Skip to content
Home » News » ปิดฉากป๋าลอ อุ้มฆ่าจากคดีเพชรซาอุ

ปิดฉากป๋าลอ อุ้มฆ่าจากคดีเพชรซาอุ

ปิดฉากป๋าลอ อุ้มฆ่าจากคดีเพชรซาอุ ปิดฉากคดีดังอุ้มฆ่า 2 แม่-ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ ศาลฎีกาพิพากษายืนประหารชีวิต “ป๋าลอ” พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศสั่งอุ้มฆ่า ชี้หลักฐานสำคัญเป็นผลการชันสูตรศพของแพทย์ที่ระบุว่าไม่ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน แต่โดนฆาตกรรม

อีกทั้งคำสารภาพของ พ.ต.ท.พันศักดิ์ หัวหน้าทีมอุ้มฆ่าซึ่งซัดป๋าลอเป็นคนบงการ ส่วนพ.ต.ท.พันศักดิ์กับสมุนอีก 2 คนโดนจำคุกตลอดชีวิต ป๋าลอถึงน้ำตาซึมศาลตัดสินประหาร ปิดปากไม่ยอมพูดเรื่องถวายฎีกา ราชทัณฑ์ส่งป๋าลอเข้าแดนประหารทันที ชี้มีเวลา 60 วันยื่นถวายฎีกา เผยคดีอุ้มฆ่า 2 แม่ลูกเป็นผลงานโบแดงของ”ข่าวสด” ที่เจาะข่าวลึกและล้ำหน้าการสืบสวนของตำรวจจนได้รับรางวัลข่าวยอดเยี่ยมแห่งปี “วรรณรัตน์”หัวหน้าทีมคลี่คลายคดีดังเห็นใจป๋าลอที่โดนโทษประหาร แต่จำใจต้องจับกุมตามหน้าที่ตำรวจ

ปิดฉากป๋าลอ อุ้มฆ่าจากคดีเพชรซาอุ
https://mgronline.com/crime/detail/9520000122992

ศาลฎีกาตัดสินคดีอุ้มฆ่า2แม่ลูก ปิดฉากป๋าลอ อุ้มฆ่าจากคดีเพชรซาอุ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 ต.ค. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 704 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์พิพากษา ประหารชีวิต พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีต ผบช.ประจำกรมตำรวจ จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นตัวการสนับสนุนให้ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน

คดีนี้พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 และนายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ, พ.ต.ท.พันศักดิ์ มงคล ศิลป์ อดีต สว.สส.สภ.อ.เมืองปราจีนบุรี (ยศ ขณะนั้น), จ.ส.ต.ยงค์ กล่ำนาค อดีต ผบ.หมู่ สภ.อ.เมืองปราจีนบุรี (เสียชีวิต), ด.ต.สมนึก เวชศรี อดีตผบ.หมู่ สภ.อ.สระแก้ว, นายวีระชัย พลทิแสง, นายนิคม หรือป๊อด มนต์ศิริ, นายสำราญ แจ่มจำรัส หรือ “พงษ์ ปากกว้าง”, นายสมหมาย พุดเทศ (เสียชีวิต) และนายสุภาพ ช่างสาย (เสียชีวิต) ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-9 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน, เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ และความผิดอื่นรวม 9 ข้อหา

ขังในบังกะโลก่อนฆ่าอำพราง

ตามโจทก์ฟ้องสรุปว่าเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2537 ระบุความผิดสรุปว่า ระหว่างเช้าวันที่ 2 ก.ค. – 1 ส.ค. 2537 ต่อเนื่องกันจำเลยที่ 1-4 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนหาเพชรและทรัพย์สินมีค่าของเจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด อับดุลอาซิซ แห่งประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่นายเกรียงไกร เตชะโม่ง อดีตคนงานไทยที่เข้าไปทำงาน

