Skip to content
Home » News » ภายหลังรัฐประหาร 2500

ภายหลังรัฐประหาร 2500

ภายหลังรัฐประหาร 2500
https://www.thaipost.net/main/detail/42619

ภายหลังรัฐประหาร 2500 การเสื่อมคลายของการเมืองสามเส้าอาจกล่าวได้ว่า เป็นผลสำคัญมาจากการเสียสมดุลในการถ่วงดุลอำนาจของจอมพล ป. ภายหลังจากที่อำนาจของรัฐบาลจอมพล ป. ลดลงอย่างรวดเร็ว จากสถานการณ์การคัดค้านการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 หรือที่รู้จักกันว่าการเลือกตั้งสกปรก 2500

ทั้งจากนิสิต นักศึกษา ประชาชน และนักหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีผลทำให้จอมพลสฤษดิ์ สามารถผละตัวเองออกจากฐานะผู้ร่วมรัฐบาลที่ผูกพันกับจอมพล ป. และ พล.ต.อ.เผ่า (ในขณะนั้นไม่เป็นที่ศรัทธาของประชาชน และยังถูกจอมพล ป. ต่อต้านอำนาจด้วยการปลดออกจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกลาโหม ในการปรับปรุงคณะรัฐมนตรีวันที่ 2 สิงหาคม 2498) และก้าวขึ้นมาเป็นความหวังและขวัญใจของประชาชน

ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า การปกครองของอำนาจสามฐานเกิดขึ้นได้เพราะการรวบอำนาจ โดยใช้การถ่วงดุลที่เปราะบางระหว่างคนสามคน คือ พล.ต.อ.เผ่า ซึ่งควบคุมกองกำลังตำรวจ โดยการแข่งกับจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งมีกำลังทหาร และจอมพล ป. ซึ่งฉวยโอกาสการแข่งขันโดยเป็นตัวไกล่เกลี่ย และสถานภาพจากการสนับสนุนของอเมริกา ดังนั้น ตราบเท่าที่ฐานะของจอมพล ป. ยังคงมั่นคง ผู้มีอำนาจทั้งสามก็ยังคงมีสืบต่อไป แต่เมื่อจอมพล ป. อ่อนแอลง โอกาสที่บุคคลทั้งสองฝ่ายจะกระทำตามลำพังก็มีทางจะเป็นไปได้มากขึ้น

การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ในปี พ.ศ.2500 ได้นำมาซึ่งการยุติการเมืองในรูปแบบสามเส้า โดยจอมพล ป. ต้องหนีออกไปพำนักลี้ภัยที่ประเทศเขมร ต่อมาย้ายไปพำนักที่ประเทศญี่ปุ่นจนถึงแก่อสัญกรรม ส่วน พล.ต.อ.เผ่า ถูกเนรเทศออกนอกประเทศและได้ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์จนถึงแก่อนิจกรรม ตลอดจนจอมพลจอมพลสฤษดิ์ ก้าวขึ้นมามีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ด้วยการยึดอำนาจในปี 2501

ภายหลังรัฐประหาร 2500
https://www.thaipost.net/main/detail/42619

รัฐประหารครั้งนี้ เป็นรัฐประหารอีกครั้งที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเข้าสู่ยุคพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ และมีฟื้นฟูสถานภาพและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์หลังจากเสื่อมลงตั้งแต่ พ.ศ. 2475 หลังจากนั้น อำนาจทั้งหมดก็ตกอยู่ที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ที่ต่อมาก็ได้รัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม ในปีต่อมา เมื่อไม่สามารถควบคุมความวุ่นวายในสภาฯ ได้ และเป็นที่มาของการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 ที่มอบอำนาจให้นายกรัฐมนตรีสามารถส่งการให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อผู้ที่กระทำการเป็นปรปักษ์ต่อความมั่นคงของรัฐได้ทันที

ภายหลังรัฐประหาร 2500 ในส่วนของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังจากหลบหนีไปทางกัมพูชาแล้ว ก็ลี้ภัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นจึงเดินทางไปบวชที่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย อุปสมบท ณ วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2503 และขอลี้ภัยการเมืองเข้าประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง ณ ที่นั่น จอมพล ป. และครอบครัวได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากรัฐบาลญี่ปุ่น

เนื่องจากญี่ปุ่นถือว่าจอมพล ป. มีบุญคุณต่อประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นผู้อนุมัติให้ทหารญี่ปุ่นสามารถยกพลเข้าสู่ประเทศไทยได้โดยง่าย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ทหารญี่ปุ่นจำนวนมากมิต้องล้มตาย และจอมพล ป. ก็ได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างเงียบ ๆ ที่บ้านพักย่านชานกรุงโตเกียว

จนถึงแก่กรรม ในวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2507 ด้วยอายุ 67 ปี ต่อมา ครอบครัวได้ทำการฌาปนกิจที่นั่น และนำอัฐิกลับสู่ประเทศไทยในวันที่ 27 มิถุนายน ปีเดียวกัน ท่ามกลางพิธีรับจากกองทหารเกียรติยศจากทั้งกองทัพบกและกองทัพอากาศ

ผลกระทบ

1.การโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามที่มาจากการเลือกตั้งลงนี้ ถือเป็นการสิ้นสุด นายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายที่มาจากคณะราษฎร-ผู้นำการปฏิวัติ 2547 เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ระบอบประชาธิปไตย และถือว่าเป็นการสิ้นสุดเจตนารมณ์ของการปฏิวัติ 2475 ลง

2.เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีอำนาจอย่างรอบด้านทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมอย่างไม่เคยมีมาก่อนหลังการปฏิวัติ 2475

3.ก้าวเข้าสู่ระบอบเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ หรือเรียกในเวลาต่อมาว่า “ระบอบเผด็จการ สฤษดิ์ ” หรือ “ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์เผด็จการ