Skip to content
Home » News » ยุติศึก นากอร์โน – คาราบัค

ยุติศึก นากอร์โน – คาราบัค

ยุติศึก นากอร์โน – คาราบัค อาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานประกาศข้อตกลงเมื่อช่วงเช้าตรู่วันอังคาร

( 10 พฤศจิกา ยน 2563 ) เพื่อหยุดการสู้รบในภูมิภาคนากอร์โน – คาราบัคห์ของอาเซอร์ไบจาน งานนี้ทั้งสองมีการลงนามกับรัสเซีย ซึ่งเรียกร้องให้มีการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพของรัสเซียเกือบ 2,000 นายเข้าไปในพื้นที่พิพาท และอาร์เมเนียจะต้องการคืนดินแดนบางส่วนให้กับอาเซอร์ไบจาน

นากอร์โน – คาราบัคห์ อยู่ในเขตของอาเซอร์ไบจาน แต่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังชนกลุ่มน้อยชาวอาร์เมเนียที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอาร์เมเนียมาตั้งแต่ที่มีการหยุดยิงในปี 2537 เพื่อยุติสงครามแบ่งแยกดินแดนซึ่งมีผู้เสียชีวิตประมาณ 30,000 ราย นับตั้งแต่นั้นมา มีการปะทะกันเป็นระยะ ๆ แต่การสู้รบเต็มรูปแบบเริ่มขึ้นในวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ มีการเรียกร้องให้มีการหยุดยิงหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็เกือบจะถูกละเมิดในทันที แต่ข้อตกลงที่ประกาศล่าสุดมีแนวโน้มว่าที่จะมีการปฏิบัติตาม เนื่องจากอาเซอร์ไบจานมีความก้าวหน้าที่สำคัญในการสู้รบ รวมถึงการได้เข้าควบคุมเมืองสำคัญเชิงกลยุทธ์อย่างชูชิตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์
นิโคล ปาชิเนียน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย บอกบนเฟซบุ๊กว่าการยุติการต่อสู้ครั้งนี้เป็น “ความเจ็บปวดอย่างยิ่งสำหรับตัวผมเอง และประชาชนของเรา”
ไม่นานหลังจากการประกาศ ผู้คนหลายพันคนได้หลั่งไหลไปที่จัตุรัสหลักในกรุงเยเรวาน เมืองหลวงของอาร์เมเนียเพื่อประท้วงข้อตกลงดังกล่าว หลายคนตะโกนว่า” เราจะไม่ยอมทิ้งแผ่นดินของเรา!” บางคนบุกเข้าไปในอาคารหลักของรัฐบาล โดยบอกว่าพวกเขากำลังตามหาปาชิเนียน ซึ่งดูเหมือนจะออกจากอาคารไปแล้ว

ยุติศึก นากอร์โน - คาราบัค
https://www.nationtv.tv/news/378805303

ยุติศึก นากอร์โน – คาราบัค ข้อตกลงดังกล่าวเรียกร้องให้กองกำลังอาร์เมเนีย ต้องคืนพื้นที่ควบคุมบางส่วนที่พวกเขายึดครองอยู่นอกเขตพรมแดนของนากอร์โน – คาราบัคห์ รวมถึงเขตอักดาม ทางตะวันออก ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์อย่างมากสำหรับอาเซอร์ไบจาน เนื่องจากเมืองหลัก ซึ่งก็มีชื่อว่าอักดาม ถูกปล้นสะดมทั้งเมือง และอาคารเดียวที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ก็คือมัสยิดของเมือง
นอกจากนี้ อาร์เมเนีย ยังจะต้องคืนภูมิภาคลาชิน ซึ่งมีถนนสายหลักที่ตัดจากนากอร์โน – คาราบัคห์ ไปยังอาร์เมเนีย ข้อตกลงเรียกร้องให้ถนนที่เรียกว่า Lachin Corridor ยังคงเปิดใช้การอยู่ต่อไป และจะได้รับการคุ้มครองโดยทหารรักษาสันติภาพรัสเซีย
โดยรวมแล้วทหารรักษาสันติภาพของรัสเซีย 1,960 นาย จะถูกส่งไปประจำการในภูมิภาคในระยะเวลา 5 ปี
ข้อตกลงดังกล่าวยังเรียกร้องให้มีการสร้างเส้นทางขนส่งผ่านอาร์เมเนีย เพื่อเชื่อมโยงอาเซอร์ไบจานและเขตนักชิวาน ทางตะวันตกของประเทศ แต่ถูกล้อมรอบโดยอาร์เมเนีย อิหร่าน และตุรกี

ข้อตกลงยุติศึกครั้งนี้เกิดขึ้นได้ก็จากการที่อาเซอร์ไบจานยึดเมืองชูชิได้เมื่อวันอาทิตย์ และได้รับการยืนยันจากทางการนากอร์โน – คาราบัคห์เมื่อวันจันทร์ เรื่องนี้ทำให้อาเซอร์ไบจานมีความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ เนื่องจากเมืองนี้ตั้งอยู่บนที่สูง สามารถมองเห็นเมืองหลวงของภูมิภาคอย่างสเตปานาเกิร์ตซึ่งอยู่ห่างไปทางทิศเหนือแค่ 10 กิโลเมตรได้สบาย
ในแถลงการณ์ บนเฟซบุ๊ค ทางการนากอร์โน – คาราบัคห์บอกว่า ” น่าเสียดาย ที่เราต้องถูกบังคับให้ยอมรับความล้มเหลวหลายอย่างที่ยังคงหลอกหลอนเราอยู่ และเมืองชูชิก็อยู่นอกการควบคุมของเราโดยสิ้นเชิง ” , ” ศัตรูอยู่ที่ชานเมืองสเตปานาเกิร์ต “
นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามครั้งก่อนในปี 2537 ความพยายามไกล่เกลี่ยของนานาประ เทศโดยผ่านทาง ” กลุ่มมินสค์” ขององค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรปเพื่อพิจารณาถึงสถานะของภูมิภาคมีอันต้องสะดุดลง และภูมิภาคนี้ถูกแยกออกจากส่วนที่เหลือของอาเซอร์ไบจานด้วยเขตปลอดทหาร

