Skip to content
Home » News » พระศพพระเจ้าธีบอไม่ได้หวนคืนพม่า

พระศพพระเจ้าธีบอไม่ได้หวนคืนพม่า

พระศพพระเจ้าธีบอไม่ได้หวนคืนพม่า พม่าถูกอังกฤษเข้ายึดครองเมื่อ ค.ศ. 1885 ภายหลังจากสงครามครั้งที่ 3 ระหว่างพม่ากับอังกฤษจบลงในระยะเวลาอันสั้นในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ กองทัพอังกฤษเข้ายึดมัณฑะเลย์ และเนรเทศกษัตริย์และพระราชินีพม่าไปพำนักที่อินเดีย

ณ ที่พำนักในต่างแดน พระเจ้าธีบอ (บางแห่งเขียน “พระเจ้าสีป่อ”) สิ้นพระชนม์ในเมืองรัตนคีรีเมื่อค.ศ. 1916  หีบพระศพของพระองค์ถูกเชิญไปไว้ในที่เก็บคล้ายสุสานในบริเวณวังเจ้า ก่อนจะถูกเคลื่อนย้ายไปไว้ที่สุสานแห่งใหม่ในภายหลัง แต่จนถึงวันนี้พระศพของพระองค์ยังไม่ได้หวนกลับคืนพม่า

ก่อนหน้าพม่าจะถูกอังกฤษยึดครอง สถานการณ์ภายในประเทศเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ สถานการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนักถูกซ้ำเติมจากเหตุการณ์ปะทะกับอังกฤษในอินเดีย สงครามกับอังกฤษในครั้งแรกจบลงด้วยสัญญาสงบศึกใน ค.ศ. 1824 (พ.ศ. 2367)

สงครามครั้งที่ 2 เมื่อ ค.ศ. 1852 (พ.ศ. 2395) จบลงด้วยผลลัพธ์ที่พม่าตอนล่างถูกผนวกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ สงครามครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1885 (พ.ศ. 2428) อังกฤษเข้าถึงมัณฑะเลย์และยกพลขึ้นบก ตั้งแถวเคลื่อนมาที่พระราชวัง เจรจาให้พระเจ้าธีบอมอบตัว แม่ทัพอังกฤษให้เวลาพระเจ้าธีบอจัดเก็บของใช้ส่วนตัว 45 นาที จากนั้นก็ควบคุมตัวพระเจ้าธีบอออกจากพระราชวัง เนรเทศพระเจ้าธีบอและพระนางศุภยาลัต พระราชินีไปอินเดีย

พระศพพระเจ้าธีบอไม่ได้หวนคืนพม่า
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%AD

ครอบครัวกษัตริย์พลัดแผ่นดินพำนักในเมืองรัตนคีรี เมืองบนชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย ห่างไปทางตอนใต้ของบอมเบย์ จากการบอกเล่าของ Sudha Shah  ผู้เขียนหนังสือ “ราชันผู้พลัดแผ่นดินเมื่อพม่าเสียเมือง” บ่งชี้ว่า ช่วงเวลานั้นหมู่บ้านในแถบรัตนคีรี เมืองที่ไม่มีเส้นทางรถไฟไปถึง เข้าถึงได้จากการเดินเท้าหรือเรือเท่านั้น แต่มีสภาพภูมิอากาศดี

Sudha Shah เล่าว่า กระทั่งเมื่อถึงปี 1905 พระเจ้าธีบอยังแสดงพระประสงค์ได้บ้านหลังใหม่โดยให้เหตุผลว่า ต้องการบ้านที่กว้างขึ้นเพื่อเจ้าหญิงคนเล็กอายุ 19 ปี คนโตอายุ 26 ปี ประกอบกับพระองค์กังวลอย่างมากเรื่องกาฬโรคที่ระบาดในกระต๊อบรอบเขตบ้านพักพระองค์มานาน 5 ปี พระเจ้าธีบอขอบ้านหลังใหญ่ขึ้นและห่างไปจากเมือง และขอเพิ่มค่าครองชีพให้พระองค์ด้วย ส่วนบ้านพักใหม่ หรือวังเจ้า (คำที่ทายาทรุ่นหลังในพม่าเรียกขาน) สร้างเสร็จสิ้นในปี 1910

หลังจากได้บ้านใหม่ ในปี 1912 พระนางศุภยากะเล มเหสีรองของพระเจ้าธีบอ สิ้นพระชนม์จากอาการผิดปกติของทางเดินอาหารหลังล้มป่วยเพียง 12 ชั่วโมง รองผู้ว่าราชการแห่งพม่าปฏิเสธคำขอของพระเจ้าธีบอที่ร้องขอให้ส่งร่างของพระนางกลับไปที่กรุงมัณฑะเลย์ โดยให้เหตุผลว่า การยอมตามคำร้องขอย่อมเป็นบรรทัดฐานต่อการพิจารณาเรื่องอื่นในอนาคต

