Skip to content
Home » News » รัฐประหารพม่า

รัฐประหารพม่า

รัฐประหารพม่า การยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนครั้งแรกในรอบ 59 ปี ของกองทัพเมียนมา สร้างความฉงนให้ผู้คนจำนวนมากว่า ทำไมบรรดานายพลในกองทัพซึ่งยังทรงอิทธิพลทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ จึงออกมาดึงอำนาจคืนจากนักการเมืองพลเรือนอีกครั้ง

การรัฐประหารเมื่อ 1 ก.พ. ได้เรียกเสียงประณามจากนานาชาติ พร้อมกับคำขู่ว่าจะตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า พลังคัดค้านจากประชาชนในประเทศจะออกมาในรูปใด หลังจากที่ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งไว้วางใจให้พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) กลับเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้งด้วยคะแนนกว่า 80%

เช้าตรู่ของ 1 ก.พ. กองทัพเมียนมาประกาศว่าได้ควบคุมประเทศไว้แล้ว หลังจากที่ยอมส่งมอบอำนาจให้แก่รัฐบาลพลเรือนนาน 10 ปี โดยกำลังส่งมอบอำนาจให้แก่ พล.อ. มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และประกาศภาวะฉุกเฉินนาน 1 ปี เนื่องจาก “การทุจริตเลือกตั้ง”

https://www.bbc.com/thai/international-55885495

สถานีโทรทัศน์ของกองทัพรายงานว่า ทหารเข้าควบคุมตัวนางออง ซาน ซู จี และสมาชิกอาวุโสคนอื่น ๆ ของพรรคเอ็นแอลดีที่เป็นพรรครัฐบาลของเธอ ส่วนบีบีซีแผนกภาษาพม่ารายงานว่า การสื่อสารทางโทรศัพท์และอินเทอร์เนตถูกตัดขาด ทหารออกมาลาดตระเวนและตั้งด่านตรวจตามท้องถนนในกรุงเนปิดอว์ และเมืองหลักอย่างนครย่างกุ้ง

เมื่อ 30 ม.ค. หรือเพียงสองวันก่อนการประชุมรัฐสภาเมียนมาชุดใหม่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 1 ก.พ. กองทัพเมียนมาออกแถลงการณ์สยบข่าวลือการก่อรัฐประหารที่ดังหนาหูตลอดสัปดาห์ โดยยืนยันว่าจะมุ่งมั่น “ปกป้องรัฐธรรมนูญและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด”

แถลงการณ์ฉบับนี้ยังอ้างถึงถ้อยแถลงของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยชี้ว่าการกล่าวหากองทัพว่าต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ เป็นข้อสันนิษฐานที่ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงขององค์กรบางแห่งและสื่อบางสำนัก

ในจดหมายที่นางซู จี เขียนขึ้น ช่วงก่อนที่จะถูกควบคุมตัว เธอระบุว่า การกระทำของกองทัพทำให้ประเทศกลับไปสู่เผด็จการอีกครั้ง และเรียกร้องให้บรรดาผู้สนับสนุนของเธอ “อย่ายอมรับเรื่องนี้” และให้ “ประท้วงต่อต้านรัฐประหาร”

นอกจากนางซู จีแล้ว มีคนสำคัญทางการเมืองถูกควบคุมตัวไว้อีกหลายคน รวมถึง นายวิน มินต์ ประธานาธิบดีจากพรรคเอ็นแอลดี, นายฮัน ตาร์ มินต์ และนายยาน วิน สมาชิกพรรคเอ็นแอลดี คณะกรรมการกลาง, นายเพียว มิน เต็ง มุขมนตรีเขตย่างกุ้ง, นายมอนยวา ออง ชิน โฆษกพรรคเอ็นแอลดี, นายนัน ขิ่น ทวย มินต์ นายกรัฐมนตรีรัฐกะเหรี่ยง, นายเมียะ เอ ผู้นำนักศึกษากลุ่ม 88 เจเนเรชัน และนายมิน ตวย ติต ผู้นำนักศึกษาพรรคคอมมิวนิสต์พม่า

