Skip to content
Home » News » บลูไดมอนด์ เพชรซาอุหายสาบสูญ

บลูไดมอนด์ เพชรซาอุหายสาบสูญ

บลูไดมอนด์ เพชรซาอุหายสาบสูญ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2532 นายเกรียงไกร เตชะโม่ง คนงานไทยชาวลำปางที่ทำงานอยู่ในพระราชวังของ กษัตริย์ไฟซาล (King Faisal) แห่งซาอุดิอาระเบีย ได้ขโมยเครื่องเพชรของ เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด (Prince Faisal Bin Fahd Bin Abdul Aziz) มูลค่าหลายร้อยล้านบาทหนีกลับมาประเทศไทย ซึ่งนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฎกรรม “คดีเพชรซาอุฯ” อันลือลั่น

หลังจากนายเกรียงไกรกลับมาประเทศไทยก็ได้นำเพชรที่ได้มาไปกระจายขายตามที่ต่างๆ หลังจากนั้นทางการซาอุดิอาระเบียก็แจ้ง มายังรัฐบาลไทย โดยในระยะแรกให้การปฏิเสธ

จากนั้นจึงตั้งคณะกรรมการสืบสวนมอบหมายให้ พล.ต.ต. ชลอ เกิดเทศ เป็นหัวหน้า ขณะนั้นนายเกรียงไกรยังไม่ถูกจับกุม นสพ.ลงข่าวเพิ่มความกดดันให้กับผู้ต้องหาอย่างมาก เพราะถ้าถูกจับตัวส่งไปก็ถูกแขวนคอตายสถานเดียว นายเกรียงไกรเห็นตัวอย่างในประเทศซาอุฯมาแล้ว ขนาดลักทรัพย์ธรรมดายังถูกตัดมือ แต่นี่ลักในพระราชวังกษัตริย์ไฟซาลผู้มีอำนาจ ก็คงจะถูกประหารชีวิต

บลูไดมอนด์ เพชรซาอุหายสาบสูญ
https://www.bbc.com/thai/49821635

ดังนั้น นายเกรียงไกรจึงหนีสุดชีวิต ถึงขนาดพกยาไซยาไน้ท์ติดตัวตลอดเวลา ถ้าถูกจับตัวได้ก็จะรีบกินยาไซยาไน้ท์ฆ่าตัวตายทันที ไม่นานตำรวจก็สามารถจับกุมตัวนายเกรียงไกรได้ พร้อมของกลางเป็นเพชรจำนวนหนึ่ง สำหรับส่วนที่หายไปทีมสืบสวนก็ต้องดำเนินการตามหาต่อ
ทางการไทยตัดสินใจไม่ส่งไปดำเนินการที่ซาอุฯ เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายที่นั่นรุนแรงเกินไป โดยศาลได้พิพากษาตัดสินจำคุก นายเกรียงไกร เตชะโม่งในข้อหาลักทรัพย์ 7 ปี รับสารภาพลดโทษเหลือ 3 ปีครึ่ง สรุปติดจริงไม่ถึง 3 ปี
ในตอนนั้นกระแสสังคมส่วนหนึ่งเห็นว่า โทษที่ได้รับ ไม่สาสมกับสิ่งที่เขาได้กระทำไว้ แต่คดีถึงที่สุดแล้ว เหลือแค่การตามหาเพชรที่เหลือมาคืน คดีก็ควรจะจบลงแค่นั้น

แต่ต่อมา เรื่องมาแดงขึ้นอีกครั้งเมื่อทางซาอุดิอาระเบียพบว่าเพชรบางส่วนที่ถูกส่งคืนเป็นของปลอม สร้างความไม่พอใจให้ราชวงศ์ซาอุดิอารเบียเป็นอย่างมาก รัฐบาลไทยต้องเจรจาทางการทูต สถานการณ์ในตอนนั้นตรึงเครียดขนาดประเทศซาอุดิอาระเบียไม่รับแรงงานไทยเข้าประเทศ และไม่ยอมให้คนซาอุดิอาระเบียไปประเทศไทย