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงท่าทีว่าไม่ต้องการให้ร่างของพระเจ้าธีบอ และพระนางศุภยาลัตส่งกลับมาพม่าหลังสวรรคตด้วย เพราะเชื่อว่า อาจส่งผลต่อสถานการณ์ในพม่าจนนำไปสู่ความวุ่นวาย พระนางศุภยากะเล จึงต้องถูกฝังในเมืองรัตนคีรี เบื้องต้นหีบศพของพระนางฝังในอาณาเขตบ้านพัก

พระศพพระเจ้าธีบอไม่ได้หวนคืนพม่า หลังจากถูกเนรเทศมานานถึง 31 ปี พระเจ้าธีบอสวรรคตในวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 1916 ก่อนถึงวันคล้ายวันประสูติปีที่ 58 ของพระองค์ราวสองสัปดาห์ บันทึกของรัฐบาล (ภายใต้อาณานิมคมอังกฤษ) ระบุสาเหตุไว้ว่า “หัวใจและไตทำงานล้มเหลว” ท่าทีของรัฐบาลชัดเจนว่า ไม่อนุญาตให้นำพระศพมาฝังในพม่าไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เวลาต่อมา ราวเดือนพฤศจิกายน 1918 รัฐบาลในพม่าส่งสัญญาณไฟเขียวให้ส่งครอบครัวอดีตกษัตริย์กลับมาพม่า แต่ให้ไปอยู่ย่างกุ้ง ไม่ได้เป็นมัณฑะเลย์ พระนางศุภยาลัตขอร้องให้อนุญาตให้ครอบครัวของพระนางเดินทางในเดือนมกราคม 1919 หลังจากจัดงานครบหนึ่งปีของการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าธีบอก่อน และยังขออนุญาตนำหีบพระศพของพระเจ้าธีบอและพระนางศุภยากะเลกลับพม่าด้วย

รัฐบาลในพม่าแจ้งกลับมาว่า ไม่อนุญาตให้นำพระศพทั้งสองพระองค์กลับมาพม่าในทุกกรณี เหตุผลที่อธิบายคือ “มีความเป็นไปได้ที่จะใช้การนี้เป็นสัญลักษณ์เพื่อปลุกเร้าพวกหูเบาอย่างชนชาติพม่า ความมักใหญ่ใฝ่สูงทางการเมืองของบุคคลที่อันตรายเกินไปจะถูกปลุกขึ้นมา และพวกเขาจะสร้างความไม่สงบมิรู้จบ”

พระนางศุภยาลัตระงับการเดินทางเมื่อได้ยินข่าวนี้และยืนกรานว่าจะไม่เดินทางหากไม่มีหีบศพของทั้งสองพระองค์ไปด้วย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 28 มกราคม พระนางศุภยาลัต แจ้งอย่างกะทันหันว่า พระนางให้เก็บพระศพทั้งสองพระองค์ไว้ที่สุสานในรัตนคีรีโดยไม่ฝัง (Sudha Shah อธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า ศพของพระบรมวงศานุวงศ์พม่าจะไม่ถูกฝังใต้ดิน)

แต่วันที่ 30 มกราคม พระนางเปลี่ยนใจอีกครั้ง กลายเป็นบอกว่าพระนางจะไม่เดินทางโดยไร้หีบศพ เหตุผลในครั้งนี้คือ ถ้ารัฐบาลพิจารณาเห็นว่าการส่งหีบพระศพกลับพม่ามีแนวโน้มอาจทำให้เกิดสถานการณ์ล่อแหลม การที่พระนางกลับพม่าก็ไม่น่าจะแตกต่างกัน

พระนางศุภยาลัตขอความช่วยเหลือจากผู้ว่าราชการแห่งบอมเบย์ โดยเขียนจดหมายวอนให้นำหีบพระศพทั้งสองพระองค์ไปด้วย ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลในพม่าแจ้งรายละเอียดเรื่องการจัดการพิธีฝังพระศพอย่างสมเกียรติในรัตนคีรี และร้องขอให้ดำเนินการก่อนครอบครัวกษัตริย์จะเดินทางออกจากเมือง

รายละเอียดที่แจ้งมีทั้งก่อสร้าง “ละอองได้” ที่เก็บพระศพชั่วคราวในช่วงจัดพิธีกรรมทางศาสนา, มีฉัตรสีขาว 8 คันกางเหนือที่เก็บพระศพ, พนักงานตีกลอง 8 คน, นิมนต์พระสงฆ์อย่างน้อย 8-10 รูปเพื่อสวดอภิธรรม, สร้างมณฑป (เอ้านัน ปยะตั๊ด) โดยเจาะโพรงสำหรับบรรจุพระศพทั้งสอง และก่ออิฐปิดโพรงทันทีที่พิธีกรรมทางศาสนาเสร็จสิ้น

