Skip to content
Home » News » ประวัติอนุสาวรีย์ชัย

ประวัติอนุสาวรีย์ชัย

ประวัติอนุสาวรีย์ชัย
http://www.alepaint.com/update_details.php?page=TWpJNA==&cate=TVRjPQ==&file=&chk=1404442784

ประวัติอนุสาวรีย์ชัย สำหรับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั้น ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการก่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งชาติ และการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ พ.ศ.2520 กำหนดให้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจัดอยู่ในประเภท “อนุสาวรีย์บุคคลสำคัญ” คือสิ่งก่อสร้างที่เป็นเครื่องหมาย

น้อมนำให้ระลึกถึงวีรกรรมหรือคุณความดีของบุคคลที่ได้ประกอบกรณียกิจ เป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ไว้แก่บ้านเมืองไทย เพื่อเป็นที่รวมพลังใจ ศรัทธา และความนิยมนับถือของประชาชน และเป็นแบบฉบับแก่อนุชนไทยสืบต่อไป

ประวัติอนุสาวรีย์ชัย กรณีพิพาทระหว่างไทยกับอินโดจีน ฝรั่งเศส เป็นต้นกำเนิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังรบติดพันอยู่ในทวีปยุโรปนั้น ฝรั่งเศสกำลังล่าอาณานิคมอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยกับฝรั่งเศสได้มีการลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานกัน เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2483 (78 ปีล่วงมาแล้ว)

แต่สนธิสัญญาดังกล่าวยังไม่มีผลใช้บังคับ เนื่องจากยังไม่ได้มีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันซึ่งกันและกัน ต่อมาฝรั่งเศสได้ขอให้สนธิสัญญานี้มีผลใช้บังคับโดยไม่ต้องมีการแลกเปลี่ยนสัตยาบัน เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ของตนในอาณานิคมอินโดจีน เนื่องจากในทวีปยุโรป ฝรั่งเศสกำลังพ่ายแพ้เยอรมัน และในทวีปเอเชีย ดินแดนส่วนใหญ่กำลังถูกคุกคามจากญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้อาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศสไม่ปลอดภัยไปด้วย

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของพลตรีหลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ตอบฝรั่งเศสในการยินดีตกลงปฏิบัติตามสนธิสัญญา ถ้าฝรั่งเศสยอมรับข้อเสนอของไทย 3 ประการ คือ

1) ขอให้มีการวางแนวเส้นเขตแดนตามลำน้ำโขง ให้เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยให้ถือร่องน้ำลึกเป็นเส้นเขตแดน

2) ขอให้ปรับปรุงเส้นเขตแดนให้เป็นไปตามธรรมชาติ คือถือแม่น้ำโขงเป็นเส้นเขตแดน ระหว่างไทยกับอินโดจีน ตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้จนถึงเขตกัมพูชา โดยให้ฝ่ายไทยได้รับดินแดนทางฝั่งแม่น้ำโขง ตรงกับหลวงพระบาง และตรงข้ามกับปากเซคืนมา

3) ขอให้ฝรั่งเศสรับทราบว่า ถ้าไม่ได้ปกครองอินโดจีนแล้ว ฝรั่งเศสจะคืนลาวและกัมพูชาให้ไทย

ฝรั่งเศสปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว ความตึงเครียดของสถานการณ์เกิดขึ้น และในที่สุด ฝรั่งเศสก็ได้เป็นผู้ริเริ่มก่อการวิวาทขึ้นก่อน โดยนำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2483 ไทยจึงจำเป็นต้องป้องกันรักษาอธิปไตย โดยใช้กำลังทหารและตำรวจสนามเข้าต่อสู้ตามชายแดนไทยด้านอินโดจีน โดยจัดกำลังเป็นกองทัพบกสนาม มีพลตรีหลวงพิบูลสงครามเป็นแม่ทัพบก พันเอกหลวงวิชิตสงครามเป็นเสนาธิการ กองกำลังประกอบด้วย

1) กองทัพบูรพา มีพันเอกหลวงพรหมโยธีเป็นแม่ทัพ มีกองพลผสมปราจีน กองพลผสมอรัญ กองพลจันทบุรี และกองหนุนบูรพามีภารกิจในการเข้าตีด้านกัมพูชา เพื่อยึดพนมเปญและทำการยุทธ์บรรจบกับกองทัพอีสานที่พนมเปญ

2) กองทัพอีสาน มีพันเอกหลวงเกรียงศักดิ์พิชิต เป็นแม่ทัพ มีกองพลอุดร กองพลอุบลและกองหนุนอีสาน มีภารกิจในการเข้าตีด้านลาวทำการรุกไปยังจำปาศักดิ์สตรึงเตรงและตะวันออกของศรีโสภณ

3) กองพลพายัพ มีพันโทหลวงหาญสงครามเป็น ผบ.พล. มี ร.พัน 28 นครสวรรค์ ร.พัน 29 พิษณุโลก ร.พัน 30 ลำปาง ร.พัน 31 เชียงใหม่ มีภารกิจในการเข้าตีด้านลาว (ฝั่งตรงข้ามหลวงพระบาง)

