Skip to content
Home » News » ปูติน ลงนามสัญญาผนวก ไครเมีย

ปูติน ลงนามสัญญาผนวก ไครเมีย

ปูติน ลงนามสัญญาผนวก ไครเมีย ในปี ค.ศ. 2014 ประเทศยูเครนเกิดความวุ่นวายและก่อจลาจลขึ้นเพื่อขับไล่ประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูคอวิช ซึ่งช่วงนี้เองประธานาธิบดีปูตินได้สั่งให้เคลื่อนกำลังทหารสู่ไครเมียโดยข้ออ้างว่าเพื่อปกป้องผลประโยชน์และพลเมืองเชื้อสายรัสเซียในไครเมีย 

ปูติน ลงนามสัญญาผนวก ไครเมีย กองทหารรัสเซียสามารถเข้าควบคุมไครเมียได้ทั้งหมดในวันที่ 2 มีนาคม 2014 การกระทำนี้ถูกประณามจากบรรดาชาติสมาชิกนาโตอย่างรุนแรงและมีมาตรการคว่ำบาตรด้านพลังงานต่อรัสเซียหลังจากนั้นสองสัปดาห์ก็มีการลงประชามติว่าด้วยสถานภาพของไครเมียขึ้น โดยเสียงข้างมากกว่า 93% ของผู้มาใช้สิทธิต้องการให้ใครเมียแยกตัวออกจากยูเครนและเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย สนธิสัญญาผนวกดินแดนระหว่างไครเมียได้ลงนามเมื่อวันที่ 18 มีนาคม และรัฐสภารัสเซียให้การรับรองในวันที่ 21 มีนาคม อย่างไรก็ตาม สิบสามชาติสมาชิกในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ลงมติให้ประกาศว่าการลงประชามตินั้นเป็นโมฆะ แต่รัสเซียในฐานะสมาชิกถาวรได้ใช้อำนาจยับยั้งและจีนงดออกเสียงแม้ญัตติจะตกไปแต่ฝ่ายนาโตก็ไม่ลดความพยายาม

ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2014 ได้มีมติเสียงข้างมากให้ประกาศว่า การลงประชามติดังกล่าวเป็นโฆษะ และสหประชาชาติมิอาจยอมรับการผนวกดินแดนไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย  จากมติดังกล่าวนำไปสู่การเพิ่มมาตรการลงโทษต่อรัสเซีย ฝ่ายนิยมรัสเซียได้แพร่เข้าไปในภาคใต้และภาคตะวันออกของยูเครน และกลายเป็นกองกำลังกบฎที่สนับสนุนโดยรัสเซีย

จากมาตรการลงโทษต่าง ๆ ต่อรัสเซียประกอบกับการที่ราคาน้ำมันโลกลดลงอย่างมาก ทำให้รัสเซียเผชิญกับกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่จากการที่รัสเซียเป็นคู่ค้าอันดับสามของสหภาพยุโรปและเป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ของยุโรป การลงโทษต่อรัสเซียก็ทำให้เศรษฐกิจในยุโรปถดถอยและเผชิญกับความเสี่ยงด้านวิกฤตพลังงาน

ปูติน ลงนามสัญญาผนวก ไครเมีย
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99

ภายหลังการดำเนินการต่างๆ ตามกระบวนการอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว นับตั้งแต่ที่มีการจัดลงประชามติในไครเมียเมื่อวันอาทิตย์ (16) ซึ่งประชาชนเสียงข้างมากท่วมท้นเห็นชอบให้ผนวกรวมกับรัสเซีย วังเครมลินก็ประกาศว่า เวลานี้ไครเมียถือเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของรัสเซียและไม่ใช่ดินแดนของยูเครนอีกต่อไปแล้ว โดยที่ไม่สนใจกระแสคัดค้านและข่มขู่ของพวกชาติตะวันตก

