Skip to content
Home » News » นีล อาร์มสตรอง เสียชีวิต

นีล อาร์มสตรอง เสียชีวิต

นีล อาร์มสตรอง เสียชีวิต
https://mgronline.com/around/detail/9550000104812

นีล อาร์มสตรอง เสียชีวิต คราวหน้า หากคุณเดินออกไปข้างนอกในค่ำคืนอันแจ่มใสและเห็นดวงจันทร์ส่งยิ้มให้คุณ ขอให้นึกถึง นีล อาร์มสตรอง และหลิ่วตาให้เขาเถิด

คำไว้อาลัยของครอบครัวที่มีต่อสาธารณชน หลังนีล อาร์มสตรอง เสียชีวิต

นีล อาร์มสตรองไม่ได้เป็นเพียงมนุษย์คนแรกที่เหยียบดวงจันทร์เท่านั้น แต่ความตายของเขายังเป็นเรื่องลึกลับต่อเนื่องยาวนานหลายปีอีกด้วย

ต้นเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2012 เมื่อเขาอายุได้ 82 ปี นีล อาร์มสตรองเข้ารับการผ่าตัดหัวใจในซินซินนาติ การผ่าตัดเป็นไปด้วยดี ภรรยาของนีลบอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขา “ฟื้นตัวได้ดีอย่างน่าทึ่ง” และสามารถเดินไปตามโถงทางเดินในโรงพยาบาลได้แล้ว

แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน เพราะเมื่อพยาบาลถอดสายเครื่องกระตุ้นหัวใจชั่วคราวออก เลือดก็เริ่มซึมออกมาสู่เยื่อหุ้มหัวใจ และนั่นก่อให้เกิดอาการแทรกซ้อนลุกลามมากมาย

แล้วในที่สุด นีล อาร์มสตรอง ก็เสียชีวิตลงในวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 2012

ใช่! ชายผู้เป็นฮีโร่ของแผ่นดินอเมริกาและของโลก ชายผู้เหยียบดวงจันทร์เป็นคนแรก ชายที่เป็นอมตะในทุกสื่อ ทุกหนังสือเรียน และทุกความทรงจำ—ที่สุดก็ได้จากไป

หลังเหยียบดวงจันทร์แล้ว นีล อาร์มสตรองยังคงทำงานกับองค์การนาซาต่อเนื่องมาจากจนถึงปี ค.ศ. 1971 หลังเกษียณจากนาซ่า เขาไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยซินซินนาติในสาขาวิศวกรรมยานอวกาศ และอยู่ที่นั่นนานถึงแปดปี ก่อนจะกลายมาเป็นประธานบริษัท Computing Technologies for Aviation ในช่วงปี ค.ศ. 1982-1992

พูดได้ว่า เขาอยู่กับ ‘อวกาศ’ ในรูปแบบต่างๆ แทบจะชั่วชีวิต

เมื่อเกิดอุบัติเหตุโศกนาฏกรรมร้ายแรงขึ้นกับยานชาเลนเจอร์ในปี ค.ศ. 1986 นีล อาร์มสตรองเข้ามาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการเพื่อสืบสวนการระเบิดของยานชาเลนเจอร์ด้วย เรื่องราวเหล่านี้ทำให้เขาเป็นที่รักของประเทศและของโลก รวมทั้งกลายเป็นชายที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกด้วย

แต่กระนั้น นีลก็มักหลบหน้าจากสาธารณะ เขาแทบไม่ออกมาหน้ากล้องเลย มีบันทึกให้สัมภาษณ์ของเขาเพียงไม่กี่ครั้ง ในช่วงหลังๆ มีเพียงรายการ 60 Minutes เท่านั้น ที่เคยสัมภาษณ์เขาไว้ในปี ค.ศ. 2005

ในตอนนั้น เขาเล่าถึงดวงจันทร์ให้พิธีกรฟังว่า

“มันคือพื้นผิวสุกใสในแสงอาทิตย์ เส้นขอบฟ้าดูอยู่ใกล้กับเรามาก เพราะเส้นโค้งนั้นโค้งกว่าบนโลก มันคือที่ที่น่าไปเยือนมากๆ ผมขอรับรอง”

