Skip to content
Home » News » พระธัมมชโย

พระธัมมชโย

พระธัมมชโย กลายเป็นบุคคลที่รัฐต้องการตัวมากที่สุดในห้วงเวลานี้ สำหรับ พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ 3,000 รายที่ปฏิบัติงานภายใต้

มาตรา 44 ก็ยังไม่อาจพบแม้เพียงเงาวูบไหวให้มีความหวัง ด้านสานุศิษย์ผู้เลื่อมใสเผยว่า นี่คืออิทธิปาฏิหาริย์ที่ทำให้ถูกบังตา ในขณะที่อีกฝ่ายที่เชียร์ให้พบตัวเพื่อเชิญมาเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายก็พากันตั้งข้อสงสัยว่าพระสงฆ์รูปนี้อยู่ที่ไหนกันแน่? กว่าสถานการณ์จะล่วงเลยมาจนถึงวันนี้ เส้นทางชีวิตของบุคคลในข่าวผู้นี้มีความเป็นมาอย่างไร ช่างน่ากรอภาพกลับไปพิจารณา

ประวัติชีวิตที่ถูกบรรจุไว้ เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ dmc ของวัดพระธรรมกายระบุว่า เด็กชายไชยบูลย์ สุทธิผล ผู้ซึ่งไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเติบโตขึ้นเป็นประหนึ่งศาสดาของสำนักใหญ่ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ.2487 ที่บ้านริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลบ้านแป้ง อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี เป็นบุตรของจรรยงค์ สุทธิผล นายช่างใหญ่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กับจุรี สุทธิผล

ในวัยเด็กต้องย้ายตามบิดาไปราชการหลายจังหวัดจึงเปลี่ยนโรงเรียนบ่อยครั้ง กระทั่งชั้น ม.ปลาย สอบเข้าได้ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เริ่มสนใจศึกษาธรรมะตั้งแต่วัยรุ่น โดยเฉพาะด้านกรรมฐาน มีนิสัยชอบอ่านหนังสือ จึงมักไปเดินเล่นตามตลาดย่านสนามหลวงและริมคลองหลอด

เว็บไซต์ดังกล่าวยังระบุว่า เด็กชายไชยบูลย์ในวัย 13 ปี เคยเขียนสมุดบันทึกมีข้อความว่า “ถ้าเรามาทางโลก ก็อยากไปให้สูงสุดในทางโลก ถ้าหากว่าอยู่ในทางธรรม ก็อยากจะไปให้สูงที่สุดในทางธรรม และก็จะนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ทั่วโลก”

ต่อมาไม่นานเด็กหนุ่มคนนี้ได้พบหนังสือชื่อ “ธรรมกาย” ซึ่งเขียนตามแนวทางการเทศนาของ พระมงคลเทพมุนี (สด) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และได้ทราบถึงเรื่องราวเกี่ยวกับแม่ชีจันทร์ ศิษย์ของพระมงคลเทพมุนี จึงเดินทางไปถามหาที่วัดปากน้ำและร่ำเรียนวิชา ซึ่งในขณะนั้นนายไชยบูลย์ได้เข้าเป็นนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว เมื่อเรียนจบจึงบวชเป็นภิกษุเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2512 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 ณ พระอุโบสถวัดปากน้ำ ได้ฉายาว่า “ธัมมชโย” แปลว่า “ผู้ชนะโดยธรรม”

พระธัมมชโย
https://www.matichon.co.th/prachachuen/news_470906

พระธัมมชโย ไม่กี่เดือนหลังการเข้าสู่ร่มกาสาวพักตร์ วัดพระธรรมกายก็ถือกำเนิดขึ้น โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2513 ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา คุณหญิงประหยัด แพทยพงศาวิสุทธาธิบดี บริจาคที่ดินย่านรังสิต

196 ไร่ ให้เนรมิตอาราม ซึ่งมีเงินทุนเริ่มต้นเพียง 3,200 บาท พระธัมมชโยพร้อมหมู่คณะรุ่นบุกเบิกประกาศปณิธานว่า “จะสร้างพระให้เป็นพระ สร้างวัดให้เป็นวัด เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับสร้างคนให้เป็นคนดีของสังคม”

