Skip to content
Home » News » น้องชมพู่ ปริศนาการเสียชีวิต ของเด็กหญิงวัย 3 ขวบ

น้องชมพู่ ปริศนาการเสียชีวิต ของเด็กหญิงวัย 3 ขวบ

น้องชมพู่
https://hilight.kapook.com/view/213616

จากกรณีการเสียชีวิตปริศนา ของ “น้องชมพู่” เด็กหญิงวัย 3 ขวบ ที่หายตัวจากบ้าน ในหมู่บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 63

น้องชมพู่ อายุ 3 ปี หายตัวปริศนา ตั้งแต่เช้าวันที่ 11 พ.ค.63 พ่อแม่ของน้องชมพู่ ออกไปทำงานแต่เช้าตรู่ โดยน้องชมพู่อยู่กับพี่สาว อายุ 13 ปี ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.63 จนถึงวันที่ 14 พ.ค.63 พ่อและแม่ รวมถึงชาวบ้านได้ออกตามหาน้องชมพู่ตลอดเวลา และได้นำร่างทรงมาประกอบพิธีตามความเชื่อ เพื่อขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เปิดทางให้หาเจอนั้น ก่อนจะพบเป็นศพเปลือยอยู่ในป่าบนภูเหล็กไฟ ห่างจากบ้านราว 2 กม.

ช่วงบ่ายของวันที่ 14 พ.ค.63 ยายตุน อายุ 70 ปี ชาวบ้านจังหวัดสกลนคร เดินเท้าขึ้นไปเก็บเห็ดหาของป่าเทือกเขาภูพานน้อย เขตอุทยานแห่งชาติภูผายล แจ้งเบาะแสว่า พบรองเท้าเด็กสีเขียว บนกลางป่า ก่อนที่จะนำทางเจ้าหน้าที่เดินทางไปจุดที่พบรองเท้า

ต่อมาในวันที่ 14 พ.ค.63 เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ พื้นที่ใกล้เคียง ห่างจากจุดพบรองเท้า ประมาณ 5 เมตร พบศพน้องชมพู่ อยู่ในสภาพเปลือยกาย แต่ยังไม่สามารถยืนยันว่ามีการข่มขืนหรือไม่ ต้องรอผลการชันสูตร

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการลงพื้นที่เพื่อเก็บหลักฐาน รวมทั้งสอบปากคำพยานจำนวนมาก แต่ยังไม่มีหลักฐานจะดำเนินคดีใครได้ ซึ่งเวลาก็ล่วงเลยมากว่า 1 ปี 

เวลาการเสียชีวิต
แพทย์ชันสูตร สันนิษฐานว่า น่าจะเสียชีวิต เวลา 12 พ.ค. 2563 เวลา 14.30 น. -13 พ.ค. เวลา 14.30 น. จากการสอบปากคำนักกีฏวิทยา ที่พบหนอนในการชันสูตร วันที่ 15 พ.ค. ไม่ใช่วันพบศพ หนอนอยู่ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย คาดว่า เสียชีวิต 3 วัน เมื่อนับย้อนไป คือ วันที่ 12 พ.ค. 2563 อยู่ในห้วงเวลาเดียวกันกับที่แพทย์ สันนิษฐานไว้

สาเหตุการเสียชีวิต
ไม่พบบาดแผลใดๆ ที่นำไปสู่การเสียชีวิต และไม่พบร่องรอยการกระทำอนาจารทางเพศ แต่แพทย์สันนิษฐานว่า อาจเสียชีวิตจากการขาดน้ำ เพราะเนื้อผิวหนังน้อยกว่าภายใน สาเหตุจากการขาดน้ำทำให้มีการเน่าน้อยกว่า และยังไม่พบอาหารในกระเพาะ แต่พบของเหลวในกระเพราะ ซึ่งคาดว่าเป็นการเน่าของศพ จึงไม่ยืนยันว่า ของเหลวที่พบคืออาหาร

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. แถลงชี้แจง 8 เหตุผล ที่ยืนยันได้ว่า น้องชมพู่ ไม่สามารถเดินขึ้นไป จุดที่พบศพ บนภูเหล็กไฟ ได้ด้วยตนเอง โดยเชื่อว่า มีผู้พาขึ้นไป และทำให้ถึงแก่ความตาย ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางตรงหรือทางอ้อม

