Skip to content
Home » News » ผู้ต้องหา ซานติก้าผับ เหตุการณ์โด่งดังแห่งปี

ผู้ต้องหา ซานติก้าผับ เหตุการณ์โด่งดังแห่งปี

ผู้ต้องหา ซานติก้าผับ
http://oknation.nationtv.tv/blog/thephoto/2009/01/01/entry-2

ผู้ต้องหา ซานติก้าผับ กู้ดบาย…ซานติก้า ลางบอก…ก่อนเกิดเหตุ …ประชาชนที่สนใจกับเหตุการณ์ เพลิงไหม้ซานติก้าผับ ต่างเดินทางมาดูป้ายที่อาจจะเป็นลางบอกเหตุในเหตุการณ์ครั้งนี้ ที่อยู่ติดถนนก่อนเข้าผับ

เปิดเผยถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ซานติก้า ผับ ว่า รายล่าสุดเสียชีวิตเมื่อเวลา 22.00 น.เมื่อคืนวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมาที่โรงพยาบาลรามคำแหง คือ นางสาวเดือนเพ็ญ พรหมทอง อายุ 24 ปี ขณะนี้ญาตินำศพกลับไปบำเพ็ญกุศลแล้ว 

วันที่ 3 มกราคม 2552 ยอดผู้เสียชีวิตจากผู้บาดเจ็บ จากซานติก้าผับ ล่าสุดวันนี้ เสียชีวิตที่รพ.กรุงเทพอีก2ราย รวม 61 ราย

เมื่อสืบค้นขุดคุ้ยลึกลงไปก็พบว่า ซานติก้าขออนุญาตสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ เพื่อใช้เป็นบ้านพักอาศัย แต่ดัดแปลงมาสร้างเป็นผับ มีพื้นที่ภายในกว้าง 500 ตารางเมตร จุคนได้เต็มที่เพียง 500 คน แต่ในวันเกิดโศกนาฎกรรมมีคนเรือนหมื่นเข้าไปเที่ยว เมื่อเกิดเพลิงไหม้ต้องสังเวยทั้งหมด 66 ศพ 

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ 27 วันเท่านั้น “จงรัก จุฑานนท์” ออกมาพ่นน้ำลายหน้ากล้องทีวี พูดเป็นตุ เป็นตะ เราออกหมายจับ “สราวุธ อะริยะ” อายุ 28 ปี นักร้องนำวงเบิร์น ผู้ต้องหาก่อเหตุเพลิงไหม้ ฟันฉับทางเราพบว่าเค้านี่แหละเป็นคนจุดไฟแช็กก้มลงจุดพลุ ในคืนที่เกิดเหตุจากนั้นพลุก็พุ่งขึ้นไปบนเพดานจนทำให้เกิดไฟลุกไหม้ เค้าเป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้ ทุกคนที่นั่งฟังนิ่งอึ้ง พยักหน้ารับคำบอกเล่าอย่างช้าๆ แล้วต่างคน ก็ต่างคิดกันไปต่างๆ นานา พร้อมส่ายหน้าสลับ กับ พยักหน้ารับ เหลือเชื่อ…..????

ฝันหวานที่ “จงรัก” จะปิดคดียกให้ตัวเองเป็นพระเอกบนคราบน้ำตาญาติเหยื่อที่เคราะห์ร้าย ก็ต้องดับวูบ ส่งให้การสืบค้นคดีต้องล่าช้าออกไป เมื่อ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เปิดเนื้อในขั้นตอนตรวจสอบเพลิงไหม้ซานติก้าผับ ว่า เบื้องต้นพบวัสดุที่ใช้ทำฝ้าเพดานควรเป็นวัสดุทนไฟอย่างมาก แต่ในที่เกิดเหตุพบว่าใช้วัสดุที่ติดไฟง่าย และลุกไหม้ได้รวดเร็ว อีกทั้งยังสงสัยโซนวีไอพีขนโซฟาขวางทางหนีไฟ 