เขายังคงทุ่มเทอุทิศตัวให้กับการสำรวจอวกาศแม้ในขวบปีท้ายๆ ของชีวิต โดยเฉพาะในปี ค.ศ. 2010 เมื่อประธานาธิบดีบารัก โอบามา ตัดสินใจจะยกเลิกโครงการสำรวจอวกาศ เขาเข้าไปให้การในสภาคองเกรสเพื่อต่อต้านแนวคิดนี้ นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โอบามาต้องไปเสาะหาบริษัทเอกชนเพื่อมาทำงานนี้แทนรัฐบาล

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นีล อาร์มสตรองเป็นที่รักของผู้คนมากเพียงใด

แต่ยิ่งเป็นที่รักมากเท่าไหร่—การจากไปของเขาก็ยิ่งสร้างความสูญเสียให้โลกมากเท่านั้น

โดยเฉพาะเมื่อมันคือความผิดพลาด

แม้คำไว้อาลัยของครอบครัวที่มีต่อนีล อาร์มสตรอง จะฟังดูน่ารักและกระทั่งเปี่ยมอารมณ์ขัน แต่แท้จริงแล้ว ภายในครอบครัวนั้นปั่นป่วน

ลูกชายของนีลสองคน คือมาร์คกับริค เห็นว่าการตายของพ่อเกิดขึ้นเพราะโรงพยาบาลทำงานไม่ดี พวกเขาจึงลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยข้อหาร้ายแรง นั่นคือโรงพยาบาลดูแลพ่อของพวกเขาหลังผ่าตัดไม่ดีและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ โดยมีหลักฐานและคำให้การของผู้เชี่ยวชาญหลายรายประกอบ

ในปี ค.ศ. 2014 ลูกชายทั้งคู่ตั้งให้ เวนดี้ อาร์มสตรอง ซึ่งเป็นทนายความและเป็นภรรยาของมาร์คเป็นตัวแทนในการต่อสู้คดีนี้ โดยส่งอีเมลมาถึงทนายความของโรงพยาบาล

ในตอนนั้น ใกล้จะถึงวาระฉลองครบรอบ 45 ปี ของการเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรก ทั้งมาร์คและริคจึงให้ทนายความแจ้งแก่โรงพยาบาลว่า พวกเขาจะเดินทางไปร่วมพิธีที่เคนเนดี้สเปซเซนเตอร์ และหากโรงพยาบาลไม่ยอมรับหรือไม่ชดใช้ให้กับการตายของพ่อพวกเขา พวกเขาก็จะพูดเรื่องนี้ที่นั่น

แน่นอน การพูดเรื่องนี้ย่อมเป็นข่าวใหญ่ ที่จริงแล้ว ทั้งมาร์คและริคต่างก็ได้รับการติดต่อจากนักเขียนและนักทำหนังมากมายเพื่อล้วงลึกถึง ‘ข้อมูล’ เกี่ยวกับนีลประเภทที่ ‘ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน’ ซึ่งก็แน่นอนว่า—การตายของนีลที่เกิดจากความบกพร่องของโรงพยาบาลจะต้องกลายเป็นข่าวใหญ่แน่ และโรงพยาบาลก็ต้องเสียชื่อเสียงป่นปี้

นั่นทำให้โรงพยาบาลยอมทำข้อตกลงบางอย่าง—เป็นข้อตกลงที่ไม่มีใครรู้เลยว่าคืออะไร, จนกระทั่งวันนี้

ที่จริงแล้ว การโต้แย้งเรื่องนี้เกิดขึ้นมาตลอดหลังการตายของนีล แต่มันถูกเก็บเป็นความลับ จนเมื่อมีการฉลองการเหยียบดวงจันทร์ครบ 50 ปี หนังสือพิมพ์ The New York Times ได้รับเอกสารความหนา 93 หน้า จากผู้ส่งที่ไม่ระบุตัวตน เป็นเอกสารที่เล่าถึงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งฝั่งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยว่าเป็นความผิดของโรงพยาบาล

