Skip to content
Home » News » ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ สู่ ปฏิบัติการกระชับวงล้อม

ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ สู่ ปฏิบัติการกระชับวงล้อม

  • Uncategorized

ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ สู่ ปฏิบัติการกระชับวงล้อม ความพยายามสลายการชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดงของ ศอฉ. เกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้ง

ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ สู่ ปฏิบัติการกระชับวงล้อม ครั้งแรก 10 เม.ย. 2553 ถูกเรียกขานว่า “ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่” เพื่อเปิดการจราจร ถ.ราชดำเนิน โดยมีเอกสารถูกเผยแพร่ในสื่อมวลชนเป็นการทั่วไป แต่ไม่มีผู้ออกมายืนยันความเป็นเจ้าของ เนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า นายอภิสิทธิ์สั่งการให้ ศอฉ. “ทำการผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อขอคืนพื้นที่และพื้นผิวการจราจรบริเวณสะพานผ่านฟ้าและพื้นที่ใกล้เคียง ตั้งแต่ 10 เม.ย. 53 เวลา 13.30 เป็นต้นไป” พร้อมอ้างถึงการจัดกำลังเพื่อปฏิบัติภารกิจกว่า 70 กองร้อย

ขณะที่หนังสือ “คำให้การฯ” ของนายสุเทพ ระบุว่าใช้กำลังรวม 54 กองร้อยในการเข้าผลักดันและควบคุมพื้นที่ชุมนุม ประกอบด้วย พล.ร.1 รอ. 21 กองร้อย, พล.ร.2 รอ. 14 กองร้อย และ นปอ. 18 กองร้อย นอกจากนี้ยังให้ นปพ.ทบ. จัดชุดปฏิบัติการพิเศษปฏิบัติภารกิจร่วมกับหน่วยบินเฉพาะกิจ ศอฉ.

https://www.bbc.com/thai/thailand-52614304

ภาพที่ปรากฏตามสื่อสารมวลชนต่าง ๆ ตลอดช่วงบ่าย พบว่าสถานการณ์เขม็งเกลียวขึ้นตามลำดับเมื่อดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า

  • ทหารประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง และใช้เฮลิคอปเตอร์โปรยใบปลิวแจ้งผู้ไม่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ชุมนุม
  • เจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชนพร้อมโล่และกระบองเคลื่อนเข้าพื้นที่ และนำรถบรรทุกทหารทั้งฮัมวีและยูนิม็อกมาล้อมกรอบเอาไว้
  • เจ้าหน้าที่ฉีดน้ำขับไล่ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ ก่อนยกระดับเป็นการยิงแก๊สน้ำตาทางอากาศใส่ฝูงชน
  • การประจันหน้าระหว่างแนวทหาร กับ นปช. ทำให้เกิดการปะทะ มีไม้ไผ่ ขวด หิน ก้อนอิฐ เขวี้ยงเข้าใส่ในแนวทหาร ลุกลามเป็นการทำร้ายร่างกายและทรัพย์สิน จังหวะนี้เองที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่เริ่มนำปืนลูกซองกระสุนยางมาแทรกแซงอยู่ในรูปขบวน จากนั้นต่างฝ่ายต่างมีผู้ได้รับบาดเจ็บ
  • รถพยาบาล รถกู้ภัย วิ่งกันขวักไขว่เพื่อขนย้ายคนเจ็บไปส่ง รพ. ใกล้เคียง

เวลา 17.00 น. โฆษก ศอฉ. แถลงภาพรวมของปฏิบัติการ พร้อมระบุว่า “ไม่ได้กำหนดเวลาไว้ว่าปฏิบัติการขอคืนพื้นที่จะเสร็จภายในเมื่อไร ขณะนี้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่อาจใช้เวลานานเพราะผู้ชุมนุมต่อต้าน แม้จะใช้เวลานานก็คุ้ม ถ้ายืดเยื้อถึงค่ำเราก็ต้องทำให้เสร็จ”