“หมอได้ใช้เครื่องจีที 200 ตรวจสอบพบ 3 จุดที่มีสารโคเคน เฮโรอีน บริเวณห้องพักพนักงานทั้ง 2 ห้อง และห้องพักนักดนตรี ส่วนบริเวณห้องโถงใหญ่ก็พบจุดตัดสารยาเสพติดแต่ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้” พญ.คุณหญิงพรทิพย์ พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ผลของแนวทางตรวจสอบคดีซานติก้า ของกระทรวงยุติธรรมกับทีมตำรวจ ตรงข้ามกันสิ้นเชิง

พญ.คุณหญิงพรทิพย์ เล่าต่อไป “จากการสอบพยานพร้อมดูวีดีโอของผับซานติก้า ไม่เห็นนักร้องนำจุดพลุ แต่เห็นใช้เท้ากระทืบลูกไฟ หมอขอแนะให้ใช้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์เหตุเพลิงไหม้คลี่คลายคดี จนถึงตอนนี้ยังไม่ขอสรุปสาเหตุเพลิงไหม้ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายยังมีรอยไหม้อื่นอีกหลายจุดที่น่าสงสัย”

ผู้สื่อข่าวได้นำเรื่องที่หมอพรทิพย์พูดไปถาม พล.ต.อ.จงรัก “ผมไม่ได้ดูวิดีโอนั่น ขอดูหมอเค้าก็ไม่ให้ เปล่าเล๊ย (ขึ้นเสียงสูง) มันไม่ใช่เรื่องฉีกหน้า ต้องดูกันในชั้นศาลประกอบด้วย” นายพลหน้าขาวพูดด้วยเสียงไม่พอใจที่ถูกถามจี้แทงใจดำ

หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่กำลังไขไปสู่ความจริงแห่งต้นสายปลายเหตุไฟไหม้ซานติก้า นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรม โดย “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค”

รมว.ยุติธรรม ซัด “จงรัก” อัดแรงๆ เต็มๆ อีกว่า ได้สั่งสอบเอาผิดผู้เกี่ยวข้องคดีซานติก้า ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ เอกชน และรู้ชื่อตำรวจที่สั่งไม่ฟ้อง 47 คดี นรกซานติก้าแล้ว โดยมีรายงานว่า สน.ทองหล่อได้จับกุมดำเนินคดีกับซานติก้า 47 คน แต่กลับไม่มีการสั่งปิดสถานบริการที่ทำผิดกฎหมาย

ณ ห้องทำงานตึกสูง ริมถนนแจ้งวัฒนะ “พีระพันธุ์” ได้รับรายงานตลอด 5 ปีที่เปิดบริการซานติก้าหลบเลี่ยงไม่เสียภาษี กับกรมสรรพสามิต 25 ล้าน อีกทั้งคณะทำงานยังพบ นายประยนต์ ลายเสือ (พ.ต.อ.) เข้าถือหุ้นในบ.ไวท์แอนด์บราเธอร์ จำกัดด้วย

วันที่ 4 มกราคม 2551 พล.ต.อ. จงรัก จุทานนท์ รอง ผบ.ตร. ได้เปิดเผยว่า จากการสอบสวน ผู้ต้องหา ซานติก้าผับ นายวิสุข หรือเสี่ยขาว ทางพนักงานสอบสวนจะพิจารณาดำเนินคดีใน 2 ข้อหา คือ ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปใช้บริการ ตาม พ.ร.บ.สถานบริการ โดยตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว

เมื่อผู้ประกอบการเป็นบริษัทก็จะพิจารณาดำเนินคดีกับกรรมการผู้จัดการ สำหรับบริษัท ไวท์แอนด์บราเทอร์ จำกัด คือ นายสุริยา ฤทธิ์ระบือ ซึ่งจะต้องเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป

พล.ต.อ.จงรัก กล่าวต่อว่า ส่วนการพิจารณาดำเนินคดีข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น ทางพนังกานสอบสวนได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน โดยในวันเดียวกันนี้ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีกับนายวิสุข แต่อย่างใด เป็นเพียงการสอบปากคำเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ทางพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานไปแล้วกว่า 100 ปาก ทำให้ทราบสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้แล้ว สำหรับหุ้นส่วนของบริษัทไวท์แอนด์บราเทอร์ นั้น ทราบว่าจะทยอยเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนต่อไป รอง ผบ.ตร.กล่าวถึงสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้หลังจากสอบปากคำนายวิสุข ในเบื้องต้นว่า แนวโน้มน่าจะเกิดจากเอฟเฟ็กซ์บนเวทีซึ่งหากผลสอบพบว่ามีผู้ใดที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพนักงานในร้าน นักดนตรี รวมทั้งลูกค้าที่มาเที่ยวก็จะพิจารณาดำเนินคดีทั้งหมด 

