Skip to content
Home » News » ผอ. ปล้นฆ่า3ศพ

ผอ. ปล้นฆ่า3ศพ

ผอ. ปล้นฆ่า3ศพ ค่ำวันที่ 9 มกราคม 2563 ตำรวจสภ.เมืองลพบุรี รับแจ้งเหตุด่วน คนร้ายบุกชิงทอง และใช้อาวุธปืนกราดยิงผู้คนเสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บหลายราย หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายวัย 2 ขวบ เหตุเกิดในห้างโรบินสัน เมืองลพบุรี

ภาพจากกล้องวงจรปิด เผยเวลาประมาณ 20.40 น.ของวันที่ 9 มกราคม 2563 เห็นปฏิบัติการอุกอาจทุกวินาที

ตั้งแต่คนร้ายเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ กำยำ สวมกางเกงลายพรางทหาร ใส่เสื้อแขนยาวสีดำรัดกุม สวมหมวกไอ้โม่งปิดบังใบหน้า สวมถุงมือสีดำ สวมรองเท้ากีฬาสีดำ สะพายเป้สีขาวแดง ไว้ด้านหน้า ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาในห้าง

เดินดิ่งอย่างมุ่งมั่น ถือปืนติดลำกล้อง อย่างอุกอาจเข้ามาในห้าง มุ่งหน้าไปไปยังร้านทองออโรร่า เล็งปากกระบอกปืนลั่นไกยิงไปที่ลูกค้าที่ยืนอยู่หน้าตู้ขายทองซึ่งกำลังอยู่ในอาการตกใจกระโดดขึ้นตู้ ยิงพนักงานหญิงของร้าน กวาดทองไป 33 เส้น รวมน้ำหนัก 28 บาท มูลค่าราว 6.6 แสนบาท เขาใช้เวลาปฏิบัติการเพียงนาทีกว่าๆ เมื่อได้ทอง ก็กระโดดหลบหนีไปทางประตูห้าง ระหว่างนั้นยิงเปิดทางหนีใส่เจ้าหน้าที่ รปภ. และผู้คนกระสุนถูกหนูน้อยวัย 2 ขวบเสียชีวิต ก่อนกระแทกประตูห้าง หลบหนีขี่รถจักรยานยนต์คันเดิมออกไป

ผอ. ปล้นฆ่า3ศพ
https://www.siamnews.com/view-45707.html

ผอ. ปล้นฆ่า3ศพ แม้จะปกปิด อำพรางตัว และคล้ายวางแผนก่อการมาอย่างดี ทว่า “อาชญากร” มัก ทิ้งร่องรอยไว้เสมอ

พบทั้งตำหนิ-ขับขี่มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่  ด้านตร. มีเบาะแส เรียกผู้เข้าข่ายสงสัย 4 คน ย้ำผู้ใกล้ชิดจะรู้คนร้ายเป็นใคร มีสินบนนำจับ 6 แสน

ผ่านไปแล้วหนึ่งสัปดาห์ สำหรับคดีคนร้ายจี้ชิงทองในห้างฯ ดังเมืองลพบุรี แล้วกราดยิงไม่เลือกหน้าทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน หนึ่งในนั้นเป็นเด็ก 2 ขวบ แม้ตอนนี้จะยังจับกุมคนร้ายไม่ได้ แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมหัวหน้าชุดสืบสวน เชื่อว่า คนใกล้ชิดคนร้ายรู้แล้วว่าเป็นใครจึงอยากให้แจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ เมื่อวานนี้(17 ม.ค.63)  พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พลตำรวจเอกชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปที่จังหวัดลพบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อคดีสะเทือนขวัญครั้งนี้

สำหรับเบาะแสสำคัญของคนร้ายที่ทีมข่าวพีพีทีวีนำเสนอไปคือ ตำหนิที่ข้อเท้าซ้ายของคนร้ายที่เชื่อว่าเป็นรอยสักนั้น เมื่อวานนี้ พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ไม่ปฏิเสธข้อมูลดังกล่าวพร้อมกับระบุว่า มีข้อมูลนี้อยู่และกำลังสืบสวน

ด้าน หัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวน พลตำรวจเอกชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เชื่อว่า ถ้าคนใกล้ชิดได้เห็นตำหนิรูปพรรณคนร้ายก็จะรู้ทันทีว่าเป็นใคร จึงอยากให้คนที่รู้มาแจ้งเบาะแสเพราะมีสินบนนำจับถึง 6 แสนบาท

นอกจากนี้เบาะแสที่ข้อเท้าซ้ายของคนร้ายแล้ว ทีมข่าวพีพีทีวียังได้ข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมจากผู้เชี่ยวชาญอีกว่า บุคลิกลักษณะและถุงมือที่คนร้ายใช้นั้นอาจเป็นไปได้ว่าเป็นคนที่ชำนาญในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ ซึ่งจากภาพวงจรปิดคนร้ายขี่เข้าโค้งขณะเข้ามาก่อเหตุและหลบหนี ถ้าสังเกตจะพบว่า คนร้ายใช้ตัวรักษาสมดุลในการเข้าโค้งได้ดี

ขณะที่ข้อมูลจากกลุ่มผู้ขับขี่รถบิ๊กไบก์พบผู้อยู่ในข่ายต้องสงสัย ที่อาจเป็นคนร้ายรวม 4 คน ซึ่งต่างครอบครองรถจักรยานยนต์บิ๊กไบก์ ยี่ห้อซูซิกิ ขนาดมากกว่า 500 ซีซี.ทั้งหมด

