Skip to content
Home » News » ผลวิจัยป่วยโควิด รับยาฟาวิพิราเวียร์ 4 วัน ลดป่วยรุนแรง

ผลวิจัยป่วยโควิด รับยาฟาวิพิราเวียร์ 4 วัน ลดป่วยรุนแรง

ผลวิจัยป่วยโควิด
https://www.bbc.com/thai/thailand-58281682

ผลวิจัยป่วยโควิด กระทรวงสาธารณสุข เผยผลศึกษาวิจัยการรักษาด้วยยาฟาวิพิราเวียร์ว่า หากให้ยาภายใน 4 วัน ความรุนแรงของการป่วยหนักจะลดลงกว่า 28% ขณะที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โรคโควิด-19 แถลงว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโควิด-19 สะสมกว่า 1 ล้านรายแล้ว 

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์เปิดเผยว่าข้อมูลจากผู้ป่วย 424 ราย พบว่ากลุ่มที่ได้รับยาฟาวิพิราเวียร์รวดเร็ว “ภายใน 4 วัน” นับตั้งแต่มีอาการ สามารถลดอาการรุนแรงลงได้ 28.8%

“ผลยังออกมาตรงกันว่ามีประสิทธิผลในการลดอาการทางคลินิก…คนไข้หลายคน หมอหลายท่าน คอนเฟิร์มตรงกัน” อธิบดีกรมการแพทย์ระบุ พร้อมยืนยันถึงความสำคัญของยาฟาวิพิราเวียร์ในการรักษา โดยยกตัวอย่างที่โรงพยาบาลศิริราช ว่ามีการเปิดคลินิกยาฟาวิพิราเวียร์สำหรับผู้ป่วยนอก 

ความต้องการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ในประเทศไทยสูงขึ้น 20 เท่า ในช่วงระยะเวลาเพียง 3 เดือน นับตั้งแต่เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีการประเมินจากสภาเภสัชกรรมว่าต้องใช้มากถึงเดือนละ 30 ล้านเม็ด ทว่าขณะนี้มีการปรับแนวทางการรักษาสำหรับการรักษาที่บ้านและชุมชน ซึ่งมีการจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์เพิ่มขึ้นอีก

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 64 องค์การเภสัชกรรมระบุว่าได้ปรับแผนเพิ่มการสำรองยาฟาวิพิราเวียร์ รองรับการรักษาที่จ่ายยาเร็วขึ้น กล่าวคือเดือน ส.ค.-ก.ย. สำรอง 120 ล้านเม็ด และระหว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค. จำนวน 300 ล้านเม็ด

ในวันนี้ ยังมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดหาวัคซีนของรัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค ได้ลงนามเซ็นสัญญาซื้อวัคซีนไฟเซอร์เพิ่มอีก 10 ล้านโดส รวมเป็น 30 โดส และระบุว่าจะมีการทยอยส่งในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ 

ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขยังแถลงด้วยว่า การฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้สูงอายุ ที่ถือว่าเป็นเป้าหมายหลักตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ขณะนี้ มี 8 จังหวัดฉีดวัคซีนโควิดให้ผู้สูงอายุครอบคลุมเกิน 50% สูงสุดที่กรุงเทพมหานคร ที่ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปรับวัคซีนไปแล้วกว่า 92% ซึ่งช่วยลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยใน กทม.ได้ 

ด้านกรมควบคุมโรคเตรียมพิจารณาแนวทางการฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 ในกลุ่มประชาชนที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ที่ได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม 

“ทุกชนิดของวัคซีน มีโอกาสที่ภูมิคุ้มกันลดลง จึงต้องได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเช่นเดียวกัน ขอให้สบายใจว่าทางคณะผู้เชี่ยวชาญอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่แนวโน้ม คือ จะได้เข็มมกระตุ้นในโอกาสต่อไปแน่นอน” นพ. โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว 

ให้ยาฟาวิพิราเวียร์ภายใน 4 วัน ลดป่วยหนักได้ 28.8% 

นับตั้งแต่โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ มีการทบทวนงานวิจัยในหลายประเทศ ว่ายาฟิวิพิราเวียร์ ยังมีประสิทธิภาพต่อการรักษาโควิด-19 หรือไม่ นพ.สมศักดิ์ อธิบดีกรมการแพทย์ยืนยันว่า ยาฟวิพิราเวียร์ยังคงมีประสิทธิผลต่อความรุนแรงของโรคโควิด-19 ให้ลดลงได้ 28.8 % และหากให้ยาในช่วงไม่เกิน 4 วันแรกนับแต่มีอาการจะได้ผลดี