วัดพระธรรมกายได้รับความศรัทธาล้นหลาม ผู้คนนับหมื่นกระทั่งเรือนแสนเดินทางหลั่งไหลมาปฏิบัติธรรม เม็ดเงินบริจาคมากมายราวกับโปรยลงมาจากฟ้า อาคารสุดอลังการถูกสร้างขึ้นแม้กระทั่งในยุคฟองสบู่แตก แนวคิด วัตรปฏิบัติ วิถีทางในการทำบุญที่วัดพระธรรมกายเผยแพร่สู่ผู้คน เริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะช่วงหลัง พ.ศ.2540 เป็นต้นมา ทว่าพระธัมมชโยผู้เป็นเจ้าอาวาสยังคงเดินหน้าต่อไปท่ามกลางสานุศิษย์มหาศาล

ชีวิตของพระธัมมชโย นอกจากมีสานุศิษย์มหาศาล ยังมีผู้รายล้อมที่เรียกกันว่า 5 เสือวัดพระธรรมกาย ประกอบด้วย 1.พระราชภาวนาจารย์ หรือพระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย 2.พระถวัลย์ศักดิ์ ยติสักโก รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาทรัพยากร วัดพระธรรมกาย 3.พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย 4.พระครูใบฎีกาอำนวยศักดิ์ มุนิสโก ผู้อำนวยการสำนักองค์ประธาน วัดพระธรรมกาย และ 5.พระสุธรรม สุธัมโม เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

ก่อนหน้านี้ นพ.มโนได้เคยแนะรัฐบาลให้ใช้มาตรา 44 และควบคุมตัว 5 เสือธรรมกายนี้ โดยเชื่อว่าจะช่วยให้ได้ตัวพระธัมมชโยง่ายขึ้น

ประเด็นเรื่องความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมและการถูกวิจารณ์จากคนในสังคม นับเป็นเรื่องเล็กเมื่อเทียบกับสิ่งที่พระธัมมชโยต้องเผชิญต่อมาในช่วงปี 2542 คือกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการ “ยักยอกที่ดิน” ของวัดพระธรรมกายมาเป็นของตัวเอง และมีการถอนฟ้องใน พ.ศ.2549 ต่อมาในปี 2558 คณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ เสนอให้ ปปง. อายัดทรัพย์พระธัมมชโย พร้อมกับตรวจสอบที่ดินวัดพระธรรมกาย

เส้นทางการเงินกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น พบว่ามีการออกเช็คเงินสดให้กับพระธัมมชโย มีเส้นทางการเงินที่ไปยังบัญชีพระธัมมชโย 8 ฉบับ กว่า 348 ล้านบาท วัดพระธรรมกาย 6 ฉบับ 436 ล้านบาท และจ่ายให้พระลูกวัดหรือปลัดวิจารณ์ 119 ล้านบาท แล้วโอนต่อไปยังบัญชีอื่น ซึ่งทาง ปปง.ให้ไปดำเนินการฟ้องทางแพ่ง ทำให้มติที่ประชุมของคณะกรรมการเห็นว่าควรจะให้อายัดทรัพย์สินของพระธัมมชโยทั้งหมด โดยฟันธงว่าเป็นการทุจริตและฉ้อโกง

ไม่เพียงเท่านั้น ในมุมของวงการผ้าเหลือง ได้มีการอ้างถึง “พระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช” ว่าพระธัมมชโยต้องโทษปาราชิกจากกรณีนี้ ทว่ามติของมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ออกมาว่า “ไม่ปาราชิก” เนื่องจากพระธัมมชโยคืนทรัพย์สินให้วัดหมดแล้ว ประเด็นนี้สร้างแรงกระเพื่อมในสังคมอย่างมาก โดยมีหลายฝ่ายออกมา “แอ๊กชั่น” อย่างเผ็ดร้อน รวมถึงพระพุทธอิสระ วัดอ้อน้อย นครปฐม ที่ขอให้มีการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ มส. พร้อมกับปะทะคารมกับศิษย์วัดพระธรรมกายอย่างดุเดือด

เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เมื่อในที่สุดอัยการสั่งฟ้องพระธัมมชโยและอดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ทั้งคู่จึงตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีพิเศษที่ 27/2559 ในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร

https://www.matichon.co.th/prachachuen/news_470906