสธคดีที่นครปฐม และคำรับสารภาพคดีที่ระยอง ตามที่ได้กล่าวถึงไปแล้วในตอนต้น

สำหรับคดีที่กรุงเทพฯ และคดีที่นครปฐม ซีอุยปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ยอมรับคดีที่ระยองว่าเป็นการกระทำผิดครั้งแรก “…และไม่เคยฆ่าคนเพื่อจะเอาตับและหัวใจมากินเลย”

เกี่ยวกับคดีที่กรุงเทพฯ ซีอุยยอมรับว่ารู้เรื่อง แต่ไม่ได้ไปดู

“…ที่กรุงเทพฯ ข้าฯ เคยได้ยินคนพูดกันว่ามีคนฆ่าเด็กแล้วเอาสมอง เมื่อประมาณ 1 ปีเศษๆ ขณะนั้น ข้าฯ พักอยู่จังหวัดพระนคร โดยอยู่บ้านนายบักเทียม แซ่ไล้ แต่ข้าฯ ไม่ได้ไปดู” และซีอุยยังให้การปฏิเสธในบันทึกปากคำครั้งนี้ “การฆ่าเด็กรายนี้ ข้าฯ ไม่ได้ทำร้าย ใครทำร้าย ข้าฯ ไม่ทราบ…”

เช่นเดียวกับคดีที่นครปฐม ซีอุยก็อยู่ในจังหวัดเกิดเหตุเหมือนกัน แต่ไม่ได้ไปมุงดูเหตุการณ์

บันทึกคำให้การในฉบับแรกนี้ แสดงให้เห็นว่าพนักงานสอบสวนต้องการจะเชื่อมโยงทั้ง 3 คดีเข้าด้วยกัน ซึ่งซีอุยปฏิเสธ

ข้อสังเกตในเบื้องต้นนี้คือ หนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 31 มกราคม ลงข่าวบทสัมภาษณ์ซีอุย ซึ่งจะต้องทำการสัมภาษณ์ ก่อนวันที่ 31 เพราะในสมัยนั้นการสื่อสาร ละการเรียงพิมพ์ยังต้องใช้เวลามากกว่าปัจจุบัน สันนิษฐานได้ว่าคงจะสัมภาษณ์ในวันที่ 30 วันเดียวกับบันทึกคำให้การฉบับแรก เพราะซีอุยยังปฏิเสธอยู่

คำสัมภาษณ์ของซีอุยในหนังสือพิมพ์ไม่ตรงกับบันทึกคำให้การคือ คดีที่กรุงเทพฯ นั้น ไปดูที่เกิดเหตุ เช่นเดียวกับคดีที่นครปฐม ก็ไปดูเหมือนกันแต่ไม่พบเด็ก ทั้งที่วันเดียวกันนี้ให้การกับพนักงานสอบสวนว่า ไม่ได้ไปดูทั้งสองเหตุการณ์ เหตุใดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจึงคลาดเคลื่อนได้ทั้งที่พูดคุยในวันเดียวกัน

ไม่เพียงเท่านี้ หลังจากสอบสวนอยู่ 4 วัน อยู่ๆ ซีอุยก็ยอมรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือทั้ง 3 คดี โดยที่คำสารภาพก็ยังไม่ตรงกับข้อเท็จจริงอยู่ดี

https://www.silpa-mag.com/history/article_9091