บางความเห็นก็ไปไกลถึงระดับบอกว่า—อย่าว่าแต่ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดเลย กระทั่งการผ่าตัดหัวใจเองก็อาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดด้วยซ้ำ

นีล อาร์มสตรอง เสียชีวิต
https://mgronline.com/around/detail/9550000104812

ในตอนนั้น การถกเถียงเรื่องราวของนีล อาร์มสตรอง ของโรงพยาบาล ยังต้องใช้ชื่อปลอม โดยเรียกนีล อาร์มสตรอง ว่า เน็ด แอนเดอร์สัน เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นล่วงรู้ข่าวนี้ โดยฝั่งครอบครัวอาร์มสตรองเรียกร้องค่าเสียหายสำหรับครอบครัวเป็นเงิน 7 ล้านเหรียญฯ

ทุกอย่างดำเนินไปไม่จบสิ้น คลับคล้ายการต่อรองกับโรงพยาบาลในบางข่าว จนกระทั่งครอบครัวต้อง ‘ขู่’ จะเปิดโปงสดๆ ต่อหน้าธารกำนัลในงานฉลองครบรอบ 45 ปีนั่นแหละ โรงพยาบาลถึงได้ยอมตกลงด้วย

เอกสารล่าสุดบอกว่า โรงพยาบาลได้จ่ายเงินให้กับครอบครัวราว 6 ล้านเหรียญ โดย 5.2 ล้านเหรียญนำมาแบ่งเท่าๆ กัน ระหว่างมาร์คกับริค ในขณะที่คนอื่นๆ เช่น พี่น้องของนีล ต่างได้รับไปคนละ 250,000 เหรียญ และหลานๆ อีก 6 คน ได้รับไปคนละ 24,000 เหรียญ

คำถามก็คือ—เกิดอะไรขึ้นกับการตายของนีล อาร์มสตรอง กันแน่?

จากเอกสารล่าสุดที่ได้รับมานั้น มีความเห็นของผู้เชี่ยวชาญสามคน ซึ่งเมื่อนำมาประกอบกัน ก็ทำให้เราได้เห็นภาพใหญ่ว่า ครอบครัวส่งนีลเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนี้ และแพทย์ก็ตัดสินใจผ่าตัดบายพาสหัวใจในทันที ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นว่า ‘เร็วไป’

เมื่อผ่าตัดเสร็จ แพทย์จะฝังเส้นลวดชั่วคราวเพื่อกระตุ้นให้หัวใจของเขาเต้นเป็นปกติ ครั้นเมื่อนางพยาบาลถอดเส้นลวดนี้ออก นีลเริ่มเลือดออกภายใน ความดันเลือดตก แพทย์นำเขาเข้าไปสแกน

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเลือดกำลังไหลออกมาอย่างรวดเร็วในปริมาณมาก แพทย์จึงถ่ายเลือดออกจากหัวใจของเขาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแรงกดดันเนื่องจากของเหลวไปสะสมตัวอยู่มาก บันทึกไม่ได้บอกชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นอีกบ้าง แต่นีลมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกเพียงราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะเสียชีวิต

ปิดฉากชีวิตของชายที่มีคนรักมากที่สุดในโลกคนหนึ่งลง

นีล อาร์มสตรอง เสียชีวิต
https://mgronline.com/around/detail/9550000104812

นีล อาร์มสตรองควรมีชีวิตยืนยาว สิ่งที่ควรมีชีวิตสั้น—คือชุดนักบินอวกาศของเขาต่างหาก

ชุดนักบินอวกาศที่นีลใส่เหยียบดวงจันทร์นั้น ถูกนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์อวกาศของสมิธโซเนียนครั้งแรกในปี ค.ศ. 1976 มันอยู่ที่นั่นนานถึง 30 ปี ก่อนจะถูกนำไปเก็บในปี ค.ศ. 2006 เพราะหวั่นเกรงว่าชุดจะเสื่อมสลายลง