https://www.nationtv.tv/news/378805303

ความตกลงหยุดยิงนากอร์โน-คาราบัค พ.ศ. 2563 เป็นความตกลงสงบศึกซึ่งยุติสงครามนากอร์โน-คาราบัค พ.ศ. 2563 ได้รับการลงนามเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน โดยอิลฮัม แอลีเยฟ ประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจาน, นีกอล พาชินยัน นายกรัฐมนตรีอาร์มีเนีย และวลาดีมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และยุติการสู้รบทั้งหมดในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัคตั้งแต่เวลา 00:00 น. ของวันที่ 10 พฤศจิกายน ตามเวลามอสโก อารายิก ฮารุทยุนยัน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐนากอร์โน-คาราบัค (อาร์ทซัค) ซึ่งประกาศตนเองเป็นเอกราชก็ตกลงที่จะยุติการสู้รบเช่นกัน

ตามความตกลงดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนเชลยสงครามและร่างผู้เสียชีวิต นอกจากนี้กองกำลังอาร์มีเนียจะถอนตัวออกจากดินแดนรอบนากอร์โน-คาราบัคที่กลุ่มชาติพันธุ์อาร์มีเนียยึดครองภายในวันที่ 1 ธันวาคม ทหารรักษาสันติภาพ 2,000 นายจากกองกำลังภาคพื้นดินรัสเซียจะถูกส่งไปประจำการในภูมิภาคนี้เป็นเวลาอย่างน้อยห้าปีเพื่อคุ้มครองฉนวนลาชึนซึ่งเชื่อมระหว่างอาร์มีเนียกับภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค

โดยอาเซอร์ไบจานเปิดเผยว่ากองกำลังตุรกีจะมีส่วนร่วมในกระบวนการรักษาสันติภาพด้วย นอกจากนี้ อาเซอร์ไบจานจะมีเส้นทางเข้าสู่ดินแดนส่วนแยกนาคีชีวันผ่านทางดินแดนอาร์มีเนียใกล้กับชายแดนตุรกีและอิหร่าน โดยกองกำลังรัสเซียจะคุ้มครองถนนสายต่าง ๆ ที่เชื่อมระหว่างอาเซอร์ไบจานกับนาคีชีวัน

มองประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคอดีต มนุษย์เรายึดติดในเรื่อง “เชื้อชาติ” มาแต่ไหนแต่ไรจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่สถานการณ์ในพื้นที่ พิพาทนากอร์โน-คาราบัคห์ จะปะทุกลายเป็นสงครามได้อย่างง่ายดาย โดยย้อนกลับไปช่วงปี 2463 สหภาพโซเวียตหรือรัสเซียในปัจจุบัน ได้ผนวกดินแดนแถบเทือกเขาคอเคซัสไว้กับตัวเอง ก่อนจัดสรรแบ่งนากอร์โน-คาราบัคห์ ให้อาเซอร์ไบจานเป็นผู้ดูแล

และนับเป็นเวลาต่อเนื่องหลายทศวรรษที่อาร์เมเนียได้เรียกร้องขอพื้นที่ดังกล่าวกลับคืนสู่อ้อมอก เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในนั้นล้วนเป็นคนเชื้อสายอาร์เมเนีย แต่ก็มิเป็นผล

จนกระทั่งช่วงปลายสงครามเย็น ประมาณปี 2532 สหภาพโซเวียตกำลังจะล่มสลาย รัฐบาลท้องถิ่นเชื้อสายอาร์เมเนียในพื้นที่เริ่มเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่การลงมติขอเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอาร์เมเนีย แต่แน่นอนงานนี้อาเซอร์ไบจานไม่มีทางยอม ใช้กำลังปราบปรามการแบ่งแยกดินแดน

สุดท้ายเมื่อโซเวียตดับไปในปี 2534 ทั้งอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานที่ประกาศตัวเป็นเอกราช จึงเปิดสงครามเต็มรูปแบบใส่กัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 30,000 คน ชาวบ้านไร้ที่อยู่อาศัย 1 ล้านคน ไม่รวมถึงรายงานการสังหารหมู่ การฆ่าล้างชาติพันธุ์

จากนั้นในอีก 3 ปีต่อมา รัฐบาลรัสเซียได้เข้ามาเจรจาไกล่เกลี่ยหยุดยิงจนสำเร็จ โดยข้อตกลงระบุการจัดตั้งเส้นแบ่งเขต แยกกองทัพอาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน และยกดินแดนนากอร์โน-คาราบัคห์ให้อาเซอร์ไบจานเป็นผู้ดูแล แต่การบริหารส่วนใหญ่เป็นไปในรูปแบบปกครองตนเอง โดยกลุ่มแยกดินแดนเชื้อชาติอาร์เมเนีย “สาธารณรัฐอาร์ตซัคห์” ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการจากรัฐบาลอาร์เมเนีย

จวบจนปัจจุบัน ความขัดแย้งก็ยังคงอยู่เรื่อยมาในพื้นที่พิพาทขนาด 4,400 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ ไม่รวมถึงการพยายามเข้ามามีอิทธิพล โดยตุรกีที่แสดงตัวสนับสนุนอาเซอร์ไบจาน ขณะที่รัสเซียมีฐานทัพในอาร์เมเนีย.