Skip to content
Home » News » ประเทศจีนใต้เงาสี จิ้นผิง สานฝันจีนสู่ผู้นำโลก

ประเทศจีนใต้เงาสี จิ้นผิง สานฝันจีนสู่ผู้นำโลก

ประเทศจีนใต้เงาสี จิ้นผิง สานฝันจีนสู่ผู้นำโลก การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือซีพีซีชุดที่ 19 ปิดฉากลงแล้วเมื่อวันที่ 24 ต.ค. ที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ผู้นำทั่วโลกจับตามองในการประชุมครั้งนี้ก็คือ การแสดงวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งเป็นสิ่งที่จะสะท้อนทิศทางการเหยาะย่างของพญามังกรในอนาคต

สีกล่าวสุนทรพจน์แถลงนโยบายการบริหารประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า เป็นเวลานานมากกว่า 3 ชั่วโมง โดยได้ประกาศแผนการบรรลุความฝันครบรอบ 100 ปี การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการก้าวไปสู่ประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่ที่ยิ่งใหญ่ โดยแบ่งช่วงเวลาแห่งการพัฒนาเป็นสองวาระคือ ตั้งแต่ปี 2020-2035 และปี 2035-2050

นอกจากวิสัยทัศน์ด้านการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว สิ่งที่มีความโดดเด่นและมีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือนโยบายด้านการต่างประเทศ ซึ่งหลายคนขนานนามว่าเป็นการขึ้น “ศักราชใหม่” แห่งนโยบายการต่างประเทศจีน

ประเทศจีนใต้เงาสี จิ้นผิง สานฝันจีนสู่ผู้นำโลก
https://mgronline.com/china/detail/9600000110642

ประเทศจีนใต้เงาสี จิ้นผิง สานฝันจีนสู่ผู้นำโลก

นโยบายการต่างประเทศจีนในสมัยดั้งเดิมเป็นไปตามที่ “เติ้ง เสี่ยวผิง” (1904-1997) อดีตผู้นำที่ได้รับการเชิดชูว่าเป็น ‘ผู้นำที่ประเสริฐยิ่ง’ ได้เคยวางแนวทางในปี 1989 ว่าให้ซุ่มดูสถานการณ์โลกอย่างสุขุมเยือกเย็น ซ่อนงำศักยภาพที่แท้จริง และไม่ทำตัวโดดเด่น หรือที่เรียกง่ายๆว่า “คมในฝัก”

อย่างไรก็ดี แนวนโยบายดังกล่าวอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป ในยุคที่จีนได้ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลก อย่างที่ประธานาธิบดีสีได้ ให้คำมั่นว่า จะทำให้จีนกลายเป็นผู้นำของโลก ในด้านต่างๆ ภายในปี 2050

ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา นายสีได้ผลักดันธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (Asia Infrastructure Investment Bank ชื่อย่อ AIIB) อย่างเต็มที่ โดยจีนปฎิญาณจะอุทิศตัวเต็มที่ในปฏิบัติการให้กู้ยืม และเป็นผู้เล่นหลักในภาคการเงินโลก เช่นเดียวกับธนาคารโลก ที่สหรัฐฯเป็นหัวหอกนำอยู่ ซึ่งแม้ว่าผู้นำในวอชิงตันคัดค้านการก่อตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาหน้าใหม่ที่จีนเสนอนี้ กลุ่มพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่างเช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ เยอรมนี อิตาลี ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ก็ตบเท้าเข้าร่วมก่อตั้ง AIIB ด้วยยอมรับในอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่กำลังขยายใหญ่ของจีน

ความสำเร็จในการก่อตั้ง AIIB ที่แยกจากธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟนั้น ยังเป็นชัยชนะทางการทูตของจีน ที่ต่อต้านระเบียบการเงินโลก ที่จีนชี้ว่าถูกครอบงำโดยสหรัฐฯ และไม่สะท้อนเสียงของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอย่างเพียงพอ เป็นการท้าทายระบบธรรมมาภิบาลเศรษฐกิจโลกของสหรัฐฯนั่นเอง

นอกจากนี้ จีนยังกระโดดเข้าเปลี่ยนแกนกลางโลก ด้วยการประกาศนโยบาย “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative : BRI) ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงในสถานะมหาอำนาจใหม่ อันจะเกิดขึ้นตามเส้นทางดังกล่าว นอกจากนั้นยังทำให้จีนก้าวกระโดดจากผู้นำภูมิภาคเป็นผู้นำระดับโลกในทันใด และเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระดับทวีภาคีระหว่างจีน กับนานาชาติตามเส้นทางสายไหมอย่างมีนัยยะสำคัญ

ประธานาธิบดี สี ได้เสนอความริเริ่ม หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง ในปี 2013 อันประกอบด้วย ความร่วมมือเขตเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม และเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 โดยมีเป้าหมายในการสร้างโครงข่ายการค้าและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเชื่อมโยงเอเชียเข้ากับยุโรปและแอฟริกา ตามแนวเส้นทางสายไหมยุคโบราณ

ในห้วงการประชุมสุดยอดหรือซัมมิต “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศ” (Belt and Road Forum for International Cooperation) เมื่อกลางปีที่ผ่านมา จีนยังได้แถลงข้อเสนอความช่วยเหลือทางการเงิน 60,000 ล้านหยวน หรือราว 300,000 ล้านบาท ในรูปแบบความช่วยเหลือฟรีและเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย สำหรับช่วยประเทศต่างๆที่เข้าร่วมความริเริ่ม หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อการบรรลุ “วาระของสหประชาชาติปี 2030 ว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน”

รายงานข่าวสำนักข่าวซินหวา ระบุ สี จิ้นผิง เป็นยอดนักปฏิรูป ซึ่งเริ่มเข้าสู่เวทีการเมืองเมื่อ 44 ปีที่แล้ว ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เขาได้ผลักดันมาตรการปฏิรูป มากกว่า 1,500 มาตรการ เดินสายตรวจการตามพื้นที่ต่างๆ 50 แห่งทั่วประเทศในช่วงเวลา 151 วัน

ที่ประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้บรรจุ “ความคิดของสี จิ้นผิง ว่าด้วยสังคมนิยมแบบจีนสำหรับยุคใหม่” ลงในธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรค ทำให้ความคิดของสีมีความสำคัญเทียบเท่าแนวความคิดของประธานเหมา เจ๋อตง ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

อันที่จริง นโยบายด้านการต่างประเทศของจีนได้เปลี่ยนไปตั้งแต่สมัยของอดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ซึ่งได้เคยประกาศว่า จีนจะมีบทบาทที่แข็งขันในด้านการต่างประเทศ และจะทำงานเพื่อให้ระเบียบโลกมีความยุติธรรมมากยิ่งขึ้น แต่ก็คงเทียบกันไม่ได้กับนโยบายของประธานาธิบดีสี ที่ต้องการเล่นบทบาท “ประเทศมหาอำนาจ” และผลักดันการปฏิรูประบบธรรมาภิบาลของโลก

อดีตประธานาธิบดีหูเคยกล่าวถึงหลักการสร้าง “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน” (Community of Common Destiny) โดยสื่อความหมายถึงการสร้างความรู้สึกร่วมกันกับบรรดาเพื่อนบ้านของจีน อย่างไรก็ดี คำว่า “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน” ในสายตาของสีขยายขอบเขตจาก “เพื่อนบ้าน” ไปสู่ “มวลมนุษยชาติ” (Mankind) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

https://mgronline.com/china/detail/9600000110642