สำหรับกลไกการทำงานของยาฟิวิพิราเวียร์นั้น นพ. สมศักดิ์อธิบายว่า เป็นการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของ RNA ไวรัส ทำให้ร่างกายสามารถกำจัดออกไปได้ ซึ่งได้ผลดีกับการรักษาไวรัสไข้หวัดใหญ่ และไวรัสอีโบลา

“ทั่วโลก ณ ปัจจุบันนี้ ยังไม่มียาต้านไวรัสตัวไหนที่ขึ้นทะเบียนว่า เป็นยารักษาโควิด-19 ที่เป็นทางการ”

ต่อมาในช่วงการระบาดเริ่มต้น การวิจัยของจีนเริ่มเห็นว่าฟาวิพิราเวียร์สามารถลดการติดเชื้อได้ดีกว่ายาตัวอื่น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลในรัสเซีย นั่นจึงเป็นที่มาให้ผู้เชี่ยวชาญในไทยรวบรวมองค์ความรู้นี้มาปรับใช้เป็นแนวทาง 

อธิบดีกรมการแพทย์ ระบุว่า จากการรวบรวมข้อมูลในผู้ป่วย 424 ราย ให้ผลว่ากลุ่มที่ได้รับยาฟาวิพิราเวียร์รวดเร็ว “ภายใน 4 วัน” นับตั้งแต่มีอาการ สามารถลดอาการรุนแรงลงได้ 28.8% ซึ่งค่ามัธยฐานของผู้ป่วยที่อาการดีขึ้น หลังมีอาการปอดบวมรุนแรง อยู่ที่ 17 วัน แต่หากปอดบวมยังไม่รุนแรงจะใช้เวลาราว 9 วัน

นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า ข้อมูลการศึกษายาฟาวิพิราเวียร์ใน 12 ประเทศ มีทั้งที่ชี้ว่าได้ผลและไม่ได้ผล แต่เมื่อประเมินในภาพรวมถึงข้อจำกัดในหลายด้านแล้ว ก็ยังคงเห็นว่ายาชนิดนี้มีประสิทธิผลในการลดอาการทางคลินิกใน 7-14 วัน เมื่อเทียบกับผู้ไม่ได้รับยา

“สนับสนุนแนวทางการรักษา…ให้เริ่มให้ยาฟาวิพิราเวียร์ให้เร็วที่สุด”

ผลวิจัยป่วยโควิด ผู้ป่วยสะสมทะลุล้านคน

วันนี้ (20 ส.ค.) พญ. อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ระบุว่า ขณะนี้อัตราผู้ป่วยสีแดง ที่ต้องรอการเข้าสู่สถานพยาบาล “กราฟหัวปักลง” สอดคล้องกับข้อมูลผู้ป่วยสีเหลืองและแดง สืบเนื่องจากการใช้นโยบายกักตัวที่บ้าน และชุมชน ส่งผลให้อัตราการครองเตียงในโรงพยาบาลลดลง ทำให้สามารถรองรับผู้ป่วยสีเหลืองเข้มไปจนถึงแดงได้รวดเร็วขึ้น

สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในไทยในรอบ 24 ชั่วโมง จากการรายงานของ ศบค. พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 19,851 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 19,516 ราย เรือนจำ 325 ราย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 10 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 1,009,710 ราย 

หากนับเฉพาะระลอกเม.ย. 64 พบผู้ติดเชื้อ 980,847 ราย ซึ่งขณะนี้มีผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่ 205,079 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 5,388 ราย และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,161 ราย 

ข้อมูลผู้ติดเชื้อในกรุงเทพฯ จากการตรวจ ATK เพิ่มขึ้นคิดเป็น 14.4%

จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ (4,181 ราย) สมุทรสาคร (1,556 ราย) ชลบุรี (1,348 ราย) สมุทรปราการ (1,055 ราย) และนครราชสีมา (575 ราย)

โดยมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 240 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ ม.ค. 2563 อยู่ที่ 8,826 ราย คิดเป็น 0.87% และหากนับเฉพาะระลอกเม.ย. อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 0.89%

รายละเอียดผู้เสียชีวิตทั้ง 240 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ 75 ราย และ 68% เป็นผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี

ข้อมูลการเข้ารับบริการวัคซีนโควิด-19 ถึงเวลา 18.00 น. ของวันที่ 19 ส.ค. ว่าให้ยอดสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. มีการให้บริการสะสมไปแล้ว 25,818,666 โดส ซึ่งเป็นการฉีดเข็มแรกในประชาชน 19,586,009 ราย ขณะเดียวกันการฉีดวัคซีนเข็ม 3 สะสมแล้ว 527,457 ราย

สธ. เซ็นสัญญาซื้อวัคซีนไฟเซอร์เพิ่มอีก 10 ล้านโดส ทยอยส่งไตรมาส 4 

กระทรวงสาธารณสุข ลงนามในสัญญาสั่งซื้อวัคซีนไฟเซอร์ เพิ่มอีก 10 ล้านโดสในวันนี้ (20 ส.ค.) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสั่งซื้อวัคซีนไฟเซอร์รวมแล้ว 30 ล้านโดส กำหนดทยอยจัดส่งในช่วงไตรมาส 4 เป็นต้นไป 

ก่อนหน้านี้ กรมควบคุมโรคได้ลงนามเซ็นสัญญาซื้อวัคซีนไฟเซอร์ไปแล้ว 20 ล้านโดส เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบอนุมัติงบประมาณในการจัดซื้อล็อตนี้เมื่อ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา เป็นเงิน 9,372 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการจัดหาวัคซีนมูลค่า 8,439 ล้านบาท และค่าบริหารจัดการอีก 933 ล้านบาท

นอกจากนี้ ศบค. ยังอนุมติให้มีการสั่งซื้อวัคซีนซิโนแวคอีก 12 ล้านโดส เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 

ข้อมูลจากที่ประชุม ศบค. เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ได้สรุปแผนการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ประเทศไทย ปี 2564 ตั้งแต่เดือน ก.พ.-ธ.ค. 2564 มีแผนการจัดหาวัคซีนรวมทั้งสิ้น 84.2 ล้านโดส (ข้อมูล ณ 31 ก.ค 2564) จำแนกชนิดยี่ห้อ ดังนี้ 

– วัคซีนซิโนแวค 21 ล้านโดส 

– วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 41.7 ล้านโดส 

– วัคซีนไฟเซอร์ 21.5 ล้านโดส

เผย 8 จังหวัด ฉีดวัคซีนโควิดให้ผู้สูงอายุครอบคลุมเกิน 50% 

ผลวิจัยป่วยโควิด กรมควบคุมโรคเปิดเผยรายงานว่า ขณะนี้มี 8 จังหวัด ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ให้กับผู้สูงอายุครอบคลุมเกิน 50% ได้แก่ ปทุมธานี สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ พังงา ภูเก็ต ระนอง และกรุงเทพมหานคร 

นพ.โสภณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า ในกรุงเทพฯ มีอัตราความครอบคลุมของการฉีดวัคซีนของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลเมื่อต้นเดือน ก.ค. ฉีดได้ 32% แต่ข้อมูลล่าสุดถึง ณ วันที่ 16 ส.ค. ฉีดไปแล้ว 92%

“อนุมานโดยรวมได้ว่าการเพิ่มของความครอบคลุมของวัคซีนในพื้นที่ กทม. สำหรับผู้สูงอายุทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตลดลง” 

สำหรับแนวโน้มการเสียชีวิตในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วง 3 สัปดาห์หลัง เริ่มชะลอตัวและลดลงเล็กน้อย 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งเป้าหมายให้จังหวัดที่ได้รับวัคซีนเกิน 50% แล้ว ให้ฉีดวัคซีนครอบคลุมถึง 70% ในเดือน ส.ค. นี้ และพื้นที่ต่างจังหวัด ตั้งเป้าว่าให้ครอบคลุมผู้สูงอายุอย่างน้อย 50% 

รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวด้วยว่า ในเดือน ก.ย. นี้ การจัดสรรวัคซีนจะเน้นไปลงที่พื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อเป้าหมายกลุ่มผู้สูงอายุ และ 7 โรคเรื้อรังให้ได้อย่างน้อย 70% ทุกจังหวัด

ผลวิจัยป่วยโควิด ผู้ต้องขังทางการเมืองที่ติดเชื้อโควิด-19

ผลวิจัยป่วยโควิด วานนี้ (19 ส.ค.) กรมราชทัณฑ์ได้รายงานสถานการณ์ ผู้ต้องขังที่เป็นกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง ซึ่งมีการรายงานว่าเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 และถูกส่งตัวไปรักษายัง รพ.ราชทัณฑ์ตามการรายงานก่อนหน้านี้นั้น

