Skip to content
Home » News » มุมมองของโทลคีน

มุมมองของโทลคีน

มุมมองของโทลคีน
http://5221245005.blogspot.com/2010/01/blog-post.html

มุมมองของโทลคีน นับเป็นชาวคาทอลิกผู้เคร่งครัด ทัศนคติของเขาในแง่ที่เกี่ยวกับศาสนาและการเมืองเป็นแบบอนุรักษนิยม คือยึดมั่นในขนบประเพณีดั้งเดิมและไม่ใคร่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ เหตุนี้เขาจึงต่อต้านการปฏิวัติอุตสาหกรรมและผลสืบเนื่องของการณ์นั้นอย่างรุนแรง ด้วยความรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเข้าคุกคามชีวิตชนบทอันสงบสุขของอังกฤษ ตลอดชั่วชีวิตของเขา โทลคีนหลีกเลี่ยงในการใช้รถยนต์ แต่นิยมใช้จักรยานมากกว่า ทัศนคติเช่นนี้ปรากฏเห็นชัดอยู่ในงานเขียนของเขา โดยเฉพาะในเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เมื่อแคว้นไชร์ถูกบีบบังคับให้ทำอุตสาหกรรม

เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ (อังกฤษ: The Lord of the Rings) เป็นนิยายแฟนตาซีขนาดยาว ประพันธ์โดยศาสตราจารย์ชาวอังกฤษ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน เป็นนิยายที่ต่อเนื่องกับนิยายชุดก่อนหน้านี้ของโทลคีน คือ เรื่อง There and Back Again หรือที่รู้จักกันดีอีกชื่อหนึ่งว่า เดอะฮอบบิท

แต่ได้ขยายโครงเรื่องซับซ้อนไปกว่า เดอะฮอบบิท มาก โทลคีนแต่งเรื่องนี้ขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2480 – 2492 (ค.ศ. 1937 – 1949) และได้วางจำหน่ายในปี ค.ศ. 1954-1955 โดยแบ่งตีพิมพ์ออกเป็น 3 ตอน เนื่องจากหนังสือมีความยาวมากจนสำนักพิมพ์เห็นว่าไม่สามารถตีพิมพ์รวมเป็นเล่มเดียวกันได้ นิยายเรื่องนี้ได้แปลไปเป็นภาษาต่างๆ มากมายไม่น้อยกว่า 38 ภาษา และได้รับยกย่องให้เป็นนิยายที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของคริสต์ศตวรรษที่ 20

นักวิจารณ์พากันศึกษาและบ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องราวในปกรณัมชุดมิดเดิลเอิร์ธ กับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของโทลคีน เช่น เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ มักโดนวิจารณ์ว่าเป็นตัวแทนของประเทศอังกฤษในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

ซึ่งโทลคีนเองปฏิเสธแข็งขันในบทนำของการตีพิมพ์เอดิชันที่สองของหนังสือชุดนี้ ว่าเขาไม่ชอบเขียนงานประเภทสัญลักษณ์แฝงคติ แนวคิดเช่นนี้ปรากฏอีกครั้งในงานเขียนของเขา เรื่อง On Fairy-Stories ซึ่งโทลคีนเห็นว่า เทพนิยาย เป็นสิ่งที่สมบูรณ์ในตัวของมันเอง บางครั้งยังสื่อถึงความเป็นจริงบางประการอีกด้วย

เขาเห็นว่าความเชื่อของคริสเตียนก็เป็นไปในลักษณะนี้ คือสมบูรณ์ในตัวเอง และแสดงถึงความเป็นจริงภายนอก พื้นฐานความเชื่อเช่นนี้ของโทลคีนพาให้เหล่านักวิจารณ์พากันค้นหาแนวคิดเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ในผลงานเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ทั้งๆ ที่เนื้อเรื่องมีความเกี่ยวพันกับศาสนาคริสต์น้อยเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมทางศาสนา หรือการสวดอ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้า

ด้านศาสนา

ความศรัทธาอันแรงกล้าของโทลคีนต่อศาสนาคริสต์เป็นหัวข้อสนทนาสำคัญระหว่างเขากับลิวอิส ผู้ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนมานับถือพระผู้เป็นเจ้า แม้โทลคีนจะผิดหวังอยู่บ้างที่ลิวอิสเลือกเข้ารีตในนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ แทนที่จะเป็นโรมันคาทอลิก

