Skip to content
Home » News » บทบาททางสังคม จอมพล ป.

บทบาททางสังคม จอมพล ป.

บทบาททางสังคม จอมพล ป.
https://www.sarakadeelite.com/arts_and_culture/siam-new-normal/

บทบาททางสังคม จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ริเริ่มองค์กรและหน่วยงานสำคัญ ๆ ของประเทศหลายองค์กร ที่พัฒนาและเจริญรุ่งเรืองมาจนปัจจุบัน ซึ่งล้วนแต่เป็นหน่วยงานที่มีความเฉพาะของแต่ละวิชาชีพ เช่น รัฐวิสาหกิจ, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบัน),

มหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยบูรพา (วิทยาลัยวิชาการศึกษา ต่อมาเป็น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน ก่อนจะมาเป็น มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งนับได้ว่าเป็นการนำเอาสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ออกมาสู่ภูมิภาค เป็นแห่งแรก) รวมทั้งเป็นผู้ที่ใช้อำนาจยึดสถานที่ต่าง ๆ ที่เคยเป็นที่ประทับของเชื้อพระวงศ์

และที่อยู่ของบุคคลสำคัญก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาใช้เป็นสถานที่ราชการ เช่น วังบางขุนพรหม, วังสวนกุหลาบ, บ้านมนังคศิลา, บ้านพิษณุโลก, บ้านนรสิงห์ เป็นต้น

จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นผู้ที่มีบุคลิกลักษณะและคุณสมบัติเหมาะสมในการเป็นผู้นำ และเป็นผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความเข้มแข็งมีระเบียบวินัย นิยมใช้อำนาจเผด็จการในการบริหารและการปกครองประเทศ มีวิธีการสร้างและรักษาอำนาจโดยอาศัยกำลังหารและกำลังตำรวจ ใช้ลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือในการเร้าใจประชาชนให้เชื่อถือ

และปฏิบัติตามผู้นำ มีความปรารถนาที่จะยกระดับฐานะของประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ ผลงานของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ส่วนใหญ่เป็นงานสร้างชาติทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ดังจะเห็นได้จากการเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศสและอังกฤษ การกำจัดอิทธิพลของชาวต่างประเทศออกจากระบบเศรษฐกิจของไทย

ส่งเสริมให้คนไทยประกอบอาชีพให้เป็นหลักแหล่ง ปรับปรุงแก้ไขวัฒนธรรมไทยในด้านต่าง ๆ เนื่องจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นผู้นำที่มีพื้นฐานมาจากทหาร ดังนั้นกรรมวิธีในการบริหารและการปกครองประเทศ จึงมีลักษณะเป็นแบบทหาร กล่าวคือ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเด็ดขาดในการกำหนดนโยบายหรือดำเนินนโยบายต่าง ๆ

แต่เพียงผู้เดียว พฤติกรรมดังกล่าวมีผลให้พัฒนาการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทยต้องหยุดชะงักลงในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ครองอำนาจอยู่ในระยะแรกดังได้กล่าวมาแล้ว

ส่วนในรัฐนิยมฉบับที่ 10 ยังได้กำหนดให้คนไทยแต่งกายแบบไทยอารยะ นั่นก็คือคนไทยไม่ควรนุ่งโสร่ง ไม่เปลือยกายท่อนบน ไม่ใส่หมวกแขก โพกหัว ทูนของบนศีรษะ ผู้ชายควรแต่งตัวตามแบบสากล หรือสวมกางเกงตามแบบไทยขาสั้น สวมเสื้อกลัดกระดุมให้เรียบร้อย 

ส่วนผู้หญิงก็ควรไว้ผมยาวสวมเสื้อชั้นนอกให้สะอาดเรียบร้อย นุ่งผ้าถุงยาว และถ้าจะให้ครบเช็ตแต่งกายแบบไทยอารยะต้องใส่หมวกตามนโยบาย “มาลานำไทยไปสู่มหาอำนาจ” พร้อมกันนั้นก็ออกกฏ “ห้ามกินหมาก” ซึ่งในตอนนั้นการกินหมากถูกรัฐบาลมองว่าคือประเพณีที่เสื่อมเกียรติอย่างร้ายแรง ใครที่บ้วนน้ำหมากเลอะเทอะถือเป็นผู้ไม่มีวัฒนธรรม และยังมีการให้กระทรวงมหาดไทยในยุคนั้นห้ามประชาชนที่กินหมากติดต่อราชการเลยทีเดียว

นอกจากเรื่องการแต่งกาย การกินอยู่ ทรงผมแล้ว วัฒนธรรมและค่านิยมใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นก็คือเรื่อง บทบาทสตรี ถึงขั้นมีการออกคำสั่งให้สามียกย่องภรรยาตลอดเวลา ถ้าข้าราชการทะเลาะกับภรรยาถือเป็นการผิดวินัย และในปี พ.ศ. 2485 เรื่องสิทธิสตรีก็ก้าวกระโดดไปในขั้นเปิดรับ “นักเรียนนายร้อยหญิง” รุ่นแรก เพื่อส่งเสริมบทบาทสตรีในการป้องกันประเทศ เหตุที่จอมพลมีนโยบายส่งเสริมบทบาทสตรีเพราะคำกล่าวที่ว่า