ที่จริงแล้ว ชุดนักบินอวกาศของนีลได้รับการออกแบบมาให้มีอายุใช้งานเพียงราวหกเดือน คือใช้สำหรับเดินทางไปดวงจันทร์แล้วกลับเท่านั้น ดังนั้น การที่ชุดอยู่ต่อมาอีกสามสิบปีหรือกว่านั้นให้คนได้ชื่นชม จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา

หลังนำชุดกลับไปเก็บแล้ว ก็มีการฟื้นฟูชุดอวกาศนี้อย่างยากลำบาก มีการระดมทุนผ่าน Kickstarter จนได้เงินกว่า 7 แสนเหรียญฯ เพื่อนำมาบูรณะชุด ที่ต้องใช้เงินมากขนาดนั้นก็เพราะชุดที่ว่านี้บอบบางมาก และยังมีฝุ่นจากดวงจันทร์ฝังอยู่ตามเนื้อผ้าด้วย

ฝุ่นดวงจันทร์ที่ว่านี้แม้จะเล็กจิ๋วจนมองไม่เห็น แต่มีความคมกริบ และสามารถบาดชุดให้ฉีกขาดได้ถ้าหากเคลื่อนที่ไปมา การฉีกขาดจะยิ่งไปเร่งการฉีกขาดให้มากขึ้นไปอีก ส่วนภายในบางส่วนที่ทำจากยางก็เริ่มแข็งตัวและเสื่อมสลาย ปล่อยก๊าซพิษบางชนิดออกมา เป็นก๊าซที่แม้ไม่ได้ตั้งใจ—แต่ก็ทำลายตัวเอง

มันคือกระบวนการธรรมชาติ คล้ายการแก่ตัวของมนุษย์ที่จะเกิดอนุมูลอิสระขึ้นมาเร่งวันวัยของมนุษย์ให้เดินหน้าไปสู่ความตาย

ด้วยเหตุนี้ การจัดชุดอวกาศนี้ให้เข้าที่เหมือนมีคนใส่อยู่เพื่อนำออกจัดแสดงอีกครั้งหนึ่งฉลองการเหยียบดวงจันทร์ครบ 50 ปีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย สมิธโซเนียนต้องใช้ท่อปล่อยอากาศเข้าไปขับดันก๊าซที่เกิดขึ้น จากนั้นก็ดูดก๊าซดังกล่าวออก พร้อมกับกรองเอาอนุภาคที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ ทิ้งไป กระบวนการนี้ต้องทำช้าๆ ใช้เวลาสามวันกว่าอากาศจะเข้าไปแลกเปลี่ยนก๊าซที่ว่าได้สมบูรณ์ และต้องเดินเครื่องอย่างต่อเนื่อง

ความเปราะบางของชุดนักบินอวกาศจึงได้รับการทะนุถนอมไว้ด้วยเทคโนโลยี

ชุดที่ควรมีอายุเพียงหกเดือน จึงยังดำรงคงอยู่มาครบ 50 ปี

ไม่เหมือนผู้ที่เคยสวมใส่มัน

ตัวเลข 6 ล้านเหรียญฯ ฟังดูมากมายมหาศาล แต่ที่จริงแล้วอาจไม่มากเลยเมื่อเทียบกับชื่อเสียงของนีล อาร์มสตรอง

เมื่อลูกชายของนีลนำข้าวของส่วนตัวของพ่อออกประมูล ยอดรวมของข้าวของเหล่านั้นทำรายได้รวมสูงถึง 12 ล้านเหรียญฯ แสดงให้เห็นว่า คนอเมริกัน ‘ให้คุณค่า’ กับนีลมากมายเพียงใด

