Skip to content
Home » News » ทรัมป์อำลาตำแหน่ง ผู้นำสหรัฐฯ

ทรัมป์อำลาตำแหน่ง ผู้นำสหรัฐฯ

ทรัมป์อำลาตำแหน่ง ผู้นำสหรัฐฯ
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2016173

ทรัมป์อำลาตำแหน่ง ผู้นำสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นวันสุดท้าย กล่าวอำลาต่อสาธารณชนผ่านทางวิดีโอที่บันทึกไว้ล่วงหน้าความยาว 20 นาที ซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ยูทิวบ์ โดยระบุว่าได้ทำสิ่งที่มุ่งหมายไว้ก่อนเข้ามารับตำแหน่งครบถ้วนแล้ว

ปธน.ทรัมป์ กล่าวอำลาตำแหน่ง ก่อนออกจากทำเนียบขาว ย้ำได้ทำในสิ่งที่ต้องการมาทำ และทำกว่านั้นมาก ขณะที่คะแนนนิยมตอนพ้นตำแหน่ง เหลือเพียง 34% เท่านั้น

เมื่อ 19 มกราคม 64 ตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐฯ ทรัมป์อำลาตำแหน่ง ผู้นำสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ และโจ ไบเดน จะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่และคนที่ 46 ในวันที่ 20 มกราคม นี้

“เราได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจจะเข้ามาทำ และสิ่งอื่น ๆ อีกมากมาย ได้เผชิญการต่อสู้ที่ยากลำบากและหนักหนาสาหัสที่สุด เพราะนั่นคือสิ่งที่พวกคุณเลือกให้ผมเข้ามาทำ” ทรัมป์กล่าว

ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้กล่าวถึงบรรดาผู้สนับสนุนตนด้วยว่า ‘ผมมารับหน้าที่ในการต่อสู้ที่ยาก การต่อสู้ที่ดุเดือดสาหัสสากรรจ์อย่างยิ่ง เพราะว่านี่คือสิ่งที่พวกคุณเลือกผมให้มาทำ’ โดยทรัมป์ยังได้คุยทิ้งท้ายการทำงานและการอยู่ในทำเนียบขาวเป็นคืนสุดท้ายว่ารัฐบาลของตนได้ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก พร้อมย้ำว่า ‘วาระของเรา ไม่ใช่เกี่ยวกับซ้ายหรือขวา ไม่ใช่เกี่ยวกับรีพับลิกันหรือเดโมแครต แต่เกี่ยวกับการเป็นชาติที่ดี และนั่นหมายถึง ประเทศชาติทั้งหมด’

ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ ยังบอกว่า รัฐบาลของเขาได้สร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศให้ “ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์โลก” ส่วนในประเด็นเรื่องการเมืองนั้น เขาเน้นย้ำว่า “จุดมุ่งหมายของเราไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา ทั้งไม่เกี่ยวกับการฝักใฝ่พรรคเดโมแครตหรือรีพับลิกัน แต่จุดมุ่งหมายของเราอยู่ที่ผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งก็หมายถึงคนทั้งชาติด้วย”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงแสดงการไม่ยอมรับผลคะแนนของการเลือกตั้งเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา และยังคงปฏิเสธชัยชนะของโจ ไบเดน ซึ่งจะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ในช่วงค่ำของวันนี้ ตามเวลาในประเทศไทย โดยทรัมป์หลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยชื่อไบเดนโดยตรงในสุนทรพจน์อำลาตำแหน่ง และกล่าวด้วยว่า “ความรุนแรงทางการเมืองคือการโจมตีทุกสิ่งที่เราเฝ้าปกป้องรักษาในฐานะชาวอเมริกัน ซึ่งเราไม่อาจจะทนยอมรับได้”

ผู้สื่อข่าวบีบีซีรายงานว่า ทรัมป์อำลาตำแหน่งไปด้วยคะแนนนิยมที่ตกลงเหลือเพียง 34% ซึ่งนับว่าเป็นสถิติต่ำสุดของบรรดาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังจะพ้นตำแหน่ง

ส่วนการที่เขากล่าวปลุกระดมให้ฝูงชนผู้สนับสนุนบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 ม.ค. จนมีผู้เสียชีวิตหลายรายนั้น ทำให้เขาถูกยื่นถอดถอนจากตำแหน่งเป็นครั้งที่สอง และยังต้องเข้ารับการไต่สวนในวุฒิสภาหลังพ้นจากตำแหน่งไปแล้วด้วย ซึ่งหากพบว่าทรัมป์มีความผิดจริง เขาจะไม่สามารถดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานใด ๆ ได้อีกเลย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ครั้งสุดท้ายก่อนอำลาตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ โดยระบุว่า ได้ทำในสิ่งที่ต้องทำแล้ว พร้อมโชว์สปิริตอวยพรให้รัฐบาลชุดใหม่ “โชคดี” แต่ยังเลี่ยงที่จะเอ่ยชื่อของ โจ ไบเดน

