Skip to content
Home » News » ซิโนแวค-ซิโนฟาร์ม เทียบประสิทธิภาพ

ซิโนแวค-ซิโนฟาร์ม เทียบประสิทธิภาพ

ซิโนแวค-ซิโนฟาร์ม เทียบประสิทธิภาพ วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของบริษัทซิโนฟาร์ม (Sinopharm) จากประเทศจีน นับว่าเป็นวัคซีนทางเลือกชนิดล่าสุดที่มีการนำเข้ามาในประเทศไทย ทำให้ปัจจุบันมีวัคซีนสัญชาติจีนถึง 2 ชนิดที่องค์กรของรัฐจัดสรรให้แก่ประชาชน แต่ก็ยังเป็นที่สงสัยกันว่าวัคซีนของซิโนฟาร์มมีความแตกต่าง หรือมีประสิทธิภาพเหนือชั้นกว่าวัคซีนของบริษัทซิโนแวค (Sinovac) ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์มากน้อยเพียงใดกันแน่

ซิโนแวค-ซิโนฟาร์ม เมื่อปลายเดือน พ.ค. 2564 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนวัคซีนซิโนฟาร์มเป็นที่เรียบร้อย ในวันเดียวกันกับที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ตั้งโต๊ะแถลง “แนวทางการจัดสรรและนำเข้าวัคซีนโควิด-19 ทางเลือก ซิโนฟาร์ม” ซึ่งได้นำเข้ามาในไทย 1 ล้านโดส ในเดือน มิ.ย. โดยมีบริษัท ไบโอจีนีเทค จำกัด เป็นผู้ยื่นเอกสารขอขึ้นทะเบียนและเป็นผู้นำเข้า

ซิโนแวค-ซิโนฟาร์ม สองวัคซีนจากแดนมังกร

ซิโนแวค-ซิโนฟาร์ม
https://www.bbc.com/thai/thailand-57525497

แม้ในประเทศจีนมีการพัฒนาวัคซีนโควิดถึงกว่า 16 ชนิด แต่วัคซีนของซิโนฟาร์มเป็นตัวหลักที่รัฐบาลจีนจัดสรรให้ประชากรส่วนใหญ่ภายในประเทศ โดยเครือรัฐวิสาหกิจแห่งชาติด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (CNBG) เป็นผู้ผลิต ในขณะที่ซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech) ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน มุ่งผลิตวัคซีนเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศเป็นหลัก แต่ก็มีการจัดสรรวัคซีนของซิโนแวคบางส่วนเพื่อฉีดให้ชาวจีนไปแล้วราว 1 ใน 3 ของผู้รับวัคซีนในประเทศทั้งหมด

รัฐวิสาหกิจของจีนได้มอบหมายให้สถาบันผลิตภัณฑ์ชีวภาพสองแห่งที่นครอู่ฮั่นและกรุงปักกิ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนซิโนฟาร์ม โดยชนิดที่นำเข้ามาใช้ในไทยนั้น มาจากสถาบันผลิตภัณฑ์ชีวภาพกรุงปักกิ่ง (BIBP) ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ให้การรับรองประสิทธิภาพและความปลอดภัยเพื่อใช้งานในกรณีฉุกเฉินแล้ว

ปัจจุบันมีการอนุมัติให้ฉีดวัคซีนของซิโนฟาร์มที่ผลิตจากกรุงปักกิ่ง (BBIBP-CorV) ได้ใน 64 ประเทศทั่วโลก ทั้งในอเมริกาใต้ ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา จัดเป็นวัคซีนโควิดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นอันดับ 4 ของโลก ตามข้อมูลสถิติล่าสุดของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ที่เผยแพร่ในเดือนส.ค.

ด้านวัคซีนของซิโนแวคซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โคโรนาแวค” (CoronaVac) นั้น ปัจจุบันมีการอนุมัติให้ใช้วัคซีนนี้ใน 38 ประเทศ จัดเป็นวัคซีนโควิดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นอันดับ 6 ของโลก แม้จะเพิ่งผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลกเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมาก็ตาม เนื่องจากก่อนหน้านี้บริษัทผู้ผลิตเลื่อนการเปิดเผยผลทดลองในระยะสุดท้ายแก่ผู้ตรวจสอบมาหลายครั้ง

การที่จีนส่งออกและบริจาควัคซีนทั้งสองชนิดให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาเป็นจำนวนหลายร้อยล้านโดส ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มพูนอิทธิพลจีนในต่างประเทศ ผ่านการมอบความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขในยามวิกฤต ซึ่งจะเสริมสร้างให้จีนมี “อำนาจอ่อน” (soft power) เหนือประเทศเหล่านั้นเพิ่มขึ้น

ซิโนแวค-ซิโนฟาร์ม เทคโนโลยีการผลิตและการเก็บรักษา

ทั้งซิโนแวคและซิโนฟาร์มเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย (inactivated vaccine) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีดั้งเดิมแบบเดียวกันกับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โปลิโอ และไวรัสตับอักเสบชนิดเอ

เชื้อไวรัสโควิดที่อยู่ในเซลล์เพาะเลี้ยง (Vero cell) จะถูกทำให้หมดฤทธิ์หรือตาย จนไม่สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นมาได้อีก ก่อนจะฉีดเข้าไปในร่างกายมนุษย์โดยไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อ ซากไวรัสเหล่านี้จะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ตอบสนองและผลิตสารแอนติบอดีขึ้นมา เพื่อเตรียมพร้อมต่อสู้กับการติดเชื้อในอนาคต

วัคซีนเชื้อตายนี้สามารถผลิตได้ง่ายและมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากมีการคิดค้นและใช้งานกันมายาวนานในประวัติศาสตร์ แต่ก็มีข้อเสียตรงที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ในระดับต่ำกว่า เมื่อเทียบกับวัคซีนที่ผลิตจากเทคโนโลยีอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม วัคซีนของซิโนแวคและซิโนฟาร์มมีข้อดีเรื่องการขนส่งและการเก็บรักษา เพราะสามารถเก็บไว้ได้ในอุณหภูมิปกติของตู้เย็นทั่วไปที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส ต่างจากวัคซีนชนิด mRNA ของไฟเซอร์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ตู้แช่แข็งชนิดพิเศษเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิเย็นจัดที่ -60 ถึง -80 องศาเซลเซียส ต่อเมื่อต้องการใช้งานวัคซีนจึงจะนำออกมาพักให้ละลายตัว ก่อนจะนำไปเก็บในตู้เย็นธรรมดาต่อได้อีกราว 1-2 สัปดาห์

ซิโนแวค-ซิโนฟาร์ม ข้อควรระวังและผลข้างเคียง

ซิโนแวค-ซิโนฟาร์ม
https://www.bbc.com/thai/thailand-57525497

วัคซีนของซิโนฟาร์มนั้นไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุในการฉีด โดยผู้ที่มีวัย 18 ปีขึ้นไปทุกคนสามารถรับวัคซีนชนิดนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่า การทดสอบวัคซีนซิโนฟาร์มในระยะต่าง ๆ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อมุ่งศึกษาผลที่จะเกิดขึ้นกับคนอายุ 60 ปีขึ้นไป จึงยังไม่มีข้อมูลเรื่องผลข้างเคียงของซิโนฟาร์มต่อกลุ่มผู้สูงวัย และทางองค์การองค์การอนามัยโลกเองมี “ความเชื่อมั่นในระดับต่ำ” ต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนซิโนฟาร์มในกรณีนี้

ส่วนวัคซีนของซิโนแวคนั้น เดิมกำหนดว่าควรฉีดให้ผู้มีอายุ 18-59 ปี แต่ต่อมาในเดือนพ.ค.ทางการไทยอนุญาตให้ใช้กับกลุ่มคนชราอายุ 60 ขึ้นไปได้ โดยอ้างผลวิจัยชิ้นใหม่ของจีนว่า ซิโนแวคสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพในหมู่ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี ล่าสุดทางการจีนยังอนุมัติให้ขยายการใช้วัคซีนโควิดทั้งซิโนแวคและซิโนฟาร์มได้ ในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นอายุ 3-17 ปี อีกด้วย

การฉีดวัคซีนทั้งสองชนิดจำเป็นต้องฉีดในปริมาณ 2 โดส โดยการฉีดของซิโนฟาร์มต้องเว้นระยะห่างระหว่างเข็มแรกและเข็มที่สอง 3-4 สัปดาห์ ส่วนซิโนแวคนั้นเว้นระยะห่าง 2-4 สัปดาห์

สำหรับรายงานกรณีการเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนทั่วโลกนั้น ดูเหมือนว่าซิโนฟาร์มจะมีสถิติในเรื่องนี้น้อยกว่าซิโนแวคหลายเท่าตัว โดยในส่วนของประเทศไทย กรมควบคุมโรคแถลงเมื่อปลายเดือน มิ.ย.ว่า มีผู้เสียชีวิตหลังได้รับวัคซีนโควิดซึ่งรวมถึงซิโนแวคแล้ว 103 ราย และมีผู้ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 1,945 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นผู้มีอาการไม่พึงประสงค์อย่างรุนแรง 945 ราย

อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบพบว่าเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนเพียง 66 รายเท่านั้น ซึ่งในจำนวนนี้ทุกรายได้รับการรักษาจนหายและไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนกรณีผลข้างเคียงรุนแรงที่เหลือ เช่นเลือดออกในสมองหรือปัญหาของระบบหัวใจและหลอดเลือด ถือเป็นเหตุการณ์ร่วมที่เกิดขึ้นจากโรคประจำตัว

เมื่อเดือน พ.ค. กระทรวงสาธารณสุขไทยระบุว่า ผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงระดับรุนแรงหรือเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนซิโนแวค ยังมีไม่มากเท่ากับที่พบในกลุ่มผู้รับวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า

ประสิทธิภาพในการทดลองต่างจากสถานการณ์จริง

หัวใจสำคัญของการเลือกฉีดวัคซีนโควิดนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการสร้างภูมิต้านทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์ใหม่ ๆ เป็นหลัก

แต่ที่ผ่านมามีความสับสนในการรายงานตัวเลขบ่งชี้ประสิทธิภาพของวัคซีนจีน ทั้งซิโนแวคและซิโนฟาร์ม ซึ่งมีความลักลั่นกันอย่างมากในระยะสุดท้ายของสนามทดลองในแต่ละประเทศ รวมทั้งเกิดข้อกังขากับประสิทธิภาพของวัคซีนในโลกแห่งความเป็นจริง (effectiveness) โดยดูจะห่างไกลจากตัวเลขที่ได้ในการทดลอง (efficacy) ซึ่งนำไปให้องค์การอนามัยโลกอนุมัติรับรองวัคซีนเมื่อไม่นานมานี้

ในกรณีของซิโนแวค การทดลองวัคซีนในฮ่องกงพบว่ามีประสิทธิภาพทั่วไปที่ 62% แต่การทดลองกับบุคลากรสาธารณสุขที่เสี่ยงติดเชื้อในบราซิล พบว่ามีประสิทธิภาพป้องกันการเกิดอาการของโรคอย่างอ่อนที่เพียง 51% แม้ว่าจะสามารถป้องกันการเสียชีวิตหรืออาการหนักที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้ 100% ก็ตาม ซึ่งข้อมูลนี้เป็นตัวเลขเดียวกับที่องค์การอนามัยโลกใช้ประกาศรับรองประสิทธิภาพของซิโนแวค เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา

ประสิทธิภาพของวัคซีนซิโนแวคนั้นเป็นที่กังขาของผู้คนจำนวนไม่น้อยในหลายประเทศ แม้แต่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของจีนเองก็ออกมายอมรับว่า ซิโนแวคมีประสิทธิภาพต่ำและจำเป็นต้องปรับปรุงหรือให้ผู้รับวัคซีนฉีดเข็มที่ 3 เพิ่มเติม ส่วนในหลายประเทศที่ประชากรได้รับการฉีดวัคซีนซิโนแวคอย่างแพร่หลายครบสองเข็มอย่างชิลี เซเชลส์ และมองโกเลีย กลับพบการระบาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ที่กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย บุคลากรทางการแพทย์ที่รับวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็มแล้ว เกิดการติดเชื้อโควิดขึ้นอีกกว่า 350 ราย โดยในจำนวนนี้ป่วยหนักจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายสิบราย ส่วนที่ไทยเมื่อกลางเดือน ก.ค. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า มีบุคลากรทางการแพทย์ที่รับวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็มแต่ยังเกิดการติดเชื้อถึง 660 ราย ทำให้เกิดกระแสตื่นตระหนกว่าไม่อาจพึ่งพาการฉีดวัคซีนซิโนแวคเพื่อยับยั้งการระบาดได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะวัคซีนไร้ประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสกลายพันธุ์อย่างสายพันธุ์เดลตาหรือสายพันธุ์อินเดีย ที่คาดว่าเป็นสาเหตุของการระบาดระลอกใหม่