ผู้อยู่ในเหตุการณ์หลายคนบอกตรงกันว่า หลังเสียงเคารพธงชาติเวลา 18.00 น. จบลง ความรุนแรงก็เริ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อชายชุดดำปรากฏตัวในพื้นที่ชุมนุม

ความพยายามสลายการชุมนุม นปช. เกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 19 พ.ค. 2553 ภายใต้ชื่อเรียกใหม่ว่า “ปฏิบัติการกระชับวงล้อม” เพื่อขอคืนพื้นที่สวนลุมพินีและบริเวณต่อเนื่อง ผอ.ศอฉ. ให้เหตุผลว่าสวนลุมพินีเป็น “พื้นที่หลบซ่อนของกองกำลังติดอาวุธ นปช.” และถูกใช้เป็น “ฐานปฏิบัติการในการยิงอาวุธสงครามโดยเฉพาะเอ็ม 79 ใส่พื้นที่โดยรอบ”

ปฏิบัติการครั้งนั้นเริ่มต้นในเวลา 03.00-13.11 น. โดย ผอ.ศอฉ. อ้างว่าภารกิจเสร็จสิ้นลงเมื่อทหารยึดแยกสารสินคืนได้ และไม่ได้เข้าดำเนินการใด ๆ กับพื้นที่ราชประสงค์ซึ่งอยู่ห่างออกไป 1 ก.ม.

ผลของปฏิบัติการ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 6 ราย ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ทหาร 1 ราย และนายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพอิสระชาวอิตาลี

เขตอภัยทาน

ทุกความรุนแรงควรยุติลง เมื่อแกนนำ นปช. ประกาศยุติการชุมนุมก่อนเข้ามอบตัวในเวลา 13.20 น. แต่การณ์หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อเกิดเหตุยิงใส่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย

ก่อนหน้านั้นเพียง 2 วัน ศอฉ. เพิ่งประกาศให้วัดแห่งนี้เป็น “เขตอภัยทาน” ตามที่กลุ่มองค์กรสันติวิธีนำโดยนายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาและสันติวิธี ม.มหิดล เรียกร้อง เพื่อให้ความคุ้มครองผู้ชุมนุมที่เป็นเด็ก ผู้หญิง และผู้สูงอายุ โดยมีการขึ้นป้ายไว้เสร็จสรรพ

เมื่อแกนนำลาจากเวทีราชประสงค์ ผู้ชุมนุมราว 4 พันคนได้เคลื่อนเข้าสู่วัดปทุมฯ ตลอดช่วงบ่าย เพื่อหลบภัยในระหว่างรอเดินทางกลับภูมิลำเนา กระทั่งเวลาราว 17.00 น. พยานหลายคนเริ่มได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจากบริเวณรางรถไฟฟ้าบีทีเอส เล็งเป้าไปยัง “เขตอภัยทาน”

คอป. ตั้งข้อสังเกตว่า “ผู้ชุมนุมซึ่งเข้าไปหลบอยู่ภายในวัดปทุมฯ อยู่ในบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวว่าเจ้าหน้าที่ทหารจะเข้ามาปราบปรามและเข่นฆ่าผู้ชุมนุม ในขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหารก็มีความหวาดระแวงว่าภายในวัดปทุมฯ เป็นที่ซ่องสุมกองกำลังและอาวุธจำนวนมากของคนชุดดำ”

หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์คือ น.ส.กมลเกด อัคฮาด อาสาพยาบาล ถูกยิงคาเต็นท์พยาบาลภายในวัด รายงานการชันสูตรพลิกศพของสถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกิดจาก “บาดแผลกระสุนปืนทำลายสมอง” นอกจากนี้ยังมีรอยกระสุนบนร่างอีก 10 แห่ง