ทรัมป์ ปฏิเสธที่จะยอมรับความพ่ายแพ้และแสดงความยินดีอย่างจริงใจต่อ ไบเดน ซึ่งชนะศึกเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ด้วยจำนวนคณะผู้แทนออกเสียง 306 คน ในขณะที่ ทรัมป์ ได้ไปเพียง 232 คน

ไบเดน จะเข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ในวันพุธที่ 20 ม.ค. เวลา 12.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดย ทรัมป์ ปฏิเสธที่จะพบปะพูดคุยกับ ไบเดน ล่วงหน้า และจะออกเดินทางไปยังรัฐฟลอริดาทันทีในช่วงเช้า โดยไม่ยอมเข้าร่วมพิธีสาบานตนตามธรรมเนียมที่ประธานาธิบดีผู้ซึ่งจะอำลาตำแหน่งพึงปฏิบัติ

ทรัมป์อำลาตำแหน่ง ผู้นำสหรัฐฯ
https://www.naewna.com/inter/546661

“สัปดาห์นี้เราจะได้มีรัฐบาลชุดใหม่ และผมขออวยพรให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการปกป้องอเมริกาให้ปลอดภัย และมีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป” ทรัมป์ ระบุในสุนทรพจน์ที่บันทึกเทปเอาไว้ล่วงหน้า “เราขอส่งความปรารถนาดี และขอให้พวกเขาจงโชคดี ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สำคัญมาก”

ทรัมป์ ก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ 4 ปีก่อนด้วยสโลแกน “Make America Great Again” แต่วันนี้เขากำลังจะอำลาตำแหน่งไปพร้อมกับตัวเลขชาวอเมริกัน 400,000 คนที่เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โรคระบาดที่เขาเคยดูหมิ่นพิษสง รวมถึงทิ้งเศรษฐกิจที่ย่ำแย่และความสัมพันธ์ที่สั่นคลอนกับชาติพันธมิตรเอาไว้ให้รัฐบาลไบเดนตามล้างตามเช็ดกันต่อ

“อันตรายร้ายแรงที่สุดที่เราเผชิญอยู่ก็คือการสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง และสูญเสียศรัทธาในความยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ” ทรัมป์ กล่าว

ตลอด 2 เดือนเศษๆ ทรัมป์ อ้างโดยปราศจากหลักฐานว่าศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีมีการทุจริตฉ้อโกงขนานใหญ่เพื่อปล้นชัยชนะไปจากตน และใช้อำนาจกดดันทุกทางเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างๆ พลิกผลการเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 6 ม.ค. ทรัมป์ ซึ่งยังคงอ้างว่าตนเองถูกโกงได้ปราศรัยปลุกระดมผู้สนับสนุนหลายพันคนให้ “ต่อสู้” ขณะที่คองเกรสกำลังจะมีการประกาศรับรองชัยชนะให้กับ ไบเดน จนนำมาสู่เหตุจลาจลครั้งประวัติศาสตร์ที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตไปถึง 5 คน

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ลงมติถอดถอน ทรัมป์ ออกจากตำแหน่งในข้อหา “ยุยงให้เกิดการก่อกบฏ” ซึ่งทำให้เขากลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ถูกสภาล่างโหวตถอดถอนถึง 2 ครั้ง และจะต้องถูกดำเนินคดีหลังพ้นตำแหน่งไปแล้วด้วย

ในสุนทรพจน์ครั้งสุดท้าย ทรัมป์ ยังอ้างถึงการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งน่าจะหมายถึงเรื่องที่ทวิตเตอร์สั่งลบบัญชี @realDonaldTrump ของเขาเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้นำสหรัฐฯ รายนี้ทวีตข้อความกระพือเหตุรุนแรงใดๆ ได้อีก

“การปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกและการอภิปรายอย่างเสรี เท่ากับละเมิดค่านิยมหลักและธรรมเนียมประเพณีอันเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของเรา” ทรัมป์ กล่าว “อเมริกาไม่ใช่ชนชาติขี้ขลาดตาขาวที่จะต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากคนที่เห็นต่าง”