ส่วนที่คอสตาริกา ทางการได้ปฏิเสธไม่ขอรับวัคซีนซิโนแวคที่จีนจะจัดส่งมาให้เมื่อเดือน มิ.ย. เพราะพิจารณาผลการทดลองระดับคลินิกแล้วเห็นว่ายังไม่มีประสิทธิภาพพอจะป้องกันโรคโควิด-19 ได้ โดยในขณะนั้นมีเพียงประเทศอุรุกวัยที่รายงานประสิทธิภาพดีเลิศของซิโนแวคในสถานการณ์จริงว่า สามารถป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตได้กว่า 90%

อย่างไรก็ตาม จีนและอีกหลายประเทศได้เผยแพร่งานวิจัยชิ้นใหม่ ๆ ว่าด้วยประสิทธิภาพของซิโนแวคในสถานการณ์จริงออกมามากขึ้นในภายหลัง โดยงานวิจัยล่าสุดของจีนชี้ว่า การฉีดวัคซีนซิโนแวคเข็มที่ 3 จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ตกลงอย่างรวดเร็วหลังฉีดเข็มที่ 2 ไปเมื่อ 6 เดือนก่อน ให้กลับเพิ่มขึ้นมาได้อีกอย่างมาก โดยค่าเฉลี่ยของแอนติบอดีจะพุ่งสูงขึ้นถึงระดับ 143.1

ส่วนผลวิจัยล่าสุดของชิลีที่ออกมาในช่วงต้นเดือน ส.ค. พบว่าซิโนแวคมีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อได้ 58.5% ป้องกันอาการป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลได้ 86% ป้องกันการป่วยหนักได้ 89.7% และป้องกันการเสียชีวิตได้ 86% ด้านงานวิจัยของอินโดนีเซียชี้ว่า ซิโนแวคมีประสิทธิภาพช่วยป้องกันอาการป่วยในกลุ่มคนชราได้ 85% ป้องกันการเข้าโรงพยาบาลได้ 92% และป้องกันการเสียชีวิตได้ถึง 95%

แม้ตัวเลขบ่งชี้ประสิทธิภาพในการทดลองของซิโนฟาร์มจะสูงกว่าซิโนแวค โดยสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 79% และมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรงหรือการเสียชีวิต 100% แต่เมื่อช่วงกลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เริ่มมีรายงานถึงข้อกังขาต่อประสิทธิภาพในสถานการณ์จริงของซิโนฟาร์มในหลายประเทศ ทั้งที่บาห์เรนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งเป็นประเทศผู้สนับสนุนวัคซีนซิโนฟาร์มรายใหญ่ รวมทั้งที่ชิลี อุรุกวัย และหมู่เกาะเซเชลส์ ซึ่งมีการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มให้กับประชากรของตนในวงกว้าง

หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานว่า ประเทศเหล่านี้ต่างพบกับการระบาดระลอกใหม่ที่ร้ายแรงตั้งแต่ปลายเดือนเม.ย.เป็นต้นมา โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นถึงวันละ 2-3 พันคน จนทางการต้องสั่งล็อกดาวน์และวางแผนนำวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าอย่างไฟเซอร์ มาฉีดเสริมภูมิคุ้มกันให้ประชาชนเป็นเข็มที่สามอย่างเร่งด่วน

ส่วนผลการวิจัยในฮังการีที่ออกมาเมื่อปลายเดือน ก.ค. ชี้ว่า วัคซีนซิโนฟาร์มมีประสิทธิภาพต่ำในการป้องกันโควิด-19 ให้กับกลุ่มผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยผู้รับวัคซีนยิ่งมีอายุมากขึ้นเท่าไหร่ ประสิทธิภาพของวัคซีนยิ่งลดลงเท่านั้น โดยกว่าครึ่งของกลุ่มทดลองอายุ 80 ปีขึ้นไป ไม่พบว่ามีการสร้างภูมิต้านทานเกิดขึ้นเลย

