Skip to content
Home » News » ยุโรปวุ่นประท้วงต้านกฎคุมโควิดลุกลาม

ยุโรปวุ่นประท้วงต้านกฎคุมโควิดลุกลาม

  • โควิด19

ยุโรปวุ่นประท้วงต้านกฎคุมโควิดลุกลาม ผู้ประท้วงหลายหมื่นคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกกลุ่มขวาจัด ออกมาเดินขบวนประท้วงทั่วกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน เพื่อต่อต้านนโยบายล็อกดาวน์ทั่วประเทศของรัฐบาลออสเตรีย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายนนี้ หลังตัวเลขผู้ติดโควิด-19 รายใหม่ในประเทศเพิ่มสูงขึ้น

ออสเตรียประกาศบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ หลังตัวเลขผู้เสียชีวิตรายใหม่ในประเทศเพิ่มสูงขึ้นกว่า 3 เท่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่โรงพยาบาลในรัฐที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นก็เกินกว่าที่ระบบสาธารณสุขจะรองรับไหว

ยุโรปวุ่นประท้วงต้านกฎคุมโควิดลุกลาม
https://www.matichon.co.th/foreign/news_3051648

ยุโรปวุ่นประท้วงต้านกฎคุมโควิดลุกลาม เจ้าหน้าที่ระบุว่ามาตรการล็อกดาวน์ในออสเตรียจะกินเวลาอย่างน้อย 10 วัน แต่อาจจะยาวไปถึง 20 วันได้ โดยผู้คนจะได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านพักเมื่อมีเหตุจำเป็นเท่านั้น ซึ่งรวมถึงไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ พบแพทย์ และออกกำลังกาย

ขณะเดียวกันมีรายงานประท้วงในอีกหลายประเทศทั่วยุโรป อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ โครเอเชีย และไอร์แลนด์เหนือ ต่อต้านมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งมีตั้งแต่การบังคับให้แสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนก่อนเข้าใช้บริการร้านอาหาร ตลาดคริสต์มาส ไปจนถึงเข้าชมการแข่งขันกีฬา

ที่สวิตเซอร์แลนด์ มีผู้ร่วมประท้วงราว 2,000 คน ที่ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการทำประชามติว่าจะรับรองกฎหมายคุมเข้มเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือไม่ โดยให้เหตุผลว่าเป็นกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ

ส่วนที่อิตาลี มีผู้ออกมาร่วมประท้วงราว 3,000 คน ที่ใจกลางกรุงโรมไม่ยอมรับการกำหนดให้มีการแสดง “กรีนพาส” ที่ออกให้กับผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้ว สำหรับการเข้าทำงาน ใช้บริการร้านอาหาร สถานบันเทิงต่างๆ รวมถึงรับชมการแข่งขันกีฬา สถานออกกำลังกาย หรือการนั่งรถไฟ รถบัส และเรือ

เหตุประท้วงแบบเดียวกันเกิดขึ้นที่ไอร์แลนด์เหนือที่รัฐบาลบังคับใช้วัคซีนพาสปอร์ต ด้านชาวโครเอเชียระบุว่าเป็นการละเมิดเสรีภาพของประชาชน ขณะที่เกาะกัวเดอลุปในแคริเบียน ซึ่งมีฐานะเป็นแคว้นหนึ่งของฝรั่งเศส ต้องมีการประกาศเคอร์ฟิวหลังผู้ประท้วงปิดถนนและจุดไฟเผารถ

ตำรวจซิดนีย์สั่งปรับคนนับร้อย และตั้งข้อหาอีกหลายสิบคนหลังผู้ประท้วงต่อต้านมาตรการล็อกดาวน์ฝ่าฝืนคำสั่งกักตัวออกไปเดินขบวนและปะทะกับตำรวจเมื่อวันเสาร์ (24 ก.ค.)

นายกรัฐมนตรีสก็อตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลีย กล่าวในวันอาทิตย์ (25 ก.ค.) ว่าการที่คนนับพันละเมิดมาตรการป้องกันไวรัสออกไปประท้วงเป็นการกระทำที่ “เห็นแก่ตัวและทำร้ายตัวเอง” อีกทั้งยังไร้ประโยชน์เพราะไม่ได้ทำให้มาตรการล็อกดาวน์ยุติลงในเร็ววัน

ด้านเกลดิส เบเรจิกเลียน มุขมนตรีรัฐนิวเซาธ์เวลส์ กล่าวว่า การประท้วงดังกล่าว “น่ารังเกียจ” และไม่คำนึงถึงคนอื่นๆ