ทางการของอินเดียหวั่นว่า พระศพของทั้งสองพระองค์จะถูกเคลื่อนย้ายอย่างลับๆ ผู้ว่าการเบรนดอน ผู้ว่าการเมืองรัตนคีรีสั่งซื้อที่ดินแปลงหนึ่งและให้จัดสร้างสุสานโดยเร็ว ที่ดินที่เลือกนี้ห่างจากวังเจ้าไม่เกิน 1 กิโลเมตร ผู้ว่าการฯ ยังสั่งให้ผู้ว่าการตำรวจและรองผู้ว่าการเมืองเปิดหีบศพต่อหน้าเจ้าหญิงสี่เพื่อพิสูจน์ว่ายังมีพระศพบรรจุอยู่ด้วย แต่ครอบครัวไม่ยินยอม เจ้าหน้าที่จึงปิดล็อกหีบศพและให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้ายามสุสานชั่วคราวในอาณาเขตวังเจ้า

พระนางศุภยาลัตโทรเลขถึงผู้สำเร็จราชการแห่งอินเดียและรองผู้ว่าราชการพม่าวอนให้ยุติความพยายามเปิดหีบพระศพพระเจ้าธีบอ หลังจากนั้นผู้ว่าการเบรนดอน มาเข้าเฝ้าพระนางศุภยาลัตและอธิบายเรื่องพิธีฝังพระศพ พร้อมเตือนว่า นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่พระนางจะได้จัดการพระศพ เพราะครอบครัวของพระนางจะถูกส่งกลับพม่าในอีกไม่นาน และอยากให้พระนางยืนยันว่าพระศพในหีบไม่ได้ถูกแตะต้อง ซึ่งพระนางศุภยาลัตตกลงยืนยันว่าพระศพทั้งสองยังอยู่ในหีบพระศพ อีกทั้งยินดีให้ตรวจค้นหีบสัมภาระของครอบครัวก่อนออกเดินทาง

วันที่ 19 มีนาคม 1919 พระศพของทั้งสองพระองค์ถูกนำไปบรรจุที่สุสานแห่งใหม่ โดยที่พระนางศุภยาลัตและเจ้าหญิงใหญ่ไม่ได้มาร่วมพิธีแม้ว่าทั้งสองพระองค์ยังอยู่ในรัตนคีรี Sudha Shah มองว่า อาจเป็นการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ มีเพียงเจ้าหญิงคนเล็ก 2 พระองค์เท่านั้นมาร่วมพิธี หลังจากพิธีฝังพระศพแล้ว รัฐบาลพม่าส่งโทรเลขแจ้งอนุญาตให้ครอบครัวกษัตริย์กลับพม่าในวันที่ 1 เมษายน 1919

รัฐบาลบอมเบย์ยังถือหนังสือสำคัญที่ลงนามโดยพระนางศุภยาลัตและเจ้าหญิงสี่ว่าเห็นชอบโดยเต็มใจให้ฝังพระศพพระเจ้าธีบอและพระนางศุภยากะเลที่รัตนคีรี และจะไม่ร้องขอให้เคลื่อนย้ายอีก

นับตั้งแต่นั้นมา ทายาทที่สืบสายพระเจ้าธีบอยังคงเคลื่อนไหวให้เคลื่อนย้ายพระศพพระเจ้าธีบอกลับพม่า ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา ปรากฏการยื่นหนังสือแก่รัฐบาลทหารและผู้นำฝ่ายประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม Kelsey Utne นักศึกษาปริญญาเอกด้านประวัติศาสตร์ ผู้เขียนบทความ “Ex-King Still in Exile” เล่าว่า ผู้นำเผด็จการหลังยุคอาณานิคมมองเชื้อพระวงศ์พม่าเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของพวกเขา พระศพของพระเจ้าธีบออาจถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ในการต่อต้านอำนาจโดยกลุ่มขั้วตรงข้าม ซึ่งอาจเคลื่อนไหวเรียกร้องเสียงสนับสนุนจากสาธารณชนเพื่อนำระบอบการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขกลับมา

ไม่เพียงปฏิเสธการนำพระศพกลับคืน ผู้มีอำนาจในรัฐบาลพม่ายังกีดกันสมาชิกราชวงศ์พม่าจากการเข้าไปในสุสานในเมืองรัตนคีรี อย่างไรก็ตาม ในปี 1993 ผู้สืบเชื้อสายรุ่นหลังกลุ่มเล็กๆ สามารถเดินทางเข้าสุสานในรัตนคีรีและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาครั้งสุดท้ายได้

ในวันที่ 16 ธันวาคม 2016 อันเป็นวาระครบ 100 ปีของการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าธีบอ ผู้สืบเชื้อสาย บรรดาผู้ที่มีฐานันดรศักดิ์ และพระสงฆ์ในพุทธศาสนามารวมตัวกันที่สุสานของพระองค์ในเมืองรัตนคีรีเพื่อรำลึกถึงกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า แต่ท้ายที่สุด พวกเขายังไม่ได้นำพระศพของพระองค์กลับคืนพม่า

https://www.silpa-mag.com/history/article_51669