แล้วไม่ใช่แค่นีล กระทั่งกับ บัซ อัลดริน ผู้เหยียบดวงจันทรเป็นคนที่สอง ก็สามารถทำรายได้มหาศาลด้วยเช่นกัน เขารับเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าต่างๆ เวลาไปปรากฏตัวในแต่ละงานจะได้ค่าตัวตั้งแต่ 50,000 ถึง 75,000 เหรียญฯ โดยเรียกร้องการบินเครื่องบินส่วนตัวและที่พักหรูหราระดับวีไอพี ที่เขาสามารถเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ได้ก็เพราะผู้คนอยากพบเขา จับมือกับเขา และมองตาเขาในค่ำคืนที่มีแสงจันทร์สาดส่อง

แต่นีล อาร์มสตรอง ไม่เหมือนบัซ อัลดริน เขาไม่ได้อยากได้สิ่งเหล่านี้นัก อย่างที่รู้กัน ในช่วงหลังของชีวิต เขาอยู่เงียบๆ เรียบง่าย ทั้งที่ชื่อของเขาน่าจะทำเงินได้มหาศาลกว่าบัซ อัลดริน มากนัก

เมื่อนีลจากไปแล้ว มีผู้สร้างหนังเรื่อง First Man โดยให้ไรอัน กอสลิง เล่นเป็นนีล อาร์มสตรอง หลายคนอาจไม่ได้สังเกตว่า—ลูกชายของเขาทั้งมาร์คและริค, ได้เล่นในหนังเรื่องนี้ด้วย

แน่นอน—พวกเขาย่อมได้ค่าตัวไปไม่น้อย

ความตายอันเกิดจากความผิดพลาดของนีล อาร์มสตรอง ทำให้เราเห็นว่า ชีวิตนั้นเปราะบางเพียงใด

แต่ถึงชีวิตจะเปราะบาง ชุดอวกาศก็กลับเปราะบางกว่า

แต่กระนั้น เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นได้เพราะเงินและการระดมทุน—ก็กลับทำให้สิ่งที่เปราะบางกว่า, ยังอยู่คงทนมาจนถึงปัจจุบัน

นีล อาร์มสตรอง เสียชีวิต วีรบุรุษชาวอเมริกัน

นีล อาร์มสตรอง เสียชีวิต ครอบครัวของ อาร์มสตรอง เปิดเผยว่า การจากไปของ “วีรบุรุษชาวอเมริกัน” ผู้นี้นำความโศกเศร้ามาสู่ทุกคน และ อาร์มสตรอง “ได้รับใช้ชาติอย่างภาคภูมิในฐานะนักบินขับไล่ของกองทัพเรือ, นักบินทดสอบ และนักบินอวกาศ”

“ในขณะที่เราไว้อาลัยการจากไปของบุคคลที่เปี่ยมด้วยความดีงามผู้นี้ เราก็ขอยกย่องชีวิตที่โดดเด่นของเขา และหวังว่าเขาจะเป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลังทั่วโลกในด้านความเพียรพยายามเพื่อให้ฝันเป็นจริง ความพร้อมที่จะออกสำรวจเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดต่างๆ และการเสียสละเพื่อส่วนรวม” ถ้อยแถลงจากครอบครัว อาร์มสตรอง ระบุ

อาร์มสตรอง และ เอ็ดวิน “บัซ” อัลดริน เดินทางพร้อมยานอพอลโล 11 ไปถึงพื้นผิวดวงจันทร์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ปี 1969 ท่ามกลางสายตานับร้อยล้านคู่ทั่วโลกที่เฝ้าจับตาภารกิจครั้งประวัติศาสตร์ผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์

คำพูดแรกของ อาร์มสตรอง หลังจากที่เหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จกลายเป็นสิ่งที่โลกต้องจารึกไว้

“นี่คือก้าวเล็กๆมนุษย์คนหนึ่ง แต่เป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่สำหรับมวลมนุษยชาติ”