ผู้ติดเชื้อทั้ง 3 คน ประกอบด้วย นายพรหมศร วีระธรรมจารี หรือ ฟ้า นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน และนายสิริชัย นาถึง หรือนิว

อย่างไรก็ตามโลกออนไลน์ยังคงมีการตั้งข้อสังเกต ถึงกระบวนการรักษานายพริษฐ์ว่าเป็นไปอย่างเหมาะสมหรือไม่

วันนี้ (20 ส.ค.) โฆษกกรมราชทัณฑ์ก็ได้ชี้แจงอีกครั้ง โดยย้ำว่าอย่าหลงเชื่อข่าวบิดเบือน เจ้าหน้าที่จะทำการรักษาเพื่อให้เกิดผลดีที่สุดแก่ผู้ต้องขังทุกคนอย่างเต็มที่ เท่าเทียมและไม่มีการเลือกปฏิบัติ 

สำหรับอาการก่อนหน้าของนายพริษฐ์ เนื่องจากผู้ป่วยน้ำหนักตัวมากกว่า 90 กิโลกรัม จึงมีการเฝ้าระวัง ผลเอกซเรย์ปอด พบมีฝ้าที่ชายปอดขวาเล็กน้อย หลังได้รับการรักษาแล้วฝ้าลดลงจากเดิม 

โฆษกราชทัณฑ์ระบุเพิ่มเติมว่าขณะนี้นายพริษฐ์ไม่มีไข้ หายใจปกติ เจ็บคอลดลง สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แพทย์ให้การรักษาด้วยยาฟาวิพิราเวียร์ ร่วมด้วยกับยาพ่นรักษาอาการหอบซึ่งเป็นโรคประจำตัว

ด้านนายสิริชัย สัญญาณชีพและค่าออกซิเจนอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่มีอาการเพิ่มเติมมีเพียงอาการปวดตามเมื่อยตามตัว ขณะที่นายพรหมศร ซึ่งก่อนหน้านี้มีไข้ อาการไข้ก็ลดลง มีอาการจมูกไม่ได้กลิ่น ไอมีเสมหะ

สำหรับผู้ต้องขังคดีการเมืองที่ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำชั่วคราวรังสิต อีก 4 คน ประกอบด้วย นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ นายชาติชาย แกดำ นายณัฐชนน ไพโรจน์ และนายแซม สาแมทนั้นไม่พบว่าติดโควิด-19 

ผลวิจัยศิริราช ฉีดวัคซีนไขว้ ภูมิสูงกว่าฉีดชนิดเดียวกัน – กระตุ้นเข็ม 3 ด้วยแอสตร้าฯ ภูมิขึ้นสูงกว่า ไฟเซอร์ 2 เข็ม ในการสู้สายพันธุ์เดลตา 

ในการแถลงข่าวของกระทรวงสาธารณสุข ยังมีการเปิดเผยงานวิจัยของศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราช เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนชนิดไขว้ และการฉีดกระตุ้นด้วยเข็มที่ 3 รวมทั้งภูมิคุ้มกันที่จำเพาะต่อสายพันธุ์เดลตา ที่วิจัยร่วมกันกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 

ผลวิจัยโดยสรุปพบว่า การฉีดวัคซีนโควิดสลับชนิด ด้วยซิโนแวค – แอสตร้าเซนเนก้า ภูมิคุ้มกันสูงกว่าซิโนแวค 2 เข็ม 3 เท่า และสูงกว่าแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็มเล็กน้อย ส่วนการกระตุ้นเข็ม 3 ด้วยแอสตร้าเซนเนก้า ภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อไวรัสเดลตา สูงกว่ากระตุ้นด้วยซิโนฟาร์ม 4 เท่า และสูงกว่าฉีดไฟเซอร์ 2 เข็ม

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ ผอ. ศูนย์วิจัยคลินิก (SICRES) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สายพันธุ์เดลตาดื้อต่อภูมิคุ้มกันจากวัคซีนมากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม ประเทศไทยจึงหาแนวทางการฉีดวัคซีนที่จะเพิ่มภูมิคุ้มกันให้มากขึ้น จากวัคซีนที่มีอยู่ โดยการฉีดสลับชนิดและฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 โดยในงานวิจัยได้ทำใน 2 โครงการ คือ การฉีดสลับหรือฉีดไขว้ในคนแข็งแรงทั่วไป และการฉีดกระตุ้นเข็ม 3 ในผู้ที่รับวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็ม