ทั้งนี้ ทีมสืบสวนสอบสวน สามารถประมวลพฤติการณ์ แห่งคดีระบุว่า ในวันที่ น้องชมพู่ หายไป มี “น้องสะดิ้ง” พี่สาววัย 14 ปี เห็นเป็นครั้งสุดท้าย ส่วนพ่อและแม่ของเด็กออกไปทำงานนอกบ้าน

จากการสอบถามพยานทั่วทั้งหมู่บ้านไม่มีใครพบเห็น ชาวบ้านช่วยกันออกค้นหา และเชื่อว่าเด็กหญิงอายุเพียง 3 ขวบ ไม่มีทางเดินหลงป่าไปไหนได้ไกล บริเวณดังกล่าวสามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุพบศพในอีกหลายวันต่อมาได้ 5 เส้นทาง แต่ละเส้นทางไม่มีใครพบเห็นน้องชมพู่เดินผ่าน มีเพียงเส้นทางเดียวที่ผ่านสวนยางท้ายหมู่บ้าน พยานบุคคล 2 คนให้การเห็นนายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล ลุงเขยของน้องชมพู่ เดินออกมาช่วงเวลา 09.00 น.เศษ

ส่วนการสอบสวนอุปนิสัยของน้องชมพู่ หากมีคนแปลกหน้ามาอุ้ม จะร้องโวยวาย แต่ในขณะที่หายตัวไป พยานที่อยู่บริเวณนั้นไม่มีใครได้ยินเสียงร้อง จึงเชื่อว่าบุคคลที่พาตัวไปต้องเป็นบุคคลรู้จักคุ้นเคย สามารถเข้าถึงตัวได้ ประกอบด้วยบุคคล 10 คน

แต่จากการตรวจสอบพยานบุคคลและพยานหลักฐานข้อมูลอื่น ในห้วงเกิดเหตุไม่มีบุคคลที่น้องชมพู่ไว้ใจผู้ใดอยู่ใกล้เคียง รวมถึงเส้นทางเข้าไปยังเขาภูเหล็กไฟ เกือบทุกคนสามารถยืนยันถิ่นที่อยู่ให้อย่างชัดเจน นอกจากนายไชย์พล ที่ไม่สามารถยืนยันฐานที่อยู่ได้อย่างชัดเจน ทั้งยังมีพยานบุคคลระบุพบอยู่ในเส้นทางที่สามารถเข้าไปยังที่เกิดเหตุได้

หลังจากรอคอยมานาน 2 เดือนเต็ม ในที่สุด 13 กรกฎาคม 2563 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนคดี ได้ออกมาแถลงความคืบหน้า โดยเฉพาะประเด็นผลชันสูตรศพอย่างละเอียดโดยระบุว่า “ไม่พบร่องรอยข่มขืน,ฆาตกรรม และทำร้ายร่างกาย กระเพาะไม่มีอาหารหลงเหลืออยู่ มีเพียงของเหลวเหลืออยู่ 10 มิลลิลิตร ขณะที่ สมอง และปอดไม่พบความผิดปกติที่เกิดจากการโดนทำร้าย กะโหลกศีรษะไม่พบการแตกร้าว คอไม่หัก ไม่มีรอยฟกช้ำ อวัยวะเพศไม่มีการถูกล่วงละเมิด เยื่อพรหมจรรย์อยู่ครบสมบูรณ์

สาเหตุที่น้องชมพู่เสียชีวิตคือ “ขาดอาหารและน้ำ” จนเสียชีวิต ไม่มีการทำร้ายใดๆเกิดขึ้น ดังนั้นจึงตัดประเด็นเรื่องการฆาตกรรมออกไปได้ เท่ากับว่าการเสียชีวิตของน้องชมพู่ จึงมีความเป็นไปได้เหลือเพียงสองทาง คือ 1- มีคนจับน้องชมพู่ เอามาปล่อยไว้กลางป่า สุดท้ายน้องออกไปไมได้ ก่อนจะเสียชีวิตด้วยการขาดอาหารและน้ำ และ 2 คือน้องวิ่งเล่นเข้ามาในป่าเอง ก่อนจะพลัดหลง แล้วสุดท้ายเสียชีวิตเอง โดยไม่มีใครทำร้าย