แม้กระนั้น อาร์มสตรอง ซึ่งได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติมากมายจากรัฐบาลสหรัฐฯและอีก 17 ประเทศทั่วโลก ก็ไม่เคยเห่อเหิมไปกับชื่อเสียงที่ได้รับ แต่กลับพยายามใช้ชีวิตอย่างสันโดษมากกว่า เขาถึงกับหยุดแจกลายเซ็นให้แฟนๆหลังจากที่ทราบว่า มีผู้นำของเหล่านั้นไปจำหน่ายต่อในราคาสูงลิบลิ่ว

จอห์น เกล็นน์ นักบินอวกาศชาวอเมริกันคนที่ 3 และเป็นบุคคลแรกที่ได้โคจรรอบโลก กล่าวถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนของ อาร์มสตรอง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดี

“เขาไม่เคยโอ้อวดชื่อเสียงของตัวเอง… เขาเป็นคนถ่อมตัว และเป็นเช่นนั้นมาตลอด ทั้งก่อนจะไปเหยียบดวงจันทร์และหลังจากนั้น” เกล็นน์ เผย

ด้านประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ซึ่งมีอายุเพียง 8 ขวบในขณะที่ยานอพอลโล 11ออกปฏิบัติภารกิจนอกโลก ยกย่อง อาร์มสตรอง เป็น “วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวอเมริกัน มิใช่แค่ในยุคของเขาเท่านั้น แต่เป็นตลอดกาล” 

“มรดกจากชายคนหนึ่งที่สอนให้เรารู้จักพลังอำนาจของก้าวย่างเล็กๆ จะคงอยู่ตลอดไป”

อัลดริน ให้สัมภาษณ์ว่า เขาเคยหวังว่าตนเอง, อาร์มสตรอง และ ไมเคิล คอลลินส์ จะได้มาพบปะกันอีกครั้งในปี 2019 เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปียานอพอลโล 11 ทว่าสิ่งที่หวังไว้ก็ไม่มีวันมาถึง

อาร์มสตรอง เกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ปี 1930 ที่เมืองวาปาโกเนตา มลรัฐโอไฮโอ เขาหลงใหลเครื่องบินมาตั้งแต่เด็ก และเมื่อย่างเข้าวัยรุ่นก็สมัครเข้าทำงานในสนามบินใกล้ๆบ้าน

อาร์มสตรอง เริ่มฝึกบินขณะที่อายุได้เพียง 15 ปี และได้ใบอนุญาตนักบินในวันเกิดปีที่ 16 

ในฐานะนักบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ อาร์มสตรอง เคยร่วมปฏิบัติภารกิจ 78 ครั้งในสงครามเกาหลี ก่อนจะทำงานกับคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านอากาศยานศาสตร์แห่งชาติซึ่งเป็นต้นกำเนิดของนาซา ในปี 1955

เขามีสถานะเป็นนักบินอวกาศเต็มตัวในปี 1962 และเป็นผู้ควบคุมโครงการ Gemini 8 ซึ่งเป็นการเทียบยาน 2 ลำเข้าด้วยกันกลางอวกาศครั้งแรก

หลังเกษียณอายุจากนาซาในปี 1971 อาร์มสตรอง เป็นอาจารย์สอนวิศวกรรมการบินที่มหาวิทยาลัยซินซินนาติอยู่เกือบ 10 ปี และเป็นบอร์ดบริหารให้กับบริษัทใหญ่ๆมากมาย เช่น เลียร์ เจ็ต, ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส และ มาราธอน ออยล์ เป็นต้น

อาร์มสตรอง ยังมีตำแหน่งรองผู้ช่วยผู้บริหารการบินประจำสำนักงานใหญ่นาซา โดยมีหน้าที่ประสานงานและจัดการโครงการวิจัยและงานด้านเทคโนโลยีต่างๆ

วันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 2012 อาร์มสตรองได้เสียชีวิตในซินซินนาติรัฐโอไฮโอ ขณะอายุได้ 82 ปี เนื่องด้วยภาวะแทรกซ้อนภายหลังการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐได้กล่าวยกย่องอาร์มสตรองว่าเป็น “บุรุษชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่เพียงแค่ในช่วงเวลาของเขาเท่านั้น แต่เป็นตลอดกาล”