“หยิงเปนส่วนหนึ่งของชาติ ก็ควนจะได้สร้างตนและช่วยชาติด้วยในตัว…ไครจะดูว่าชาตินั้นชาตินี้เจรินเพียงไดไนเมื่อผ่านไปชั่วแล่นแล้วก็มักจะตัดสินความเจรินของชาตินั้นตามความเจรินของฝ่ายหญิง”และสตรีในยุคสมัย จอมพล ป. ก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของงานฉลองรัฐธรรมนูญ โดยใน พ.ศ.2477 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ได้มีการจัดประกวดนางงามในชื่อ นางสาวสยาม ขึ้นในงานเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญครั้งที่ 2 เปลี่ยนเป็น นางสาวไทย ในปี 2482 หลังจากการ เปลี่ยนชื่อประเทศจาก สยาม เป็น ไทย

บทบาททางสังคม จอมพล ป.
https://www.sarakadeelite.com/arts_and_culture/siam-new-normal/

บทบาททางสังคม จอมพล ป. ผู้ก่อตั้งโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศ

บทบาททางสังคม จอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังจากความคิดของเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ในช่วงปี พ.ศ. 2473-พ.ศ. 2475 ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ว่าต้องการที่จะให้ประเทศสยาม มีกิจการแพร่ภาพออกอากาศโทรทัศน์ ไม่ประสบความสำเร็จ

เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี พ.ศ. 2475 เป็นผลต้องประสบความล้มเหลวในขณะนั้น อย่างไรก็ดีโทรทัศน์ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งภายใต้กรมประชาสัมพันธ์ นับเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแห่งแรกของทวีปเอเชีย บนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ (Asia Continental) แพร่ภาพออกอากาศในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2498 ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี

ซึ่งข้าราชการกลุ่มหนึ่งของกรมประชาสัมพันธ์ แสดงความคิดเห็นเรื่องการจัดตั้งโทรทัศน์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2493 ว่า “ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรมี Television แล้ว”

วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2493 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้นำรัฐบาลมอบหมายให้ กรมประชาสัมพันธ์เสนอ “โครงการจัดตั้งวิทยุโทรภาพ” ต่อคณะรัฐมนตรี ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2493 คณะรัฐมนตรีลงมติให้จัดตั้งวิทยุโทรภาพและให้ตั้งงบประมาณใน พ.ศ. 2494

ในวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2493 จอมพล ป. เขียนข้อความด้วยลายมือ ถึง พล.ต.สุรจิต จารุเศรณี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ในขณะนั้น ให้ศึกษาจัดหาและจัดส่ง “Television”

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2498 ซึ่งถือเป็นวันชาติในสมัยนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เป็นประธาน ในพิธีเปิดสำนักงาน และที่ทำการสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 บางขุนพรหม และเริ่มแพร่ภาพออกอากาศอย่างเป็นทางการ เรียกชื่อตามอนุสัญญาสากลวิทยุ HS1/T-T.V. สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งแรกบนผืนแผ่นดินใหญ่แห่งเอเชีย เครื่องส่งโทรทัศน์เครื่องนี้มีกำลังส่ง 10 กิโลวัตต์ ขาวดำ ระบบ 525 เส้นต่อภาพ 30 ภาพต่อวินาที

(ต่อมาออกอากาศระบบวีเอชเอฟ ย่านความถี่ที่ 3 ช่อง 9 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 จนถึงปี พ.ศ. 2561 และในขณะนี้ใช้ชื่อว่า เอ็มคอตเอชดี ปัจจุบันออกอากาศในระบบยูเอชเอฟ ย่านความถี่ที่ 5 ช่อง 40 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ในระบบดิจิตอล ความคมชัดละเอียดสูง ทางช่องหมายเลข 30)(ก่อนหน้านี้ สถานีเคยออกอากาศคู่ขนานกันทั้งสองระบบ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 จนถึงปี พ.ศ. 2561)

ตลาดนัดกรุงเทพมหานคร

ในปี พ.ศ. 2491 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ประกาศนโยบายจัดตั้งตลาดนัดทั่วประเทศทุกสุดสัปดาห์ ในกรุงเทพฯ มีการจัดตลาดนัดขึ้นที่สนามหลวง ซึ่งเรียกว่า ตลาดนัดสนามหลวง หรือ ตลาดนัดกรุงเทพมหานคร ปัจจุบัน ตลาดนัดสนามหลวงได้ย้ายออกไปจากบริเวณสนามหลวงแล้ว โดยไปอยู่ที่ ตลาดนัดจตุจักร แทน

บ้านพักคนชรา

บ้านพักคนชราบางแค หรือ บ้านบางแค เดิมใช้ชื่อว่า “สถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค” ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2496 ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี นับเป็นสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อให้การสงเคราะห์ผู้สูงอายุตามนโยบายสวัสดิการสังคมของรัฐ โดยเริ่มเปิดดำเนินการในสมัยของนายปกรณ์ อังศุสิงห์ เป็นอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ ปัจจุบันอยู่ภายใต้การสนับสนุนของ มูลนิธิบ้านบางแคในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