เปรูได้ศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนซิโนฟาร์มในสถานการณ์จริงด้วยเช่นกัน โดยผลที่ออกมาเมื่อช่วงกลางเดือน ส.ค. เผยว่า ซิโนฟาร์มมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อต้องเจอกับเชื้อโควิดกลายพันธุ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์แลมบ์ดาและแกมมา ส่งผลให้ประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อลดลงเหลือเพียง 50.4% แต่ยังคงมีประสิทธิภาพป้องกันการเสียชีวิตได้ถึง 94% ซึ่งก็ทำให้เปรูต้องพิจารณาเรื่องจัดหาวัคซีนชนิดอื่นมาฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันเป็นเข็มที่สามด้วย

อย่างไรก็ตามงานวิจัยของศรีลังกากลับชี้ว่า ซิโนฟาร์มมีประสิทธิภาพสูงใน 95% ของกลุ่มผู้รับวัคซีนครบสองโดส โดยสามารถสร้างภูมิคุ้มกันในระดับที่เท่าเทียมกับของผู้ติดเชื้อที่หายป่วยแล้ว

สำหรับประสิทธิภาพของวัคซีนจีนทั้งสองชนิด ในการป้องกันเชื้อไวรัสโควิดกลายพันธุ์นั้น ศาสตราจารย์เบน คาวลิง หัวหน้าแผนกระบาดวิทยาและชีวสถิติที่มหาวิทยาลัยฮ่องกงประเมินว่า วัคซีนไวรัสเชื้อตายอย่างซิโนแวคและซิโนฟาร์ม มีประสิทธิภาพป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้น้อยกว่าที่เกิดผลกับไวรัสโควิดดั้งเดิม 20% ส่วนความสามารถในการป้องกันสายพันธุ์เบตาที่พบครั้งแรกในแอฟริกา อาจจะยิ่งลดน้อยลงไปมากกว่านั้นอีก เนื่องจากเชื้อสายพันธุ์เบตามีความแตกต่างจากเชื้อตัวดั้งเดิมมากที่สุด

“โลกต้องพึ่งพาซิโนฟาร์ม แม้ด้อยกว่าวัคซีน mRNA”

แม้จะดูเหมือนว่าศักยภาพในการเป็นวัคซีนทางเลือกหรือความหวังสำหรับวิกฤตสาธารณสุขไทยของซิโนฟาร์มและซิโนแวค แทบจะไม่ต่างกันมากนัก แต่ความเห็นของแพทย์และนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยมองว่า วัคซีนของซิโนฟาร์มจะยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับโรคระบาดไปอีกอย่างน้อยใน 1-2 ปีข้างหน้า

ดร.ไมเคิล เฮด นักวิจัยอาวุโสในประเด็นทางสุขภาพระดับโลกจากมหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตันของสหราชอาณาจักร เขียนแสดงความเห็นในบทความซึ่งตีพิมพ์ในเว็บไซต์วิชาการ The Conversation เมื่อเดือนมิ.ย. โดยระบุว่าวัคซีนของซิโนฟาร์มนั้นมีประสิทธิภาพอยู่พอสมควร

“เราไม่ควรมองว่าการระบาดระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ เป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของวัคซีนซิโนฟาร์ม แต่ควรพิจารณาว่ามันเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากข้อจำกัดของวัคซีนชนิดนี้ ถึงอย่างไรก็ตาม มันก็ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและอัตราการแพร่เชื้อลงไปได้บ้าง” ดร. เฮด กล่าว

“ในขณะที่ความต้องการวัคซีนจากทั่วโลกมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น แต่กำลังการผลิตที่ป้อนให้ไม่เพียงพอ ทั้งยังมีการกักตุนจากประเทศร่ำรวยอีก การที่ประเทศยากจนจะรอคอยเวลา เพื่อให้ได้ใช้แต่วัคซีนประสิทธิภาพสูงราคาแพงอย่างไฟเซอร์หรือโมเดอร์นาซึ่งใช้เทคโนโลยี mRNA นั้น ถือว่าเป็นไปไม่ได้และยิ่งจะทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง”

“ในภาวะเช่นนี้ จีนมีกำลังการผลิตวัคซีนที่สามารถจะป้อนให้กับประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากได้ โลกจึงจำเป็นต้องพึ่งพาวัคซีนของซิโนฟาร์มต่อไป แม้ประสิทธิภาพจะด้อยกว่าวัคซีนที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็ตาม”