ผลวิจัยจากการตรวจภูมิคุ้มกันต่อตำแหน่งจำเพาะของโปรตีนสไปก์ของเชื้อก่อโควิด-19 (วัดระดับภูมิต้านทานชนิด Anti RBD-IgG) วัดโดยวิธี CMIA ในการฉีดวัคซีนสลับชนิด พบว่า การฉีดซิโนแวค เข็ม 1 และแอสตร้าเซนเนก้า เข็ม 2 ภูมิคุ้มกันขึ้นสูงกว่า การฉีดซิโนแวคทั้ง 2 เข็ม 3 เท่า และสูงกว่าการฉีดแอสตร้าเซ้นเนก้า 2 เข็ม เล็กน้อย

“จะเห็นว่าถ้าเราฉีดตัวเดิมสองเข็ม คือ ซิโนแวค 2 เข็ม หรือ แอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม เราจะเห็นว่าภูมิคุ้มกันจะสูงไม่เท่าการฉีดสลับด้วยซิโนแวค ตามด้วยแอสตร้าเซนเนก้า” ศ.พญ.กุลกัญญา กล่าว 

ตัวเลขของการวิจัย มีดังนี้ 

  • ซิโนแวค+ แอสตร้าเซนเนก้า ภูมิขึ้น 1,355 หน่วย BAU 
  • แอสตร้าเซนเนก้า+ซิโนแวค ภูมิขึ้น 222 หน่วย BAU 
  • ซิโนแวค 2 เข็ม ภูมิขึ้น 229 หน่วย BAU
  • แอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม ภูมิขึ้น 424 หน่วย BAU
  • ไฟเซอร์ 2 เข็ม ภูมิขึ้น 1,931 หน่วย BAU
  • ซิโนแวค+ ซิโนแวค+ แอสตร้าเซนเนก้า ภูมิขึ้น 1,559 หน่วย BAU
  • ซิโนแวค+ ซิโนแวค+ซิโนฟาร์ม ภูมิขึ้น 218 หน่วย BAU

ส่วนการวัดภูมิต้านทานต่อไวรัสจำเพาะสายพันธุ์เดลต้า ด้วยวิธี PRNT 50 ที่มีการร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีทิศทางที่สอดคล้องเช่นกัน โดยพบกว่าการฉีดสลับชนิด เริ่มที่ซิโนแวค และตามด้วยแอสตร้าเซนเนก้า ได้ภูมิสูงกว่าฉีดซิโนแวคสองเข็ม 3 เท่า และสูงกว่าแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็มเล็กน้อย

ขณะที่การกระตุ้นเข็ม 3 ด้วยแอสตร้าเซนแนก้า ในผู้ที่ฉีดซิโนแวค 2 เข็ม ได้ภูมิอยู่ที่ 271 หน่วย ภูมิใกล้เคียงมากกับผู้ที่มีภูมิตามธรรมชาติจากการหายป่วยด้วยเชื้อเดลตาหรืออัลฟา และสูงกว่าการฉีดไฟเซอร์ 2 เข็ม

“ไฟเซอร์สองเข็ม ถ้าวัดเฉพาะเชื้อสายพันธุ์เดลตา ภูมิขึ้น 155 หน่วย เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วฉีดซิโนแวค 1 เข็ม และแอสตร้าฯ 1 เข็ม (ภูมิขึ้น 271) ได้ภูมิที่สูงกว่าไฟเซอร์ 2 เข็มด้วยซ้ำ” ศ.พญ.กุลกัญญา กล่าว 

ตัวเลขของการวิจัยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา มีดังนี้

  • ซิโนแวค 2 เข็ม ภูมิคุ้มกัน 24 หน่วย
  • แอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม ภูมิคุ้มกัน 76 หน่วย 
  • ซิโนแวค+แอสตร้าเซนเนก้า 78 หน่วย 
  • ไฟเซอร์ 2 เข็ม ภูมิคุ้มกัน 155 หน่วย 
  • ภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อเดลตาและอัลฟา ภูมิคุ้มกัน 307 หน่วย 
  • ซิโนแวค+ ซิโนแวค+ แอสตร้าเซนเนก้า ภูมิคุ้มกัน 271 หน่วย 
  • ซิโนแวค+ ซิโนแวค+ซิโนฟาร์ม 61 หน่วย 

อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นเข็มสามด้วยไฟเซอร์ที่มีการฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าไปแล้ว ต้องรอดูผลการศึกษาที่จะออกมาในอีกประมาณ 2 สัปดาห์