ได้ลักเพชรและนำเข้ามาในประเทศไทย ได้สืบสวนแล้วเชื่อว่านายสันติ เจ้าของร้านเพชรชื่อดัง รู้ว่าเพชรอยู่ที่ใด แต่จำเลยทั้ง 4 ไม่ได้ออกหมายเรียกตัวนายสันติมาสอบสวน แต่กลับร่วมกับจำเลยที่ 5-9 ลักพาตัวภรรยาและบุตรชายของนายสันติไปจากบ้านพักย่านตลิ่งชัน และนำตัวไปกักขังไว้ที่บังกะโล “กวีวิลล่า” อ.สระแก้ว จ.ปราจีนบุรี แล้วใช้ของแข็งตีที่ศีรษะ และร่างกายของทั้งสองหลายแห่งจนถึงแก่ความตาย ก่อนจะลักทรัพย์สิน รวมมูลค่า 560,000 บาทไป

จากนั้นนำร่างผู้ตายทิ้งไว้ในรถยนต์เบนซ์ของนางดาราวดี แล้วขับรถมาจอดทิ้งไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้านริมบึง ถ.มิตรภาพ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ชนเพื่ออำพรางคดีว่าถึงแก่ความตายเนื่องจากอุบัติเหตุเพื่อปกปิดความผิดของพวกจำเลยดังกล่าว

โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2545 ให้จำคุกตลอดชีวิตพล.ต.ท.ชลอ จำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน และให้จำคุกตลอดชีวิตจำเลยอีก 3 คน คือ พ.ต.ท.พันศักดิ์ จำเลยที่ 2, นายนิคม จำเลยที่ 6 และนายสำราญ จำเลยที่ 7 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ ให้จำคุก จ.ส.ต.ยงค์ จำเลยที่ 3 เป็นเวลา 4 ปี ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ส่วนจำเลยที่ 4 ด.ต.สมนึก พิพากษายกฟ้อง สำหรับนายวีระชัย จำเลยที่ 5 และนายสมหมาย จำเลยที่ 8 ให้จำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันสนับสนุนให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ต่อมาโจทก์และโจทก์ร่วมร้องขอให้เพิ่มโทษ ขณะที่จำเลยที่ 1, 2, 6 และ 7 อุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้องเนื่องจากไม่ได้กระทำผิด

-ศาลอุทธรณ์ให้ประหารป๋าลอ

ต่อมาวันที่ 3 มี.ค.49 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาแก้โดยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1, 2, 6 และ 7 ฟังไม่ขึ้น เชื่อว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดจริงตามฟ้อง โดยพล.ต.ท.ชลอ จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานเป็นตัวการสนับสนุนฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไต่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อาญา ม.83 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

และมีความผิดฐานเป็นตัวการสนับสนุนกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษาแก้ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 สถานเดียว ส่วนจำเลยที่ 2, 6 และ 7 ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำคุกตลอดชีวิตฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาว่า นางดาราวดี และ ด.ช.เสรี เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุมิใช่ฆาตกรรม ขณะที่อัยการและนายสันติโจทก์ร่วมไม่มีพยานเห็นจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยอื่นกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ผู้ตายทั้งสอง และคำให้การของ พ.ต.ท.พันศักดิ์ มงคลศิลป์ จำเลยที่ 2 เป็นคำให้การซัดทอดไม่สามารถรับฟังได้ จึงขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง

ผลชันสูตรชี้ชัดไม่ใช่อุบัติเหตุ

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 2 ก.ค.37 เวลา 08.00 น. จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5-8 ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายทั้งสอง ขณะขับรถยนต์ออกจากบ้านย่านตลิ่งชันไปกักขังที่กวีวิลล่า จ.สระแก้ว แล้วจำเลยที่ 2, 6 และ 7 ได้ร่วมกันเรียกค่าไถ่จากโจทก์ร่วมได้เงินไปจำนวน 2.5 ล้าน โดยเมื่อวันที่ 1 ส.ค.37 เวลา 02.00 น. ได้พบผู้ตายทั้งสองภายในรถยนต์ซึ่งถูกเฉี่ยวชนที่ถนนมิตรภาพ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่