ในช่วงปีท้ายๆ ของชีวิต โทลคีนยิ่งผิดหวังมากขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงของสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่สอง ไซมอน โทลคีน หลานของเขาได้บันทึกไว้ว่า

ผมจำได้แม่นเมื่อครั้งไปโบสถ์ที่บอร์นเมาธ์พร้อมกับคุณปู่ ท่านมีศรัทธาในความเป็นโรมันคาทอลิกอย่างมาก เวลานั้นทางโบสถ์ได้เปลี่ยนบทสวดจากภาษาละตินเป็นภาษาอังกฤษ คุณปู่ของผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และกล่าวตอบคำสวดมนต์เป็นภาษาละตินเสียงดังลั่น ทั้งที่คนอื่นพากันกล่าวเป็นภาษาอังกฤษทั้งนั้น ผมรู้สึกอายมาก แต่ดูเหมือนคุณปู่จะไม่สนใจอะไรเลย ท่านเพียงต้องการทำในสิ่งที่ท่านเห็นว่าถูกต้องเท่านั้นเอง
— ไซมอน โทลคีน หลาน

ด้านการเมือง

มีประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับแนวคิดการเหยียดผิวที่ปรากฏอยู่ในผลงานของโทลคีน ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมากมายในหมู่นักศึกษา คริสทีน ไคซม์ นักศึกษาคนหนึ่งจำแนกข้อกล่าวหานี้ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ การเหยียดผิวโดยตั้งใจ การยึดยุโรปเป็นศูนย์กลางโดยไม่ตั้งใจ และการพัฒนาจากการเหยียดผิวที่แฝงในงานของโทลคีนช่วงต้นไปเป็นการปฏิเสธการเหยียดผิวในชั้นหลัง

เป็นที่รู้กันดีว่า โทลคีนดูหมิ่นพวกนาซีมากอยู่ว่าเป็นพวกล้าหลังและอันตราย เขาดูถูกอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มาก เนื่องจากเขาเห็นว่าฮิตเลอร์นั้น “ใช้จิตวิญญาณบริสุทธิ์ไปในทางที่ผิด” แต่ถึงกระนั้นเขาก็ตำหนิกลุ่มต่อต้านเยอรมันที่รวมตัวกันขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งปรากฏในข้อความที่เขาเขียนไปถึงคริสโตเฟอร์ โทลคีน บุตรชาย และแสดงความรังเกียจระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมากับนางาซากิอย่างมาก เขาเรียกกลุ่มผู้สร้างระเบิดนิวเคลียร์ว่าเป็น “นักวิทยาศาสตร์บ้า” และ “ผู้สร้างหอบาเบล”

แนวคิดด้านการเมืองของโทลคีนล้วนมีพื้นฐานมาจากแนวคิดทางศาสนา เช่นเมื่อครั้งสงครามกลางเมืองในสเปน เขาออกเสียงสนับสนุนนายพลฟรันซิสโก ฟรังโก เมื่อได้ทราบว่าเกิดความวุ่นวายถึงกับเผาทำลายโบสถ์คาทอลิกและสังหารพระกับแม่ชีไปเป็นจำนวนมาก เขายังแสดงความชื่นชมต่อกวีชาวแอฟริกาใต้ รอย แคมป์เบล อย่างมากมายหลังจากได้พบกันในปี ค.ศ. 1944 เนื่องจากแคมป์เบลเคยรับราชการในกองทัพสเปนมาก่อน โทลคีนนับถือว่าเขาเป็นนักรบผู้ปกป้องชาวคาทอลิก ขณะที่ ซี. เอส. ลิวอิส เขียนบทกวีล้อเลียนแคมป์เบลว่า เป็นชาวคาทอลิกจอมเผด็จการ

ด้านอื่นๆ

ความรักในตำนานปรัมปรา และความเชื่อศรัทธาอย่างแรงกล้าของโทลคีนผสมผสานกันเป็นอย่างดี จนกระทั่งโทลคีนเชื่อว่า ตำนานปรัมปราทั้งหลายเป็นสิ่งสะท้อนถึง “ความจริง” ที่เคยเกิดขึ้น โทลคีนแสดงแนวคิดเช่นนี้ ไว้ในบทกวีเรื่อง Mythopoeia ซึ่งตีพิมพ์พร้อมงานเขียนเรื่อง Tree and Leaf ในปี พ.ศ. 2474 แนวคิดนี้ได้กลายเป็นแกนกลางของการสังสรรค์ในชมรมอิงคลิงส์ในเวลาต่อมา และเป็นหัวใจของงานประพันธ์ชุดมิดเดิลเอิร์ธของโทลคีนด้วย

