Skip to content
Home » News » พระปกเกล้าฯ ทรงเกรงอยู่แล้วว่าจะเกิดกบฏบวรเดช

พระปกเกล้าฯ ทรงเกรงอยู่แล้วว่าจะเกิดกบฏบวรเดช

พระปกเกล้าฯ ทรงเกรงอยู่แล้วว่าจะเกิดกบฏบวรเดช  ในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2475เพียง 10วันหลังจากที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งได้เดินทางกลับมา ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหม

พระปกเกล้าฯ ทรงเกรงอยู่แล้วว่าจะเกิดกบฏบวรเดช ซึ่งใน พ.ศ.2474ได้ทรงลาออกจากรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะไม่พอพระทัยที่มีการตัดงบประมาณของกองทัพ ได้นำทัพของกลุ่มซึ่งเรียกตนเองว่า คณะกู้บ้านกู้เมือง จากแหล่งรวมกำลังที่นครราชสีมามาประชิดพระนครที่ทุ่งดอนเมือง

ในวันเดียวกันนั้นเอง พ.อ.พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) นายทหารซึ่งถูกปลดออกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ได้มีหนังสือถึงพระยาพหลฯ ยื่นคำขาดให้คณะรัฐมนตรีลาออก เพราะไม่ได้ปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ได้ประกาศไว้ กลับสนับสนุนคอมมิวนิสต์ เช่นเพิกเฉยปล่อยให้มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และจัดการเรียกหลวงประดิษฐ์มนูธรรมกลับมา

ทั้งนี้ ที่กล่าวว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นคือการที่นายถวัติ ฤทธิเดช เลขานุการสมาคมกรรมกรรถราง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อสภาผู้แทนราษฎรว่าทรงหมิ่นประมาทผู้นำกรรมกรไว้ในพระราชวิจารณ์เค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม

ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ทำตามคำยื่นคำขาด แต่ได้ออกแถลงการณ์ในวันรุ่งขึ้นว่าคณะกู้บ้านกู้เมืองเป็น  ผู้ก่อการจลาจล และในวันต่อมาว่าเป็น กบฏ พร้อมกันนั้นหลวงพิบูลสงครามได้ทำการปราบปรามอย่างเด็ดขาดด้วยการนำทหารบกรุก ส่วนทหารเรือภายใต้นาวาเอก พระยาวิชิตชลธี (ทองดี สุวรรณพฤกษ์) ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ถอนทัพเรือออกไปที่ปากอ่าวไทย ไม่ยอมยิงปืนใหญ่ใส่คณะกู้บ้านกู้เมือง ในขณะที่หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ กมลนาวิน) นายทหารเรือคนสำคัญของคณะราษฎรถูกกักตัวอยู่ที่วังปารุสกวัน กองบัญชาการของพระยาพหลฯ

พระปกเกล้าฯ ทรงเกรงอยู่แล้วว่าจะเกิดกบฏบวรเดช
https://www.bbc.com/thai/thailand-50705367

พระปกเกล้าฯ ทรงเกรงอยู่แล้วว่าจะเกิดกบฏบวรเดช

พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช 
    คณะกู้บ้านกู้เมืองนั้นเป็นการรวมตัวกันอย่างไม่เหนียวแน่นนักระหว่างทหารหัวเมืองซึ่งจงรักภักดีต่อพระองค์เจ้าบวรเดช พระยาสิทธิสงครามและพวก อีกทั้งพลเรือน (รวมทั้งหม่อมเจ้า 2-3 พระองค์)  ซึ่งเป็นสมาชิกของคณะชาติซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งคณะการเมืองมาก่อนหน้านี้ในสมัยรัฐบาลพระยามโนฯ

ดังนั้น จึงคล้ายกับว่าเป็นแนวร่วมระหว่างกลุ่มซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงเรียกคำข้างต้นว่าเป็น พวกนิยมกษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญ กับ พวกนิยมสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น คณะกู้บ้านกู้เมืองตั้งความหวังไว้ด้วยว่าทหารบกบางส่วนในกรุงเทพฯ ซึ่งภักดีต่อพระยาทรงสุรเดชจะให้การสนับสนุน

หากแต่ว่าทหารบกส่วนนี้ได้วางเฉยและเป็นทีว่าได้ปล่อยข่าวแผนการของคณะกู้บ้านกู้เมืองให้หลวงพิบูลสงครามทราบนับเป็นปัจจัยที่ทำให้ฝ่าย “กบฏ” มีกำลังน้อยกว่าที่คาด

 ในวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งฝ่ายรัฐบาลเริ่มรุก คณะกู้บ้านกู้เมืองโดยพระองค์เจ้าบวรเดชได้ประกาศ  หลักความมุ่งหมาย 6ประการ ของตน ความโดยสังเขปว่า

  1. ต้องจัดการให้สยามมีพระมหากษัตริย์ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วกัลปาวสาน
  2. .ต้องดำเนินการโดยรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง คือการตั้งและการถอดถอนคณะรัฐบาลเป็นไปโดยเสียงหมู่มาก ไม่ใช่โดยการจับอาวุธ และต้องยอมให้มีคณะการเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย
  3. ต้องแยกข้าราชการประจำกับข้าราชการการเมืองออกจากกัน
  4. ให้ถือคุณวุฒิความสามารถเป็นหลักในการแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งราชการ ไม่ถือเอาความเกี่ยวข้องในทางการเมืองเป็นความชอบหรือข้อรังเกียจ
  5. .ให้พระมหากษัตริย์ทรงเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒ (ประเภทแต่งตั้ง)
  6. การปกครองกองทัพบกต้องมีหน่วยผสมตามหลักยุทธวิธี เฉลี่ยอาวุธสำคัญแยกกันไปประจำตามท้องถิ่น ไม่ให้กำลังมีภาพใหญ่อยู่เฉพาะแห่งใดแห่งหนึ่ง

พระยาพหลพลพยุหเสนา
    ตั้งข้อสังเกตได้ว่า หลักความมุ่งหมาย 6 ประการนี้เป็นการผสมผสานระหว่างความคิดและความต้องการที่มีไม่เหมือนกันในคณะกู้บ้านกู้เมืองเอง โดยข้อที่ 1 และข้อที่ 5 ดูจะเป็นความพยายามที่จะสื่อว่าการยกกำลังพลมาเป็นไปเพื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีความมุ่งหมายที่จะดึงพระองค์เป็นพวกหรือไม่ก็ที่จะผูกมัดพระองค์ ข้อที่ 2 นั้น

ในเมื่อคณะกู้บ้านกู้เมืองเองได้นำกองกำลังทหารมายื่นคำขาดให้รัฐบาลลาออก ข้อนี้จึงดูไม่จริงใจ หากแต่ว่าการที่ต้องการให้มีคณะการเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายก็แสดงถึงความพร้อมที่จะเล่นเกมตามระบอบรัฐธรรมนูญ หากรัฐบาลยอมที่จะเจรจาต่อรอง ส่วนข้ออื่นๆ นั้น แม้ว่าจะมีความชอบธรรมตามวิถีประชาธิปไตย ก็มองภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้นได้ว่าเป็นกลเม็ดในการระดมความสนับสนุนจากข้าราชการประจำ และเพื่อที่จะปรับสนามการแข่งขันทางการเมืองให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนมากกว่าที่เป็นอยู่

 แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ต้องการจะเจรจาต่อรองด้วย และได้ประกาศกฎอัยการศึกและนำกำลังเข้าปราบปรามฝ่าย “กบฏ” ในขณะเดียวกัน พระยาพหลฯ ได้ส่งความไปกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่หัวหินเกี่ยวกับการกบฏและรายงานให้ทรงทราบถึงสิ่งที่ฝ่ายรัฐบาลกำลังทำอยู่ พร้อมกันนี้ได้เชิญเสด็จฯ กลับสู่พระนคร

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงต้องทรงเผชิญกับภาวะทางสองแพร่ง ทั้งนี้เพราะทั้งสองฝ่ายตั้งความหวังว่าพระองค์จะทรงเลือกสนับสนุนฝ่ายของตน ฝ่ายรัฐบาลอ้างว่าตนเป็น รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามรัฐธรรมนูญ ในขณะเดียวกัน ฝ่ายคณะกู้บ้านกู้เมืองก็ดูจะกำลังแสวงหาสนามการแข่งขันทางการเมืองที่ยุติธรรมและสิทธิทางการเมือง อีกทั้งกำลังที่ถูกระดมมาก็เชื่อตามที่พระองค์เจ้าบวรเดชทรงทำให้เข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่ข้างเขา