จากการไล่จับกุมผู้ที่รับซื้อเพชรจากนายเกรียงไกร เนื่องจากของกลางที่มีจำนวนมาก ทำให้ยากแก่การตรวจสอบว่ามีของกลางบางส่วนหายไปหรือมีการสับเปลี่ยนระหว่างการขนย้าย ซึ่งจากการสืบสวนในภายหลังพบว่า เพชรบางส่วนที่หายไป เป็นเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในคดีนี้เองที่เป็นคนยักยอกไป

ทีมสืบสวนคดีเพชรซาอุฯที่นำโดยพล.ต.ต. ชลอ เกิดเทศถูกจับกุมและตั้งกรรมการสอบ แต่เนื่องจากทางการไทยต้องการที่จะนำเพชรที่เหลือกลับคืนมาให้ได้ตามที่ซาอุดิอาระเบียต้องการ โดยเฉพาะ เพชร บลูไดมอนด์ ซึ่งมีขนาดใหญ่ มีความงาม และมีมูลค่ามากที่สุด เนื่องจากเป็นเพียงเพชรชุดเดียวที่มีอยู่ในโลก และไม่ว่าจะตกไปอยู่ในมือใคร “กษัตริย์ซาอุฯ” ก็จะจำได้เสมอ เพราะมีการทำตำหนิไว้ด้วย “แสงอินฟราเรด” อยู่ภายในใจกลางของเม็ด

จนถึงวันนี้ เพชรบลูไดมอนด์ ยังคงหายสาบสูญ พล.ต.ต. ชลอ เกิดเทศจึงได้รับการปล่อยตัวเพื่อกลับมาทำคดีนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยทางการได้เปิดไฟเขียวถึงขนาดให้ใช้ได้ทุกวิถีทางในการนำเพชรที่เหลือกลับคืนมาให้ได้
จากคำให้การของนายเกรียงไกรที่บอกว่า ได้โจรกรรมเครื่องเพชรของเจ้าชายไฟซาลแล้วนำเข้ามาขายในประเทศไทย โดยขายให้ นายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ เสี่ยเจ้าของร้านเพชร ซึ่งภายหลังถูกตำรวจในทีม พล.ต.ต. ชลอข่มขู่คุกคาม แต่นายสันติก็ไม่ยอมคืนเพชรให้

ในที่สุดพล.ต.ต. ชลอก็ตัดสินใจให้สมุนตั้งด่านหน้าซอยบ้านนายสันติ ระหว่างที่ภรรยาของนายสันติคือ นางดาราวดี กำลังจะไปส่งลูกชาย ด.ช.เสรี ศรีธนะขัณฑ์ ที่โรงเรียน ทีมของพล.ต.ต.ชละก็ได้จับทั้งคู่ไปกักขัง เพื่อบังคับให้นายสันตินำเพชรส่วนที่เหลือมาคืน ซึ่งนายสันติก็ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ ว่าลูกและเมียถูกอุ้ม แต่ขังไว้นานเป็นเดือน ย้ายที่กบดานไปหลายแห่งก็ยังไม่ได้เพชรคืน ซ้ำตำรวจคนหนึ่งยังได้ข่มขืนภรรยาของนายสันติ ทีมตำรวจชุดนี้จึงฆ่าปิดปากสองแม่ลูก แล้วอำพรางคดีให้เป็นเหมือนกับเกิดอุบัติเหตุรถชน

ต่อมา ทีมสอบสวนชุดใหม่กลับสืบพบว่าเป็นการ อุ้มฆ่า จึงได้ทำการจับกุมตัว พล.ต.ต. ชลอ และลูกน้องทั้ง 9 คน มาดำเนินการทางกฎหมาย ในที่สุดศาลอุทธรณ์ก็ได้พิพากษาให้ประหารชีวิต พล.ต.ต. ชลอ ซึ่งโทษที่ได้รับจริงๆคือการจำคุกตลอดชีวิต และคดีเพชรซาอุฯก็ถูกปิดลงอย่างเด็ดขาดในทางกฏหมาย