ขณะนี้เจ้าหน้าที่สืบสวนกำลังตรวจสอบจากโซเชียลมีเดียและภาพจากกล้องวงจรปิด รวมทั้งกล้องติดตัวตำรวจเพื่อระบุและนำตัวผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งกักตัวอยู่บ้านที่ล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 มาลงโทษ

ตำรวจแถลงเมื่อวันอาทิตย์ว่า ได้สั่งปรับผู้กระทำผิดไปแล้ว 510 คนในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการประท้วงในวันเสาร์ และอย่างน้อย 57 คนถูกตั้งข้อหาก่อความไม่สงบ ซึ่งรวมถึง 2 คนที่ทำร้ายม้าของตำรวจ

เดวิด เอลเลียต รัฐมนตรีกระทรวงตำรวจและบริการฉุกเฉินรัฐนิวเซาธ์เวลส์ วิจารณ์ว่า ซิดนีย์ไม่มีภูมิต้านทานคนโง่เขลา

แดเนียล แอนดรูส์ มุขมนตรีรัฐวิกตอเรียที่มีการประท้วงมาตรการล็อกดาวน์ในเมืองเมลเบิร์นเช่นเดียวกัน เตือนว่า ไม่มีวัคซีนป้องกันความเห็นแก่ตัว

ทั้งนี้ ซิดนีย์กำลังพยายามอย่างหนักในการควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์เดลตาที่เริ่มต้นขึ้นในย่านบอนดีเมื่อเดือนที่แล้ว ขณะที่โครงการฉีดวัคซีนล่าช้า และประชาชนบางส่วนยังละเมิดคำสั่งกักตัวอยู่บ้าน

ขณะนี้มีชาวออสเตรเลียราวครึ่งหนึ่งของทั้งหมด 25 ล้านคนอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ในเมืองและรัฐต่างๆ และประชาชนเริ่มไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้นเรื่องโครงการฉีดวัคซีนที่ล่าสุดมีผู้ที่ได้ฉีดครบ 2 เข็มไม่ถึง 13% ของประชากรทั้งหมดนับจากที่เริ่มฉีดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

ในวันอาทิตย์ รัฐนิวเซาธ์เวลส์รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ 141 คน และเสียชีวิต 2 คน หนึ่งในนั้นเป็นผู้หญิงวัย 30 ปีที่ไม่มีโรคหรือสภาวะที่เป็นมาก่อน

เหตุการณ์การประท้วงที่น่าชิงชังในซิดนีย์และเมลเบิร์น รวมถึงอะดีเลดและบริสเบนนั้น ยังเกิดขึ้นในหลายประเทศของยุโรปเช่นเดียวกัน

ที่ฝรั่งเศส ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและเครื่องฉีดน้ำเพื่อรับมือผู้ประท้วง หลังจากคาดว่า มีผู้ออกไปชุมนุมทั่วประเทศถึง 160,000 คนเมื่อวันเสาร์ เพื่อต่อต้าน “บัตรผ่านสุขภาพ” ของประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ซึ่งจะกำหนดให้ผู้ที่ต้องการเข้าใช้บริการร้านอาหารและสถานที่สาธารณะต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนหรือผลการตรวจโควิดที่เป็นลบ

ผู้ประท้วงตะโกนเรียกร้อง “เสรีภาพ” และชูป้ายประณามมาครงว่าเป็นเผด็จการ กล่าวหาบริษัทยายักษ์ใหญ่จำกัดเสรีภาพ และต่อต้านบัตรผ่านน่าละอาย ทั้งนี้ ช่วงสุดสัปดาห์ก่อนหน้านี้มีชาวฝรั่งเศสกว่า 110,000 คนประท้วงใน 130 จุดทั่วประเทศ

ขณะนี้รัฐสภาฝรั่งเศสกำลังพิจารณาร่างกฎหมายบังคับฉีดวัคซีนให้ประชาชนบางกลุ่มอาชีพ ขณะที่บัตรผ่านสุขภาพจะจำกัดชีวิตทางสังคมอย่างมากโดยจะมีผลบังคับใช้นับจากปลายเดือนนี้

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนการยกระดับมาตรการสกัดไวรัสของมาครงทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ กล่าวคือ ประชาชน 48% ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม จากข้อมูลจนถึงวันศุกร์ (23 ก.ค.) หรือเพิ่มขึ้น 8% นับจากวันที่ 10 ที่ผ่านมา

ที่อิตาลี มีการชุมนุมในโรมประท้วง “ใบรับรองสุขภาพ” สำหรับการกินอาหารในร้านและความบันเทิงในอาคาร ขณะเดียวกัน ชาวกรีซราว 5,000 คนประท้วงในกรุงเอเธนส์ โดยมีการชูป้าย “อย่าแตะต้องลูกหลานของเรา”