 จึงชัดเจนว่า สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเกรงอยู่ว่าจะเกิดขึ้น คือการมีเจ้านายทำการลุกขึ้นสู้กับฝ่ายรัฐบาล ได้เกิดขึ้นจริงๆ แล้ว ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ไม่ได้พระราชทานความสนับสนุน และได้ทรงเตือนพระองค์เจ้าบวรเดชไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว ไม่ให้ทรงมีส่วนในการกระทำการ เพราะจะนำมาซึ่งความหายนะของสถาบันพระมหากษัตริย์

นอกจากนั้น ก่อนหน้านั้นไม่นานพระองค์ได้ตัดสินพระราชหฤทัยไม่เสด็จฯ ไปยังพระราชวังบางปะอินที่อยุธยาเพื่อพระราชทานพระกฐินหลวงตามราชประเพณีซึ่งทรงปฏิบัติเป็นประจำ เพราะทรงเกรงว่าหากทหารหัวเมืองยกทัพผ่านลงมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็จะกักพระองค์ไว้เป็น “ตัวประกัน” อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าฝ่ายรัฐบาลเชื่อว่าพระองค์ทรงมีส่วนรู้เห็นในแผนการของฝ่ายคณะกู้บ้านกู้เมือง และมี “เรื่องบอกเล่า” ของกลุ่มคณะราษฎรว่าพระราชทานทุนทรัพย์สนับสนุน

 แต่โดยที่ทั้งสองฝ่ายที่กำลังจะรบกันอยู่ได้ออกประกาศและกราบบังคมทูลว่าจงรักภักดีต่อพระองค์  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงตัดสินพระราชหฤทัยประทับอยู่ที่หัวหินต่อไป ไม่เสด็จฯ กลับพระนคร พร้อมกันนั้นได้ทรงเสนอพระองค์เป็น คนกลาง ในการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อที่จะได้ไม่ต้องรบกัน หากแต่ว่าไม่นานต่อมาการรบพุ่งกันได้เริ่มขึ้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสลดพระราชหฤทัยยิ่งนักที่คนไทยด้วยกันรบกันเอง

โดยมีการเสียเลือดเนื้อด้วยกันทั้งสองฝ่าย สิ่งเดียวที่พระองค์ทรงสามารถทำได้ในขณะนั้นก็คือการรักษาพระองค์ให้ปลอดภัยด้วยกองทหารรักษาวังที่มีจำนวนไม่มาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงขอให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากันโดยมีพระองค์เป็น คนกลาง รวม ๕ ครั้ง แต่ละครั้งฝ่ายรัฐบาลไม่ยอม ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะรัฐบาลกำลังเผชิญกับการท้าทายที่ร้ายแรงที่สุดต่อความอยู่รอดของตน อีกทั้งมีความแคลงใจว่าพระองค์ทรงเป็นกลางจริงหรือไม่ รัฐบาลได้ส่งผู้แทนไปกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ กลับพระนครเช่นเดิม

 ครั้นวันที่16ตุลาคม พ.ศ.2476ฝ่ายคณะกู้บ้านกู้เมืองได้ทิ้งใบปลิวจากเครื่องบินกราบบังคมทูลว่าฝ่ายตนกำลังจะยอมแพ้ ซึ่งอาจเป็นความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะโน้มน้าวให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ตัดสินพระราชหฤทัยเข้าข้างฝ่ายตน หลังจากนั้นไม่นาน กำลังทหารที่เพชรบุรีใกล้ที่ประทับหัวหิน ซึ่งยากที่จะวิเคราะห์ได้ว่าเป็นฝ่ายคณะกู้บ้านกู้เมืองหรือจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ยอมจำนนต่อกำลังทหารฝ่ายรัฐบาล เปิดทางให้ผู้แทนรัฐบาลคนที่สองเดินทางผ่านไปหัวหินเพื่อเข้าเฝ้าฯ

ครั้นถึงวันที่ 23-24 ตุลาคม พ.ศ.2476 ฝ่ายรัฐบาลประสบความสำเร็จในการรุกไล่ฝ่ายกบฏให้พ่ายไป พระยาสิทธิสงครามถึงแก่กรรมในสนามรบ พระองค์เจ้าบวรเดชทรงหลบหนีไปยังดินแดนอินโดจีนของฝรั่งเศส มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย หลวงพิบูลสงคราม ผู้บัญชาการการปราบปรามได้รับการยกยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษ พระยาพหลฯ และนายทหารกลุ่มหนุ่มมีความฮึกเหิม และได้จัดการจับกุมคุมขังฝ่ายกบฏไว้ประมาณ 600 คน