จนมาในปี 2551 คดีนี้กำลังจะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง
รมว.กระทรวงยุติธรรมคนใหม่จึงทำการรื้อคดีเพชรซาอุฯขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีความมุ่งหวังว่าทางประเทศซาอุดิอาระเบียจะเห็นถึงจริงใจและความพยายามในการคลี่คลายคดีนี้ เพื่อที่จะได้พัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

พล. ต.ท.ชลอ เกิดเทศ กล่าวว่า “ได้ส่งข้อมูลให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)หมดแล้วและไม่อยากพูดอะไรมากกลัวเสียรูปคดี โดยผมพร้อมเป็นพยานในคดีนี้ให้ ที่ผ่านมาตนไม่แน่ใจในความจริงใจของรัฐบาล จึงไม่กล้าให้ข้อมูล แต่รัฐบาลนี้และนายสมพงษ์มีความจริงใจและกระตือรือร้นมาก นับเป็นครั้งแรกที่รมว.ยุติธรรมมาเยี่ยมตนถึงในคุก

การให้ข้อมูลครั้งนี้ ทำไปไม่ได้หวังผลตอบแทนและสิ่งแลกเปลี่ยน คิดว่าทำเพื่อประเทศชาติ รู้สึกว่ารัฐบาลนี้มีความจริงใจกับผมแตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านๆมา ถ้าผมไม่มั่นใจผมก็ไม่ออกมาให้ข้อมูล

ทั้งนี้ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ เจ้าของฉายาทั้ง “มือปราบพระกาฬ” และ “สิงห์เหนือ” เกิดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2481 ปัจจุบันอายุ 71 ปี เป็นบุตรชายของ พ.ท.แช่ม และนางทองคำ เกิดเทศ เป็นชาวกรุงเทพฯ จบการศึกษาระดับมัธยมที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ จากนั้นเข้าโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 17 ก่อนแยกเหล่าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 15 ติดยศ ร.ต.ต. ที่ สน.นางเลิ้ง

          จากนั้น ร.ต.ต.ชลอ ย้ายไปอยู่ จ.หนองคาย และพระนครศรีอยุธยา และตระเวนภูธรแทบทุกจังหวัดในภาคกลาง เช่น สระบุรี ย้ายไปลพบุรี แล้วกลับไปสระบุรี ก่อนก้าวหน้าในตำแหน่งตามลำดับสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง รองผู้บังคับการกองปราบปราม ผู้บังคับการตำรวจภูธร 8 พิษณุโลก ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจภูธร 3 ลำปาง ผู้ช่วยผู้บัญชาการศึกษา รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก่อนรับตำแหน่งผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ

          นอกเหนือจากงานในหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราชแล้ว พ.ศ. 2525-2538 พล.ต.ท.ชลอ ยังมีส่วนในการพัฒนาวงการฟุตบอลไทย โดยรับตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยเป็นเวลากว่า 13 ปี ผลงานโดดเด่น คือ มีส่วนทำให้ฟุตบอลคิงส์คัฟกระหึ่มในระดับเอเชีย ส่วนเวลาว่างมักเก็บตัวอยู่กับทีมงานในคุ้มพระลอ ซึ่งกินพื้นที่กว้างขวางใน จ.ตาก

          ตลอดระยะเวลารับราชการ พล.ต.ท.ชลอมี ส่วนร่วมคลี่คลายคดีสำคัญมากมาย เช่น จับคนร้ายฆ่าอดีต ส.ส.กำธร ลาชโรจน์ คดีฆ่าเสี่ยปุ้ยที่เชียงใหม่ คดีฆ่าผู้จัดการของ ทูน หิรัญทรัพย์ จับมือปืนฆ่าอดีต บก.น.ส.พ.ตะวันสยาม วันดี ทองประภา คดี เสี่ยฮวด ที่ชลบุรี ฯลฯ ก่อนได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าชุดเฉพาะกิจคลี่คลายคดี เพชรซาอุฯ จนตกเป็นผู้ต้องหาพัวพันเกี่ยวกับการตายของ 2 แม่ลูกตระกูล ศรีธนะขัณฑ์ต้องออกจากราชการเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2537 และมีคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสินให้ประหารชีวิตในที่สุด