ทักษะทางภาษาและภาษาศาสตร์

มุมมองของโทลคีน ทั้งหน้าที่การงานและงานประพันธ์วรรณกรรมของโทลคีนมีความผูกพันกับความรักในภาษาศาสตร์ของโทลคีนอย่างลึกซึ้ง นับแต่เมื่อยังศึกษาในวิทยาลัย โทลคีนชำนาญในภาษากรีกโบราณ และทำวิทยานิพนธ์เพื่อสำเร็จการศึกษาโดยมีภาษานอร์สโบราณเป็นวิชาเอก

เขาเริ่มทำงานครั้งแรกด้วยการชำระพจนานุกรมภาษาอังกฤษ ฉบับออกซฟอร์ด โดยทำการศึกษาค้นคว้าในหมวดอักษร W เมื่อสอนที่มหาวิทยาลัยลีดส์ เขาเป็นอาจารย์ประจำในวิชาประวัติศาสตร์อังกฤษ ภาษาอังกฤษเก่า และภาษาอังกฤษกลาง รวมถึงศาสตร์แห่งภาษาเยอรมัน ภาษากอธิค ไอซ์แลนด์โบราณ และเวลช์ยุคกลาง เมื่ออายุเพียง 33 ปี ก็ได้เป็นศาสตราจารย์ Rawlinson and Bosworth ผู้เชี่ยวชาญภาษาแองโกลแซกซอน ทั้งยังชำนาญภาษาฟินแลนด์ด้วย

โทลคีนมีพรสวรรค์ทางด้านการใช้เสียงและภาษา เขาไม่เพียงเป็นนักภาษาศาสตร์ที่ศึกษาความเป็นมาของภาษา แต่เขาเป็นผู้สร้างภาษา และผู้ใช้ภาษาในฐานะของนักประพันธ์ด้วย โทลคีนให้ความสำคัญกับการเลือกใช้คำ ชั่วโมงสอนของโทลคีนจะมีนักศึกษาเข้าไปฟังมาก เพราะเขาชอบอ่านออกเสียงบทกวีหรืองานวรรณกรรม สื่อให้เห็นอารมณ์ของผู้แต่ง และอธิบายว่าทำไมผู้แต่งจึงเลือกใช้คำนั้น ซี. เอส. ลิวอิส เขียนถึงโทลคีน ในนิตยสารไทมส์ เมื่อครั้งประกาศข่าวมรณกรรมของโทลคีนว่า เขาเป็นผู้ที่ “เข้าถึงภาษาของกวี และเข้าถึงความเป็นกวีในภาษา”

โทลคีนยังสร้างภาษาใหม่ขึ้นอีกหลายภาษา นับแต่วัยเด็ก เขากับน้องชายสร้างภาษาที่เป็นที่เข้าใจกันสองคน เหมือนเช่นเด็กคนอื่นๆ ซึ่งเมื่อเด็กๆ โตขึ้นก็จะลืมเลือนไป แต่โทลคีนบอกว่า “ผมไม่เคยหยุดอีกเลย” เมื่อโทลคีนเริ่มงานสร้างปกรณัมของเขา เขาก็วางโครงร่างภาษาใหม่

ด้วยแรงบันดาลใจจากความไพเราะของภาษาเวลช์และภาษาฟินแลนด์ และสามารถพัฒนาโครงสร้างภาษาและไวยากรณ์จนสมบูรณ์ใช้งานได้จริงถึงสองภาษา คือภาษาเควนยา และภาษาซินดาริน ซึ่งเป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมในโลกจินตนาการ มิดเดิลเอิร์ธ ของเขา ในการบรรยายครั้งหนึ่งในหัวข้อ “A Secret Vice”

โทลคีนบอกกับนักศึกษาว่า “ภาษาที่เธอสร้างจะสร้างโลกของเธอ” ความโด่งดังของหนังสือของโทลคีนทำให้เกิดวัฒนธรรมเล็กๆ ขึ้นอย่างหนึ่ง ซึ่งสืบทอดยาวนานมาถึงปัจจุบัน คือการสร้างภาษาเฉพาะของผู้ประพันธ์ในนิยายแฟนตาซีของตน

วันที่ในข่าวนี้ 1 มกราคม 1944 วันที่ประมาณการ