วันที่ 25 ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มีพระราชกระแสแนะนำรัฐบาลว่า เพื่อเป็นการยุติการจลาจลอย่างละมุนละม่อม “เป็นการสมควรที่รัฐบาลจะประกาศอภัยโทษให้แก่ผู้ร่วมก่อการจลาจล ตลอดจนนายทหารและบุคคลที่ไม่ใช่หัวหน้าหรือคนสำคัญในการกระทำครั้งนี้เสียโดยเร็ว” แต่รัฐบาลปฏิเสธโดยอ้างหลักการที่ว่าจำต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเสียก่อน จึงจะพิจารณาให้อภัยโทษได้ซึ่งก็ไม่ผิด
    หากแต่ครั้นวันที่ 29 ตุลาคม รัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลพิเศษ พ.ศ.2476 ขึ้น (พร้อมด้วยคณะกรรมการอัยการพิเศษสำหรับฟ้องคดี) มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการกบฏและจลาจล ไม่ว่าผู้ต้องหาจะเป็นทหารหรือพลเรือน มีวิธีการพิจารณาเช่นเดียวกับศาลทหาร  คำพิพากษาถือเป็นเด็ดขาดไม่มีอุทธรณ์ฎีกา และผู้ต้องหาไม่มีทนายความแก้ต่าง รวมความว่าไม่ได้เป็นศาลสถิตยุติธรรมปกติ และนับว่าไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม (The rule of law) ท้ายที่สุด คือเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2477 ในบรรดาผู้ที่ถูกจับ 600 คน มีการส่งฟ้อง ๓๑๘ คน พบว่ามีความผิดต้องโทษ 296คน ในจำนวนนั้นต้องโทษประหารชีวิต 6 คน จำคุกตลอดชีวิต 244คน
    วันที่ 5 พฤศจิกายน รัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติจัดการป้องกันรัฐธรรมนูญ พ.ศ2476 เพิ่มขึ้นมา ว่าด้วยการป้องกันและการลงโทษผู้ที่กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญ 

https://www.thaipost.net/main/detail/51325

คณะราษฎร
    พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งตามธรรมเนียมการปกครองของสยาม ทรงเป็น “เจ้าชีวิต”  ผู้ทรงสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะสั่งประหารชีวิตผู้ใด ทรงปฏิเสธที่จะทรงสั่งประหารชีวิตตามคำตัดสิน เรื่องจึงค้างคาอยู่จนกระทั่งหลังการทรงสละราชสมบัติ จึงได้มีการพระราชทานอภัยโทษจากประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต และจากจำคุกตลอดชีวิตเป็นถูกเนรเทศไปเกาะตะรุเตา
    การเลือกตั้งทั่วไปสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยทางอ้อมได้สิ้นสุดลง มีผู้มาใช้สิทธิร้อยละ 41.5ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 มา 87 คน รัฐบาลต้องการให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินคืนสู่พระนครเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน  98คนเท่ากัน และทรงประกอบรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2476 และได้กราบบังคมทูลว่าถ้าเสด็จฯ กลับ ก็จะยอมให้เสด็จฯ ไปผ่าต้อกระจกในพระเนตรซ้ายครั้งที่ ๒ ที่ยุโรป เป็นการต่อเนื่องจากที่ได้ผ่าครั้งที่หนึ่งแล้วที่สหรัฐอเมริกาเมื่อ พ.ศ2476 ตามกำหนดที่วางไว้เดิม คือในเดือนมกราคมถัดมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงต่อรองว่าผู้ใดที่ได้ถวายงานในครั้งการเสด็จฯ  มาสงขลา อย่าให้ได้มีโทษ รัฐบาลก็รับจะทำตามพระราชประสงค์ จึงได้เสด็จฯ คืนสู่พระนคร โดยเสด็จฯ  ออกจากสงขลาด้วยเรือ “หมุยหนำ” ของบริษัทอีสต์เอเชียติค ซึ่งผ่านสงขลามาจากฮ่องกงเมื่อวันที่ 7  ธันวาคม และเสด็จฯ ถึงพระนครในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ2476 รวมระยะเวลาซึ่งประทับอยู่ที่สงขลา 47 คืน ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ไปประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
    การณ์จึงดูเหมือนว่าได้มีการประนีประนอมกันในระดับหนึ่งระหว่างพระองค์กับรัฐบาลและคณะราษฎร.

https://www.thaipost.net/main/detail/51325