“ในดวงใจและในความคิดคำนึงของประชาชน (ชาวรัสเซีย) ไครเมียคือส่วนหนึ่งที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ของรัสเซียเสมอมา และก็จะยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป” ปูติน กล่าวปราศรัยอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกก่อนพิธีลงนาม ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ทั่วประเทศ

ปูตินได้ลงนามในสนธิสัญญาร่วมกับ เซียร์เกย์ อัคซีโอนอฟ นายกรัฐมนตรีไครเมีย และผู้นำไครเมียคนอื่นๆ ในพิธีซึ่งจัดขึ้นที่วังเครมลินโดยมีสมาชิกรัฐสภาทั้ง 2 สภาของรัสเซียเข้าร่วม

สมาชิกรัฐสภาซึ่งยังจะต้องออกเสียงรับรองให้สัตยาบันสนธิสัญญาฉบับนี้อย่างเป็นทางการ ต่างปรบมือและโห่ร้องยินดีกึกก้องภายหลังการลงนามเสร็จสิ้นลง

ในการปราศรัยก่อนลงนาม ปูตินได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของ นิกิตา ครุสชอฟ ผู้นำในยุคสหภาพโซเวียต ที่พรากไครเมียจากรัสเซียและยกให้แก่ยูเครนเป็นของขวัญ โดยเขาระบุว่า การกระทำดังกล่าว “รัสเซียรู้สึกว่ามันไม่ใช่เป็นการขโมยธรรมดาๆ หากแต่มันเป็นการปล้นชิง”

เขากล่าวด้วยว่า รัสเซียเบื่อหน่ายกับการถูกฝ่ายตะวันตกคอยไล่ต้อนเข้ามุมอยู่เรื่อยๆ และบอกว่าแดนหมีขาวถูกฝ่ายตะวันตกหลอกลวงครั้งแล้วครั้งเล่าในประเด็นต่างๆ อย่างเช่นเรื่อง นาโต, ระบบป้องกันขีปนาวุธ, และสิทธิเดินทางโดยไม่ต้องใช้วีซ่า

“เกี่ยวกับยูเครนนั้น ฝ่ายตะวันตกได้ล้ำเส้นเข้ามา” เขากล่าว พร้อมกับเตือนว่าอย่าได้ยั่วยุรัสเซีย “พวกเขากำลังพยายามที่จะผลักดันเราให้เข้ามุม”

แต่เขาก็พยายามบรรเทาความหวาดกลัวที่ว่า รัสเซียยังจะหาทางผนวกรวมดินแดนส่วนตะวันออกและส่วนใต้ของยูเครนต่อไปอีก โดยเขายืนยันว่า “เราไม่ต้องการที่จะแยกสลายยูเครน เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้นเลย”

แหลมไครเมียนั้นถูกรัสเซียผนวกรวมเข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน ภายหลังทำสงครามชนะจักรวรรดิออตโตมัน และกลายเป็นฐานทัพสำหรับกองเรือภาคทะเลดำของแดนหมีขาวมาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยเพิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของยูเครนในปี 1954 เมื่อถูกครุสชอฟซึ่งเป็นชาวยูเครนโดยกำเนิด ประกาศยกให้เป็นของขวัญแก่ยูเครน

สำหรับปฏิกิริยาของฝ่ายตะวันตกนั้น ถึงแม้มีการประณามด้วยถ้อยคำรุนแรงตั้งแต่การจัดลงประชามติในไครเมียแล้ว แต่สำหรับมาตรการลงโทษคว่ำบาตรที่ประกาศออกมาในวันจันทร์ (17) ก็อยู่ในรูปการไม่ออกวีซ่าและอายัดทรัพย์สินของพวกเจ้าหน้าที่รัสเซียและยูเครนที่ถูกระบุว่ามีบทบาทพัวพันกับวิกฤตไครเมียนี้เท่านั้น แม้ว่ามีการข่มขู่จะดำเนินมาตรการลงโทษเพิ่มขึ้นอีกก็ตามที