รัฐประหารพม่า
https://www.bbc.com/thai/international-55885495

การเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตทางโทรศัพท์มือถือและบริการโทรศัพท์บางแห่งมีปัญหาในเมืองใหญ่หลายแห่ง ขณะที่สถานีโทรทัศน์ MRTV ของทางการเมียนมา รายงานว่า กำลังเผชิญปัญหาทางเทคนิคและยุติการออกอากาศ

การสื่อสารภายในกรุงเนปิดอว์ถูกตัดขาด และยากที่จะประเมินสถานการณ์ที่นั่น ส่วนในนครย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าและเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมา สัญญาณโทรศัพท์และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทำได้อย่างจำกัด ผู้ให้บริการหลายรายได้งดบริการ

สถานีโทรทัศน์ บีบีซี เวิลด์ นิวส์ และสถานีโทรทัศน์ระหว่างประเทศอื่น ๆ ถูกปิดกั้น ขณะที่สถานีโทรทัศน์ในประเทศงดออกอากาศประชาชนพากันต่อแถวที่ตู้เอทีเอ็มในนครย่างกุ้ง ท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดวิกฤตกระแสเงินสดในอีกหลายวันข้างหน้าสมาคมธนาคารของเมียนมาระบุว่า ธนาคารได้ระงับบริการทางการเงินทุกอย่างชั่วคราว

รัฐประหารพม่า ทั่วโลกต่างจับจ้อง “การบังคับใช้กฎอัยการศึกของรัฐบาลทหารเมียนมา” ที่มีคำสั่งให้ “กำลังรักษาความมั่นคง” เดินหน้าใช้กำลังเข้าปราบปราม “กลุ่มผู้ชุมนุม” ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร โดยปราศจากอาวุธในหลายพื้นที่ของประเทศกลายเป็น “เหตุจลาจล” โกลาหลวุ่นวายอย่างหนักหน่วงอยู่ขณะนี้

การชุมนุมหลักใหญ่คงมีอยู่ใน “เมืองย่างกุ้ง” ศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ “มวลชนเมียนมา” ต่างออกมารวมตัวกันยกระดับการประท้วง “จุดไฟเผาสิ่งกีดขวาง” ควันพวยพุ่งปกคลุมเหนือท้องฟ้าต่อเนื่อง อีกทั้งยัง “เผาโรงงานนักธุรกิจจีนหลายแห่ง” ตอกย้ำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

นับตั้งแต่ 1 กุมภาฯ 2564…“พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำหมายเลข 1 ยึดอำนาจการปกครองประเทศจาก “รัฐบาลพลเรือน” ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 1 ปี อ้างว่า “พรรคเอ็นแอลดี” นำโดย “อองซาน ซูจี” ได้รับชัยชนะท่วมท้นนั้นเป็นการ เลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม

เหตุการณ์นี้ยังมีสัญญาณของการเดินมาถึงจุดใกล้แตกหักเมื่อ “กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์” หลากหลายชาติพันธุ์ มีความเคลื่อนไหวด้วยการนำ “กำลังพร้อมอาวุธ” ออกมาปกป้องพลเรือนตัวเองที่มาชุมนุมประท้วงร่วมต่อต้านรัฐบาลทหารครั้งนี้ด้วย เสมือนเป็นการแสดงท่าทีสนับสนุนประชาชนชัดเจนยิ่งขึ้น

สังเกตจากภาพออกมาตามโซเชียลฯ “กองกำลังกะเหรี่ยง” ถืออาวุธปืนนำหน้าคุ้มกันผู้ชุมนุม และคุ้มกันราษฎรออกมาชุมนุมประท้วงใน จ.ผาอัน รัฐกะเหรี่ยง ป้องกันอันตรายจากการกระทำรุนแรงของทหารเมียนมานี้