ขณะที่ผลการไต่สวนการตายของศาลเมื่อ 6 ส.ค. 2556 ชี้ว่า 6 ศพวัดปทุมฯ เสียชีวิตจากการถูกยิงซึ่ง “วิถีกระสุนปืนยิงมาจากเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมฯ และบริเวณ ถ.พระรามที่ 1” และ “ไม่ปรากฏว่ามีชายชุดดำอยู่ในบริเวณดังกล่าว” ส่วนการตรวจยึดอาวุธในวัดปทุมฯ ที่เจ้าพนักงานอ้างถึง “ไม่น่าเชื่อว่ามีการตรวจยึดจริง”

ท้ายที่สุด “เขตอภัยทาน” จึงกลายเป็น “ลานอาชญากรรม” ในโมงยามที่การชุมนุม นปช. ยุติลงแล้ว ทิ้งร่องรอยกระสุนปืนถึง 38 รอยไว้ภายในวัด ประตูวัด และพื้นที่โดยรอบ

อีกฉากส่งท้ายที่ทำให้การประท้วงบนท้องถนนของ นปช. ลงเอยด้วยโศกนาฏกรรมกลางกรุงอย่างสมบูรณ์ หนีไม่พ้น เหตุวางเพลิงห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์

“ผู้ชุมนุมประมาณ 20 คน พร้อมหนังสติ๊ก ระเบิดขวด และระเบิดปิงปอง เริ่มจุดไฟเผาและโยนถังแก๊สเข้าไปประมาณ 10 ถัง จากนั้นเกิดเสียงดังคล้ายระเบิดหลายครั้งเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น.” รายงาน คอป. เขียนไว้

รายงานฉบับนี้ยังให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มีเหตุเพลิงไหม้ในจุดที่มีผู้ชุมนุมอยู่อย่างน้อย 7 จุด ตั้งแต่เย็นวันที่ 18 พ.ค. 2553 และหลังแกนนำประกาศยุติการชุมนุมแล้ว ก็มีเพลิงไหม้ไม่น้อยกว่า 30 จุดใน กทม.

ภาพควันไฟสีดำกลางกรุง มักถูกนำไปเชื่อมโยงกับคำปราศรัยของแกนนำ นปช. ก่อนหน้า และถูกฉายซ้ำไปมาเพื่อตอกย้ำวาทกรรม “เผาบ้านเผาเมือง”

  • “ถ้าพวกคุณยึดอำนาจ พวกผมเผาทั่วประเทศ เผาไปเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง แล้วใครจะจับใคร จะอะไรมาเอากับผม ถ้าคุณยึดอำนาจ เผา”- คำปราศรัยของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่เขาสอยดาว จ.จันทบุรี เมื่อ 23 ม.ค. 2553 ซึ่งเจ้าตัวได้ยอมรับกลางศาลเมื่อ 23 มี.ค. 2561 ในระหว่างการไต่สวนคดีก่อการร้ายว่า “พูดจริง” แต่ไม่ใช่ในการชุมนุมใหญ่ของ นปช. ใน กทม. และมีการตัดต่อคลิป
  • “พี่น้องนัดกันคราวหน้า ถ้ารู้ว่าเขาจะปราบปราม ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก มาด้วยกัน ขวดแก้วคนละใบ มาเติมน้ามันเอาข้างหน้า บรรจุให้ได้ 75 ซีซี ถึง 1 ลิตร ถ้าเรามา 1 ล้านคนใน กทม. มีน้ำมัน 1 ล้านลิตร รับรองว่า กทม. เป็นทะเลเพลิงอย่างแน่นอน” – คำปราศรัยของนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก เมื่อ 29 ม.ค. 2553

ถึงขณะนี้มีหลายคดีวางเพลิงที่ถูกตัดสินโดยศาลแล้ว มีทั้ง “ยกฟ้อง” และสั่ง “ลงโทษ” แนวร่วม นปช. ฐานวางเพลิงเผาทรัพย์สินและข้อหาอื่นที่เกี่ยวเนื่อง เพิ่มน้ำหนักให้วาทกรรมของรัฐไทย

https://www.bbc.com/thai/thailand-52614304