จากกรณีคดีดังซานติก้าผับ ซึ่งเกิดไฟไหม้ และกลายเป็นโศกนาฎกรรมที่สะเทือนหัวใจคนไทยทั้งประเทศ โดยผู้เสียหายได้ต่อสู้กันมา 3 ศาล ฎีกาเสร็จ เมื่อวันที่ 1 มกราคม เมื่อปี 2559 (วันที่โดยประมาณการ) หนึ่งในจำเลย จาก 33 ราย คือ “เสี่ยขาว วิสุข เสร็จสวัสดิ์” ติดคุก หลังจากนั้นเสี่ยขาวออกมามีการพิสูจน์ทรัพย์ สุดท้ายถูกให้เป็นบุคคลล้มละลาย ผู้เสียหายประมาณ 46 รายยังไม่ได้รับการเยียวยาแม้แต่บาทเดียว

ผู้ต้องหา ซานติก้าผับ
http://oknation.nationtv.tv/blog/thephoto/2009/01/01/entry-2

หลักฐานดังกล่าวคือกล้องที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งสามารถบันทึกภาพการแสดงในช่วงเวลาที่เกิดเหตุไฟไหม้ได้ เผยให้เห็นภาพการแสดงของวงเบิร์น ที่เมื่อแสดงจบนักร้องนำคนดังกล่าวก็ได้เดินออกไปข้างเวที ก่อนที่สเปเชียลเอฟเฟกต์จะถูกจุดขึ้นกลางเวที ในตอนนั้นที่นักร้องคนใหม่เดินเข้ามา ก่อนที่จะเกิดเพลิงไหม้ขึ้น ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าเพลิงที่ไหม้ซานติก้าผับ แท้จริงแล้วเกิดจากสเปเชียลเอฟเฟกต์ของเวที ซึ่งเกิดจากระบบไฟฟ้า ไม่ใช่พลุกระดาษที่นักร้องนำวงเบิร์นเป็นคนจุด 

ในที่สุดสังคมก็ได้ทราบความจริงที่เกิดขึ้น นักร้องนำวงเบิร์นกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ขณะที่เรื่องดังกล่าวในทางคดีอาญา เมื่อปี 2554 ศาลขั้นต้นได้พิพากษาจำคุก 3 ปี เจ้าของซานติก้าผับ และบริษัททำเอฟเฟกต์ ก่อนที่ต่อมาในปี 2556 ศาลอุทธรณ์ได้ยกฟ้องเจ้าของซานติก้าผับ แต่ยังคงพิพากษาจำคุก 3 ปี บริษัททำเอฟเฟกต์ต่อ ขณะที่ตอนนี้คดีอยู่ในชั้นฎีกา 

ส่วนด้านการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ทั้งศาลขั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินให้บริษัททำเอฟเฟกต์ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ญาติผู้เสียหายเป็นจำนวนเงิน 8,700,000 บาท โดยเจ้าของซานติก้าผับไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 

อย่างไรก็ตาม เงินชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวก็ยังถูกส่งไปไม่ถึงมือของผู้เสียหายทั้งหมด โดยคุณรัตนาซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุดังกล่าวและเป็นอีกคนที่ยังไม่ได้รับเงินค่าชดเชย เผยว่า หากเป็นที่ต่างประเทศป่านนี้เธอก็คงได้รับเงินแล้ว ซึ่งคงจะมากกว่าที่ศาลไทยเรียกค่าเสียหายให้อีกด้วยซ้ำ แต่เพราะที่ไทยกฎหมายไม่แข็งแรง คนรวยมีอำนาจมากกว่า อย่างไรก็ตามเธอยังคงจะไปศาลทุกครั้งที่ศาลนัด ไม่ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือค่ารถเท่าไรก็ตาม