Skip to content
Home » News » ซินแสโชกุน ข้อหาฉ้อโกง ประชาชน ซ่องโจร-ฟอกเงิน

ซินแสโชกุน ข้อหาฉ้อโกง ประชาชน ซ่องโจร-ฟอกเงิน

ซินแสโชกุน ข้อหาฉ้อโกง
https://m.mgronline.com/crime/detail/9600000064148

ซินแสโชกุน ข้อหาฉ้อโกง 21 มิ.ย.2560 ที่กองปราบปราม พล.ต.ต.ชวลิต แสวงพืชน์ รอง ผบช.ก. พร้อมคณะทำงานเดินทางมาประชุมสรุปสำนวนคดี น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน ผู้ต้องหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยวันนี้เป็นการประชุมคดีครั้งที่ 8 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายประกอบกับผู้ต้องหาในคดีครบกำหนดฝากขังผัดที่ 7 ในวันเสาร์ที่ 24 มิถุนายนนี้แล้ว

ห้องประชุมชิวปรีชา กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) พล.ต.อ.กวี สุภานันท์ ที่ปรึกษาสบ.10 พล.ต.ต.ชวลิต แสวงพืช รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ประเสริฐ พัฒนาดี ผบก.ปคบ.พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รองผบก.ป. พร้อมพนักงานสอบสวน บก.ป.บก.ทท. บก.ปอศ. และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ร่วมประชุมชุดสืบสวนคดี น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือ ซินแสโชกุน เจ้าของบริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด ที่หลอกลวงประชาชนให้ร่วมซื้อสินค้า แล้วได้ผลตอบแทนเกินจริง เพื่อนำสำนวนคดี 42 แฟ้ม มาตรวจสอบเป็นครั้งสุดท้าย

ซินแสโชกุน ข้อหาฉ้อโกง สำหรับผลการประชุมคดีในเบื้องต้น คดีนี้มีผู้ต้องหาทั้งหมด 10 คน ถูกดำเนินคดีในฐานความผิด ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ซ่องโจร, กระทำผิด พ.ร.บ.การกู้ยืมเงินฯ, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ร.บ.ศุลกากร (ยาบำรุงมาสเตอร์มายที่ตรวจยึดได้) และ พ.ร.บ.อาหารและยา ส่วนยอดผู้เสียหายมีจำนวน 517 คน มีมูลค่าความเสียหายกว่า 51 ล้านบาทเศษ

ส่วนด้านธุรกรรมทางงานเงินของผู้ต้องหาพบว่าบางรายมีการทำธุรกรรมมากกว่า 1 พันครั้ง โดยส่วนนี้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษไปแล้ว รวมถึงทยอยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย และดำเนินการขยายผลเส้นทางทางการเงินควบคู่ไปกับการดำเนินคดีในฐานฟอกเงินด้วย

ด้าน พล.ต.ต.ชวลิตระบุว่า ได้ประสานไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษ ว่าเจ้าหน้าที่เตรียมส่งสำนวนคดีกว่า 40 แฟ้มให้พนักงานอัยการพิจารณาในวันศุกร์ที่ 23 มิถุนายนนี้ พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกองบังคับการปราบปราม, กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ, กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี, กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค, ตำรวจท่องเที่ยวที่บูรณาการทำงานร่วมกันมาร่วมแถลงรายละเอียดคดีทั้งหมดในเวลา 10.30 น. วันที่ 23 มิ.ย.นี้ ที่กองบังคับการปราบปรามต่อไป

22 มิ.ย.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เผยแพร่คำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย.60/2560 เรื่องยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว (เพิ่มเติม) โดยระบุว่า ตามที่เลขาธิการ ปปง.ได้มีคำสั่งที่ ย.47/2560 ลงวันที่ 12 เม.ย. 2560 เรื่องอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว รายบริษัท เวลท์เอเวอร์ จำกัด กับพวก รวม 6 คน มีกำหนดไม่เกิน 90 วันนั้น