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯ ประกาศมาตรการลงโทษเจ้าหน้าที่รัสเซียและยูเครนรวม 11 คนในข้อหาใช้กำลังยึดครองไครเมีย ในจำนวนนี้รวมถึงวิกตอร์ ยานูโควิช ซึ่งถูกกลุ่มฝ่ายค้านยูเครนที่หนุนหลังโดยฝ่ายตะวันตกปลดจากตำแหน่งประธานาธิบดียูเครนเมื่อเดือนที่แล้ว, ตลอดจนผู้ช่วยของปูติน 2 คนคือ วลาดิสลาฟ เซียร์คอฟ และเซียร์เกย์ กลาซเยฟ

เจ้าหน้าที่อาวุโสของอเมริกาเผยว่า คำสั่งของโอบามาปูทางสำหรับการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาวุธ และพุ่งเป้าที่ “ทรัพย์สินส่วนตัวของพวกพ้อง” ผู้นำรัสเซีย

ส่วนทางด้านอียูประกาศงดออกวีซ่าและอายัดทรัพย์สินเจ้าหน้าที่รัสเซียและยูเครนรวม 21 คน ซึ่งรวมถึงผู้บัญชาการกองทัพรัสเซียในไครเมียและในเขตที่ติดกับชายแดนยูเครน

เป็นที่น่าสังเกตว่า บัญชีดำของวอชิงตันและบรัสเซลส์มีชื่อซ้ำกันเพียง 3 ชื่อคือ นายกรัฐมนตรีไครเมีย เซียร์เกย์ อัคซีโอนอฟ, ประธานสภาผู้แทนราษฎรไครเมีย วลาดิมีร์ คอนแสตนตินอฟ และลีโอนิด สลัตสกี้ ประธานคณะกรรมาธิการเครือรัฐเอกราช (ซีไอเอส) ของสภาดูมา สำหรับยานูโควิชนั้นถูกอียูขึ้นบัญชีดำตั้งแต่ต้นปีนี้แล้ว

รายชื่อของอเมริกาดูเหมือนพุ่งเป้าที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียที่ใกล้ชิดกับปูติน เป็นต้นว่า รองนายกรัฐมนตรีดมิทรี โรโกซิน ขณะที่อียูโฟกัสที่เจ้าหน้าที่ระดับกลางที่อาจเกี่ยวข้องโดยตรงในภาคสนาม และทั้งอียูและอเมริกาประกาศว่า อาจมีมาตรการลงโทษเพิ่มเติมเร็ววันนี้ หากมอสโกเดินหน้าผนวกไครเมียอย่างเป็นทางการ

นอกจากสหรัฐฯกับยุโรป ในวันอังคาร (18) ญี่ปุ่นประกาศร่วมขบวนด้วยโดยระงับการเจรจาเพื่อส่งเสริมการลงทุนและเปิดเสรีวีซ่ากับรัสเซีย

แต่ในทางกลับกัน มิคาอิล กอร์บาชอฟ อดีตผู้นำสหภาพโซเวียต กลับยกย่องการทำประชามติของไครเมียว่า เป็น “กิจกรรมแห่งความสุข” เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีเสรีภาพในการเลือกและสะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของชาวไครเมีย

กอร์บาชอฟยังบอกว่า การทำประชามติในไครเมียเป็นแบบอย่างสำหรับประชาชนที่พูดภาษารัสเซียทางภาคตะวันออกของยูเครน ที่ควรมีสิทธิ์ตัดสินชะตาของตัวเองเช่นเดียวกัน

ในวันอังคาร สภาดูมาหรือสภาผู้แทนราษฎรของรัสเซียได้ผ่านมติประณามมาตรการลงโทษของสหรัฐฯที่พุ่งเป้าที่เจ้าหน้าที่รัสเซีย รวมถึงสมาชิกสภา และเรียกร้องให้โอบามาขยายมาตรการลงโทษครอบคลุมสมาชิกสภาทั้ง 353 คนที่โหวตสนับสนุนมตินี้ อย่างไรก็ดี สมาชิกสภา 88 คนออกจากห้องประชุมก่อนการลงมติ

https://mgronline.com/around/detail/9570000030976