ส่วนเส้นทางหลบหนีของคนร้ายนั้นมีรายงานว่าชุดสืบสวนได้เข้าตรวจสอบจุดต้องสงสัยเพิ่มอีกหนึ่งจุดคือชุมชนแถววัดดงน้อย ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณดังกล่าว

ขณะที่ การสกัดจับบริเวณด่านชายแดน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ผบ.ตร.สันนิษฐานว่าคนร้ายอาจหนีไปอยู่ตามแนวชายแดนแล้วนั้น พลตำรวจโทมนตรี ยิ้มแย้ม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ซึ่งลงพื้นที่ตำรวจภูธรจังหวัดตราดเมื่อวานนี้ เปิดเผยว่า ได้สั่งการและประสานงานให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรทุกจังหวัดในสังกัดภาค 2ให้ใช้มาตรการเข้มข้น ด้วยการตรวจสอบผู้ต้องสงสัยที่มีพฤติกรรมที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการปล้นทองที่ลพบุรีโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว, จันทบุรี, ตราด และชลบุรี

สำหรับเบื้องหลังการจับกุมคนร้ายในคดีชิงทองลพบุรีในครั้งนี้ มีรายงานว่า ภายหลังเกิดเหตุทาง พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป. และ พ.ต.อ.วิจักขณ์ ตารมย์ ผกก.สสน. บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการกองปราบฯ ลงพื้นที่สืบสวนสอบสวนแกะรอยผู้ต้องหารายนี้

จนกระทั่งประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีของกองปราบฯ ได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่าคนร้ายที่ก่อเหตุดังกล่าวน่าจะเป็น นายประสิทธิชัย หรือ กอล์ฟ อายุ 38 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สิงห์บุรี จึงได้ดำเนินการพิสูจน์ทราบพร้อมกับรวบรวมพยานหลักฐาน โดยใช้เวลาสืบสวนประมาณ 7 วัน ก็พบว่ามีหลักฐานหลายอย่างโดยเฉพาะอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุเกี่ยวพันกับ นายประสิทธิชัย พร้อมกับหลักฐานอื่นๆ เชื่อมโยงว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุดังกล่าว จึงได้ประสานให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามรวบรวมพยานหลักฐานขอหมายจับจากศาลอาญา กระทั่งศาลออกหมายจับให้เมื่อค่ำวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อทราบตัวผู้ก่อเหตุแน่ชัดประกอบกับศาลออกหมายจับแล้ว พล.ต.ต.จิรภพ จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.วิจักขณ์ นำเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.สนับสนุน บก.ป. หรือ ชุดปฏิบัติการพิเศษ “หนุมาน” กองปราบปราม ตามแกะรอยจนทราบที่กบดานของผู้ต้องหารายนี้ และทราบว่ามีบ้านพักอยู่ในพื้นที่ จ.ลพบุรี รวมทั้งจะมีการขับรถเดินทางไปสอนหนังสือที่โรงเรียนใน จ.สิงห์บุรี ในช่วงเช้าของวันนี้ (22 ม.ค.)

เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.สนับสนุน บก.ป. จึงจัดกำลังพร้อมยุทโธปกรณ์ครบมือเฝ้าสังเกตการณ์ กระทั่งเห็นนายประสิทธิชัยกำลังขับรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิ้ลยู รุ่นซีรีส์ 5 สีดำ ทะเบียน กทม. จึงขับรถสะกดรอยติดตามนายประสิทธิชัยไปจนถึงบริเวณทางหลวงสาย 311 ต.ท่าวุ้ง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี แล้วแสดงตัวพร้อมอาวุธหนักครบมือบุกจู่โจมชาร์จจับกุม โดยระหว่างที่เข้าจับกุมนั้นนายประสิทธิชัยไม่มีท่าทีขัดขืนหรือต่อสู้เจ้าหน้าที่เพราะตั้งตัวไม่ติด

ทั้งนี้ จากการตรวจค้นภายในรถไม่พบอาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุ แต่พบกระสุนปืนขนาด 9 มม. ซึ่งเป็นขนาดเดียวกันกับที่ก่อเหตุอยู่ภายในรถจำนวนหลายนัด จึงทำการยึดไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นควบคุมตัวไปยังสถานีตำรวจท่องเที่ยวลพบุรีเพื่อทำการสอบสวน

มีรายงานด้วยว่า จากการสอบสวน นายประสิทธิชัยให้การรับสารภาพ โดยรับว่าสาเหตุที่ลงมือก่อเหตุนั้น “เพราะรู้สึกเบื่อกับชีวิต ต้องการหาความท้าทาย ตื่นเต้น ชีวิตจะได้มีสีสัน” นอกจากนี้ ยังรู้ตัวดีว่าหลังก่อเหตุจะถูกตำรวจตามจับกุมตัวได้อยู่แล้ว

ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุนั้นเป็นปืนยี่ห้อ ซีแซต รุ่น เอสพี 01 ซึ่งเป็นปืนของพ่อที่เป็นอดีตตำรวจ หลังจากก่อเหตุเสร็จก็นำไปคืนพ่อเมื่อวันที่ 10 ม.ค. ส่วนรถจักรยานยนต์รุ่นฟีโน่ สีแดง รุ่นปี 2008 เป็นรถจักรยานยนต์ของพ่อตา ซึ่งก็ยืมมาเพื่อใช้ในการก่อเหตุด้วยเช่นกันและขณะนี้รถคันดังกล่าวได้นำไปคืนให้กับพ่อตาแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้คำให้การของผู้ต้องหาจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี แต่ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่เชื่อในคำให้การบางส่วน และจะทำการเค้นสอบอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง ก่อนจะเตรียมนำตัวไปแถลงที่ สตช. ในวันพรุ่งนี้ต่อไป