“เราได้ทำในสิ่งที่เรารับปากไว้ว่าจะทำ รวมถึงอีกหลายสิ่งหลายอย่าง… ผมได้ต่อสู้อย่างทรหด ต่อสู้อย่างหนักหน่วงที่สุด และตัดสินใจอย่างยากลำบากที่สุด นั่นเป็นเพราะพวกท่านทั้งหลายได้เลือกผมเข้ามาทำสิ่งนี้”

“เราได้ฟื้นฟูพันธมิตรอเมริกา และรณรงค์ให้ทุกประเทศทั่วโลกลุกขึ้นต่อต้านจีนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” ทรัมป์ ระบุ “และผมยังมีความภาคภูมิใจเป็นพิเศษที่ได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกในรอบหลายสิบปีที่ไม่ก่อสงครามใหม่เลย”

ทรัมป์ ยังใช้โอกาสนี้เอ่ยถึงเหตุจลาจลที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 6 ม.ค. ซึ่งเขาถูกวิจารณ์ว่าเป็นต้นเหตุ

“ชาวอเมริกันทุกคนรู้สึกตกใจต่อภาพการโจมตีที่เกิดขึ้นที่รัฐสภาของเรา ความรุนแรงทางการเมืองคือการทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราชาวอเมริกันให้คุณค่า และมันเป็นสิ่งที่รับไม่ได้โดยเด็ดขาด”

ทรัมป์ ซึ่งเสียคะแนนนิยมไปมากจากเหตุการณ์ที่รัฐสภายังเผยเจตนารมณ์เป็นนัยๆ ว่าจะยังไม่ถอนตัวออกจากเส้นทางการเมือง

“ขณะที่ผมกำลังจะส่งมอบอำนาจต่อให้กับรัฐบาลชุดใหม่ในเที่ยงวันพุธ ผมขอให้ท่านทั้งหลายทราบว่าการเคลื่อนไหวของเรามันเพิ่งจะเริ่มเท่านั้น”

“ผมกำลังจะไปจากสถานที่อันทรงเกียรตินี้ด้วยความมั่นใจอย่างสูงสุดว่า สำหรับประเทศและลูกหลานของเรา สิ่งที่ดีที่สุดจะมาถึงในอีกไม่ช้า”

แอนโทนี เซอร์เชอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคอเมริกาเหนือ กล่าวแสดงความเห็นในบทวิเคราะห์ว่า คำกล่าวอ้างเรื่องความสำเร็จของทรัมป์ในหลายกรณี ยังเป็นเรื่องที่ผู้คนถกเถียงโต้แย้งกันอยู่อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การลดหย่อนภาษี สงครามการค้า หรือการต่างประเทศแบบแหวกแนว

แต่มีเรื่องหนึ่งที่ทรัมป์สามารถทำได้จริงตามที่เขาอวดอ้างเอาไว้ นั่นก็คือการพลิกโฉมระบบระเบียบทางการเมืองของอเมริกา รวมทั้งบรรทัดฐานและธรรมเนียมต่าง ๆ เสียใหม่ โดยเขาเป็นปากเสียงให้กลุ่มคนที่หมดความเชื่อถือในรัฐบาล รวมทั้งระบอบเก่า ๆ ที่พวกเขามองว่าไร้ประสิทธิภาพด้วย

ด้านนายไบเดนและภรรยาได้เดินทางจากบ้านพักที่รัฐเดลาแวร์มายังกรุงวอชิงตัน เพื่อเตรียมเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 46 แล้ว โดยจะเดินทางมายังทำเนียบขาวและอาคารรัฐสภาเพื่อเข้าพิธีในเวลา 12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันนี้ ซึ่งตรงกับเวลา 00.00 น.ของวันที่ 21 ม.ค.ในประเทศไทย

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ถือเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ ที่ได้สร้างประวัติศาสตร์ ถูกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติดำเนินการถอดถอน (อิมพีชเมนต์) ถึง 2 หน

ซึ่งล่าสุดจากการยุยงปลุกปั่นม็อบก่อจลาจลบุกอาคารรัฐสภาเมื่อ 6 มกราคมทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ เพื่อพยายามขัดขวางสมาชิกสภาคองเกรสรับรองโจ ไบเดน ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่

นอกจากนั้น ทรัมป์ยังถือเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ได้รับความนิยมต่ำ ขณะพ้นจากตำแหน่ง โดยผลโพลสำรวจออกมาว่าทรัมป์ได้คะแนนนิยมเพียง 34% เท่านั้น