บลูไดมอนด์ เพชรซาอุหายสาบสูญ

กว่า 10 ปีที่ผ่านมา กับตำนานแห่งคดีเพชรซาอุฯ ยังมิจางหายเมื่อศาลอาญาตัดสินคดียักยอกเพชรซาอุฯ อันมี พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีตผู้บัญชาการประจำกรม กับพวกรวม 8 คน ตกเป็นจำเลยฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบติหน้าที่มิชอบ เบียดบังยักยอกทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตนเองสำหรับคดีนี้ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.ชลอ กับพวก เป็นจำเลยต่อศาล เมื่อวันที่ 7 ก.ค.36 ซึ่งจำเลยทั้งหมดแถลงให้การปฏิเสธต่อสู้คดี และได้สืบพยานโจทก์ 37 ปาก สืบพยานจำเลยจนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 28 มี.ค.49 โดยใช้เวลาประมาณ 13 ปี กระทั่งศาลนัดอ่านคำพิพากษา (30 พ.ค.) แต่เนื่องจากคดีนี้มีสลับซ้อนและมีเอกสารเป็นจำนวน ศาลจึงขอเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 29 มิ.ย.เวลา 13.30 น.

สำหรับทรัพย์สินต่างๆ ที่ พล.ต.ท.ชลอ กับพวกถูกกล่าวหาว่ายักยอกไปนั้นประมาณ 7-8 รายการ เช่น นาฬิกาข้อมือฝังเพชรยี่ห้อโชปาร์ด, นาฬิกายี่ห้อบูเช่กิรอด, อัญมณีแดงรูปดอกลำดวน 5 แฉก สร้อยเพชร สร้อยคอทองคำฝังเพชร จี้เพชร โดยเฉพาะบลูไดมอนด์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเพชรอาถรรพณ์ ที่ยังคงสูญหายและไม่รู้ว่าถูกสับเปลี่ยนตกไปอยู่ในมือใคร

คดียักยอกเพชรซาอุฯ พล.ต.ท.ชลอ พร้อมพวกถูกยื่นฟ้องคดีเป็นคดีแรก ภายหลังจากนายเกรียงไกร เตชะโม่ง คนงานไทยในพระราชวังของกษัตริย์ไฟซาล ได้ขโมยเพชรบลูไดมอนด์ และเครื่องเพชรต่างๆ รวมทั้งทรัพย์สินอื่นๆ มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท กลับมาประเทศไทย และขายให้กับนายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ เสี่ยเจ้าของร้านเพชร “สันติมณี”

จนภายหลังนายเกรียงไกรถูกจับกุมดำเนินคดี และศาลพิพากษาจำคุก 5 ปี ส่วนนายสันติถูกดำเนินคดีข้อหารับของโจร ศาลฎีกาตัดสินจำคุก 3 ปี นอกจากนี้ พล.ต.ท.ชลอ กับพวก 9 คนตกเป็นจำเลยคดีอุ้มฆ่าแม่ลูก “ศรีธนะขัณฑ์” คือ นางดาราวดี และด.ช.เสรี ภรรยาและบุตรชายของนายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ โดยล่าสุดศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้เพิ่มโทษประหารชีวิต พล.ต.ท.ชลอ สถานเดียว และคดีคดี อุ้มนายสันติ พ่วงท้ายอีกหนึ่งคดี

ชะตากรรมของ พล.ต.ท.ชลอ ซึ่งถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ประหารชีวิต เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า อาถรรพณ์เพชรซาอุฯ นั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด เพราะใครก็ตามที่เข้าไปเกี่ยวข้องก็ต้อง “มีอันเป็นไป” เกือบทุกราย

https://mgronline.com/crime/detail/9490000070821

1ม.ค.2006(วันที่ประมาณการ)