ไม่นานมานี้ก็มีข่าว “กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์หลายฝ่าย” เริ่มหารือกันผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์สนับสนุนผู้ชุมนุมประท้วงให้ปลอดภัยด้วย เรื่องนี้ส่งสัญญาณ “ฝ่ายความมั่นคงไทย” บ่งบอกถึง “เหตุร้าย” จึงได้เตรียมพร้อมรับกรณีฉุกเฉิน ด้วยการจัดสถานที่ตั้ง “ศูนย์ผู้อพยพลี้ภัยชั่วคราว” ในจังหวัดตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาขึ้น

เหตุการณ์ในเมียนมาถึงจุดเปราะบางนี้ ผศ.ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ประธานหลักสูตรภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร วิเคราะห์ว่า สาเหตุ “กองทัพเมียนมา” ตัดสินใจก่อรัฐประหารด้วยการใช้กลไกในรัฐธรรมนูญอาจไม่เกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้งโดยตรง แต่เป็นการล้างไพ่ควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างมีนัย

อันมีปัจจัยมาจาก “ปัญหาชายแดน” โดยเฉพาะ “นักลงทุนขนาดใหญ่ของชาวจีน” เข้ามามีบทบาทสำคัญใน “การเปิดบ่อนกาสิโน และคอมเพล็กซ์” ในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเมียนมา-ไทย มักตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ กลายเป็นแหล่งสนับสนุนรายได้ทางเศรษฐกิจมหาศาล

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2054825

เรื่องนี้ส่งผลให้ “กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์อิสระ และกองกำลังติดอาวุธภายใต้บังคับบัญชาของกองทัพเมียนมา” ขยายอิทธิพลอำนาจมีท่าทีแข็งกร้าวเหนือกว่า “กองทัพเมียนมา” จนไม่สามารถควบคุมได้

แม้แต่ “นายพลชายแดน” ที่มีการแปรพักตร์เข้ามาร่วมกับ “กองทัพ” ก็ยากต่อการกำกับดูแลสั่งการแล้วเช่นกัน เพราะมีอิทธิพลทางการเงิน และทางการทหารอย่างก้าวกระโดด นับแต่ “นักลงทุนชาวจีน” เข้ามารับสัมปทานทำธุรกิจตามแนวชายแดน ทำให้มีเม็ดเงินเสริมหล่อเลี้ยงความแข็งแกร่งชัดเจนขึ้น

ดังนั้นในช่วง 1-2 ปีมานี้มีข้อมูล “รายงานประชุมกองทัพเมียนมา” มักพูดคุยกันถึง “อำนาจของชาติพันธุ์” มากยิ่งขึ้น กระทั่งจำเป็นต้อง “รัฐประหาร” เพื่อดึงอำนาจทั้งหมดเข้ามาอยู่ส่วนกลางอย่างเบ็ดเสร็จ ในการแก้ปัญหาการเมืองภายในประเทศ และการควบคุมชายแดนของกองกำลังชาติพันธุ์

ประเด็น…“ทหารคุมตัวซูจี” อาจเป็นเพราะ “ซูจี” เป็นผู้ริเริ่มแนวคิด “สันติภาพเมียนมา” ทำให้มีบทบาทสำคัญในการเป็น “คนกลางเชื่อมกับชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม” ในการเปิดพื้นที่เวทีให้กับ “กลุ่มชาติพันธุ์” เข้ามามีบทบาทสำคัญในเมียนมา และมีการนำบุคคลของกลุ่มชาติพันธุ์บางคนเข้ามาทำงานทางการเมืองด้วยซ้ำ

ถ้าหาก “กองทัพเมียนมา” ปล่อยพรรคการเมืองซูจีมีอำนาจอีก 4 ปี ย่อมถูกลดบทบาทอำนาจลงยิ่งขึ้น แม้มี “ตัวแทนในรัฐสภา” ก็ไม่อาจต้านทานได้ อีกทั้ง “กลุ่มชาติพันธุ์ตามแนวชายแดน” ก็มีอำนาจเติบโตเรื่อยๆ มีแนวโน้มจับมือกันด้วยซ้ำ “เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม” ทำให้เป็นสาเหตุสำคัญ “ทำรัฐประหารควบคุมตัวซูจี” ครั้งนี้หรือไม่