จากการตรวจสอบรายงานการทำธุรกรรมหรือข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของบุคคล รวมถึงผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินในคดีดังกล่าว พบข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริษัท เวลท์เอเวอร์ จำกัด โดย น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน กับพวก

เป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือมีสิทธิครอบครองในทรัพย์สินเพิ่มเติมอีก 91 รายการ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วปรากฏหลักฐานเชื่อได้ว่ามาจากการกระทำผิด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และเนื่องจากทรัพย์สินเป็นสังหาริมทรัพย์ ประเภทเงินสด ทองรูปพรรณ เครื่องประดับ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และกล้องถ่ายรูป อันเป็นทรัพย์สินที่ไม่ปรากฎหลักฐานทางทะเบียน โดยเจ้าของสามารถโอน ยักย้าย ปกปิด และซ่อนเร้นได้ง่าย

นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ประเภทห้องชุด ที่ปรากฏหลักฐานในทางทะเบียน เป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์หรือผู้มีสิทธิ์ครอบครอง โดยผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ซึ่งอาจดำเนินการทางนิติกรรมในการโอนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ดังกล่าว และหากต่อมาศาลได้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ปปง.อาจไม่สามารถติดตามทรัพย์สินกลับคืนมาได้

ดังนั้น ปปง.จึงอาศัยอำนาจตามกฎหมายฟอกเงิน และมติคณะกรรมการธุรกรรม จึงมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ชั่วคราว (เพิ่มเติม) 91 รายการ พร้อมดอกผล ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. 2560 ถึงวันที่ 20 ส.ค. 2560 โดยเบื้องต้นราคาประเมิน 1,152,509.25 บาท โดยยังไม่รวมมูลค่าของทรัพย์สินประเภททองรูปพรรณ เครื่องประดับ รถยนต์ และห้องชุด ซึ่งไม่ได้มีการประเมินราคา เนื่องจากอยู่ระหว่างการอายัดของกองบังคับการปราบปราม

ทั้งนี้ กรณีผู้ถูกอายัดทรัพย์สินตามคำสั่งนี้หรือผู้ส่วนได้เสียในทรัพย์สินดังกล่าว ประสงค์จะขอให้มีการเพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สิน ให้ยื่นคำขอต่อเลขาธิการ ปปง. พร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้องที่แสดงว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ภาายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือทราบคำสั่งนี้

พล.ต.อ.กวี กล่าวว่า สำหรับคดีดังกล่าว ขณะนี้มีผู้เสียหายมาแจ้งความไว้ 757 คน มูลค่าความเสียหายกว่า 51 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำพยานทั้งหมด 175 คน สามารถตรวจยึดบัญชีเงินฝาก และการทำธุรกรรมทางการเงิน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 ถึงเดือนเมษายน 2560 พบว่ามีเงินเข้าออกกว่า 200 ล้านบาท โดยวันนี้เจ้าหน้าที่จะเสนออัยการสั่งฟ้อง ซินแสโชกุน และพวกรวม 9 คน และบริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด โดยมีซินแสโชกุนเป็นผู้มีอำนาจในฐานะนิติบุคคล ในข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ และซ่องโจร

นอกจากนี้ ปลายเดือนนี้ บก.ปคบ.จะแจ้งข้อหา ร่วมกันจำหน่ายอาหารที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงอากร เพิ่มเติมกับบริษัทฯ และซินแสโชกุน ส่วนแม่ข่ายบางราย ที่ได้รับเงินจากผู้เสียหาย ขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานว่า แม่ข่ายกลุ่มนี้ได้ร่วมกระทำความผิด แต่ตำรวจจะขยายผลสอบสวนต่อไป

พล.ต.อ.กวี กล่าวต่อว่า ในวันนี้ที่ต้องรีบสรุปสำนวนส่งให้อัยการ เพราะครบกำหนดฝากชังตัวซินแสโชกุนแล้ว เจ้าหน้าที่จึงต้องตัดผู้เสียหายที่แจ้งความไว้ตั้งแต่แรกเพียงเท่านี้ก่อน ส่วนผู้เสียหายคนใดที่ยังไม่เข้าแจ้งความ ขอให้เข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามหรือสถานีตำรวจในพื้นที่ได้