ศาลเห็นว่าคดีนี้ โจทก์มีแพทย์ผู้ชันสูตร รวมทั้งผู้ที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุรถยนต์ของผู้ตายถูกชนและพยายามเข้าไปช่วย เบิกความไปในทำนองเดียวกันว่า สภาพรถยนต์ที่ถูกเฉี่ยวชน มีเพียงกันชนด้านหน้าขวาที่ถูกเฉี่ยวชนจนห้อยลงมา เป็นอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย ส่วนภายในรถก็ไม่ได้เกิดความเสียหาย

สภาพศพนางดาราวดี นั่งก้มหัวประชิดเข่า ส่วนด.ช.เสรี สภาพนอนหงายที่เบาะซ้ายข้างคนขับ โดยไม่มีอวัยวะใดกระแทกกับรถ อีกทั้งตำแหน่งที่รถบรรทุกมาชนรถยนต์ ของนางดาราวดีมาในทิศทางเดียวไม่ได้วิ่งสวนทางที่จะมีแรงปะทะมากหากเกิดการเฉี่ยวชน จึงไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้ผู้ตายทั้งสองเสียชีวิตได้

https://twitter.com/wongkaew_4/status/520924771853160448

และจากผลการชันสูตรศพนางดาราวดี พบว่ามีบาด แผล 7 แห่งที่กะโหลกบวมช้ำ เลือดคั่งในสมอง ผิวหนังฉีก ถลอกช้ำ กระดูกหักหลายแห่ง เช่นเดียวกับ ด.ช.เสรีที่มีบาดแผล 3 แห่ง ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าทั้งสองเสียชีวิตเนื่องจากสมองบวมเฉียบพลัน ซึ่งไม่น่าจะเกิดจากอุบัติเหตุเล็กน้อยได้

และเมื่อวันที่ 1 ส.ค.37 เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.ชลอ จำเลยที่ 1 โทรศัพท์มาสอบถามพ.ต.ท.พันศักดิ์ จำเลยที่ 2 ว่าเรียบร้อยหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 ตอบว่าเรียบร้อย ซึ่งคำให้การของจำเลยที่ 2 เป็นการให้การเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับตน ไม่ได้เป็นการซัดทอดจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 ยกฎีกาขึ้นมาอ้าง ศาลจึงนำคำให้การของจำเลยที่ 2 มารับฟังประกอบกับพยานแวดล้อมอื่นที่ศาลได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น มาลงโทษจำเลยที่ 1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า แม้จะได้รับแต่งตั้งให้ติดตามหาเพชร ซึ่งก็ได้ติดตามหาเพชรของกลางคืนแล้วบางส่วนตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย จากนั้นจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจสืบสวนสอบสวนหาเพชรอีก จึงไม่มีความผิดตาม ป.อาญา ม.157

ปิดฉากป๋าลอ อุ้มฆ่าจากคดีเพชรซาอุ

ศาลฎีกาเห็นว่าในการปฏิบัติหน้าที่สืบสวนสอบสวนหาเพชร จำเลยที่ 1 ได้เคยทำหนังสือถึงอุปทูตประเทศซาอุดีอาระเบียว่าจะติดตามหาเพชรบลูไดมอนด์ เพชรประจำราชวงศ์เจ้าชายไฟซาล คืนมาให้ได้ภายใน 15 วัน หลังจากที่นำเพชรส่วนแรกคืนไปแล้ว จึงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ยังคงติดตามหาเพชรอยู่ โดยสั่งการให้จำเลยที่ 2 กับพวกจับกุมตัวผู้ตายเพื่อหวังให้ได้ตัวโจทก์ร่วมมาซักถามเพื่อให้ได้ข้อมูลเรื่องเพชร ขณะที่นายสันติ โจทก์ร่วมก็เคยเบิกความว่า ก่อนที่ผู้ตายทั้งสองจะถูกจับตัวไป จำเลยที่ 1 เคยจับตัวโจทก์ร่วมไปซักถาม ซึ่งโจทก์ร่วมเคยบอกไปแล้วว่าได้ขายเพชรทั้งหมดไปแล้ว พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1

https://www.sanook.com/news/835396/