4) กองพลผสมปักษ์ใต้ มีพันเอกหลวงเสนาณรงค์เป็น ผบ.พล. มีกองพลสงขลา กองพลนครศรีธรรมราช มีภารกิจในการป้องกันมิให้ข้าศึกทางแหลมมลายูบุกรุกเข้ามาได้ทั้งทางบกและทางน้ำ

5) กองทัพเรือ มีพลตรีหลวงสินธุสงครามชัย เป็นแม่ทัพเรือ มีภารกิจส่งกองพันนาวิกโยธินไปสมทบกับกองพันทหารม้าที่ 4 ที่จันทบุรี ช่วยเหลือในการลำเลียงยุทธสัมภาระจากพระนครไปส่งให้กองพลจันทบุรีรับผิดชอบการรักษาเส้นทางคมนาคมทางทะเล ลาดตระเวนค้นหาข้าศึก เพื่อป้องกันการยกพลขึ้นบกของข้าศึกด้านฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย

6) กองทัพอากาศ มีนาวาเอกหลวงอธึก เทวเดช เป็นแม่ทัพอากาศ มีกองบินใหญ่ภาคเหนือ กองบินใหญ่ภาคใต้ กองบินน้อยผสมที่ 75 ปราจีนบุรี กองบินน้อยผสมที่ 40 นครราชสีมา และกองบินหนุนดอนเมือง มีภารกิจป้องกันภัยทางอากาศและสนับสนุนกำลังภาคพื้นดิน

7) ตำรวจสนาม มีพลตำรวจตรีหลวงอดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจเป็นผู้บังคับการตำรวจสนาม มีกองตำรวจสนาม 13 จังหวัด มีภารกิจป้องกันราชอาณาจักรร่วมกับฝ่ายทหาร

ตำรวจสนามจะต้องทราบที่ตั้งกองทหารของฝ่ายข้าศึก เมื่อกองทหารเข้ายึดดินแดนข้าศึกใต้ ตำรวจสนามจะต้องจัดกำลังตำรวจทำหน้าที่รักษาดินแดนนั้นๆ

ส่วนเหตุผลที่มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ข้อมูลจากกระทรวงวัฒนธรรมระบุว่า ย้อนหลังไปเมื่อปี 2483 สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ประเทศไทยเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสเร่งรัดให้ทำสัตยาบันไม่รุกรานเป็นการตอบแทนตามที่ได้เคยทำสัญญาไว้ โดยสัญญาจะมีผลบังคับใช้เมื่อแลกสัตยาบันกันเรียบร้อยแล้ว

รัฐบาลไทยยินดีทำตามหากฝรั่งเศสยกดินแดนหลวงพระบาง ปากเซ ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง คืนให้กับไทยและทำการปักปันเส้นเขตแดนในลำน้ำโขงให้เรียบร้อย และต้องรับประกันว่าจะยกประเทศลาว ซึ่งเดิมเป็นอาณาจักรของไทยคืนให้ไทยด้วย หลังจากที่พ้นจากการปกครองของฝรั่งเศสแล้ว แต่ฝรั่งเศสตอบปฏิเสธข้อเสนอนี้

จึงเกิดเป็นกรณีพิพาทขึ้นและทวีความรุนแรง เมื่อฝรั่งเศสทิ้งระเบิดที จ.นครพนม และรัฐบาลไทยโต้ตอบโดยการทิ้งระเบิดเช่นเดียวกัน จึงเป็นเหตุให้เกิดการปะทะกันด้วยกำลังทหารและอาวุธ จนกระทั่งรัฐบาลญี่ปุ่นเข้ามาไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทให้ยุติลง โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อประชุมทำสัตยาบันสันติภาพที่กรุงโตเกียว

ฝรั่งเศสตกลงยอมยกดินแดนหลวงพระบาง ฝั่งขวาของแม่น้ำโขง นครจำปาศักดิ์กับที่ท่าสามเหลี่ยมฝั่งขวา และอาณาเขตมณฑลบูรพาเดิมให้กับไทย ซึ่งผลจากกรณีพิพาทในครั้งนั้นทำให้ประเทศไทยสูญเสียทหารไป 59 นาย

กองทัพไทยได้จัดพิธีสวนสนามฉลองชัยชนะของทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจสนามที่ได้ปฏิบัติการรบในกรณีพิพาทอินโดจีน ฝรั่งเศส และได้รับชัยชนะเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2484 ทำให้ไทยได้ดินแดนที่เสียไปคืนมาบางส่วน

คือดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง เนื้อที่ประมาณ 79,029 ตารางกิโลเมตร ทำให้เห็นถึงขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบของกองทัพไทย จนได้รับชัยชนะทั้งๆ ที่เป็นเพียงประเทศเล็กๆ เป็นเกียรติภูมิซึ่งประชาชนชาวไทยแสดงความชื่นชมยกย่อง ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย

ทำให้ความรู้สึกชาตินิยมเกิดขึ้นในหมู่ประชาชน มีความเชื่อมั่นและไว้วางใจในกองทัพไทย ในการป้องกันประเทศและประชาชนในชาติให้อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้