Skip to content
Home » News » รู้จัก บิทคอยน์

รู้จัก บิทคอยน์

รู้จัก บิทคอยน์ สำหรับการใช้บิตคอยน์ หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ เพื่อใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการ นำมาซึ่งความสะดวกในหลายด้าน เนื่องจากไม่จำเป็นต้องพกเงินสด อยากโอนให้ใครบนโลกนี้ก็ทำได้ง่าย ๆ ไม่ต่างจากการส่งอีเมล และนับวันสกุลเงินดิจิทัลก็ค่อย ๆ เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น
       
          แต่ความเสี่ยงของเงินสกุลนี้ก็ยังมีอยู่มากเช่นกัน ได้แก่ ค่าเงินที่มีความผันผวนสูง เป็นช่องทางการฟอกเงินอีกหนึ่งรูปแบบ รวมทั้งยังเป็นช่องทางให้เกิดการโจรกรรมทางอินเทอร์เน็ต เพราะไม่มีการระบุข้อมูลของผู้ใช้ การจับตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษจึงทำได้ยากนั่นเอง ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย จากการที่บิตคอยน์ไม่มีตัวตนจริง จึงมีโอกาสสูญหายได้หากถูกโจมตีจากไวรัสที่ต้องการเข้ามาป่วนระบบ รวมถึงการที่ธนาคารกลางของประเทศหลายประเทศยังไม่สามารถควบคุมปริมาณเงินในระบบให้มีเสถียรภาพได้ด้วย

บิทคอยน์  โอกาสหรือเสี่ยง
https://money.kapook.com/view84147.html 

รู้จัก บิทคอยน์

หลังจากที่บิตคอยน์เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น จึงมีหลายคนเริ่มเห็นโอกาสในการทำกำไร ซึ่งก็มีคนที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยกับบิตคอยน์ไปไม่น้อยเลยทีเดียว 

โดยบิตคอยน์เริ่มมาเป็นกระแสในเมืองไทย เนื่องจากมีกลุ่มแฮกเกอร์ได้ปล่อยไวรัสเรียกค่าไถ่ “WannaCry” ซึ่งได้เรียกเก็บเงินกับผู้ที่ติดไวรัสเป็นสกุลเงินบิตคอยน์ ทำให้สกุลเงินนี้เป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก

จนมีมูลค่าพุ่งสูงสุดในเดือนธันวาคม 2560 แม้ว่าหลังจากนั้นไม่นาน ราคาบิตคอยน์จะค่อย ๆ ร่วงลงและมีความผันผวนเป็นอย่างมาก จนเริ่มเกิดกระแสความกังวลเป็นวงกว้างถึงภาวะฟองสบู่แตกในตลาดบิตคอยน์ แต่แล้วในเดือนมกราคม 2564 บิตคอยน์กลับทำสถิติพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง โดย 1 BTC มีมูลค่าถึง 1 ล้านกว่าบาท และมีทีท่าว่ามูลค่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยนแรกของบิตคอยน์ถูกกำหนดขึ้นในเดือนตุลาคม 2552 ไว้ที่ 1 BTC เท่ากับ 0.000764 USD กระทั่งในเดือนพฤศจิกายน 2553 บิตคอยน์สามารถเพิ่มมูลค่าอย่างรวดเร็วเป็น 1 BTC เท่ากับ 0.50 USD และค่อย ๆ มีมูลค่าขึ้นมาเรื่อย ๆ กลายเป็นหลักร้อย หลักพัน และหลักหมื่น ในปัจจุบัน

          โดยราคาบิตคอยน์ดีดตัวขึ้นแรงในช่วงปี 2560 และทำสถิติไว้ราว 20,000 USD ต่อ 1 BTC หรือกว่า 600,000 บาท เลยทีเดียว จากการเข้ามาเก็งกำไรของนักลงทุน แม้จะมีกระแสคำเตือนต่าง ๆ จากนักวิเคราะห์ว่าอาจเกิด “ภาวะฟองสบู่” กับตลาดบิตคอยน์

ก่อนที่สุดท้ายบิตคอยน์จะร่วงลงอย่างหนักตลอดปี 2561-2562 ทำจุดต่ำสุดที่ประมาณ 3,200 USD ส่งผลให้นักลงทุนขาดทุนยับเยิน

ราคาบิตคอยน์ยังผันผวนต่อเนื่อง จนประมาณกลางปี 2563 ราคาเริ่มดีดตัวกลับขึ้นมาเรื่อย ๆ และสร้างสถิติใหม่ในเดือนธันวาคม 2563 ที่มีมูลค่าทะลุไปกว่า 27,000 USD ต่อ 1 BTC หรือกว่า 800,000 บาท เลยทีเดียว ก่อนจะพุ่งแตะหลักล้านเป็นครั้งแรกในวันที่ 3 มกราคม 2564 โดยทำสถิติสูงสุดที่ 34,800 USD คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.01 ล้านบาท 

http://www.bizpromptinfo.com/

          กระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 บริษัท เทสลา อิงค์ ของอีลอน มัสก์ ค่ายรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของโลก ได้เข้าซื้อบิตคอยน์มูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท) และประกาศว่าจะให้ลูกค้าใช้เงินบิตคอยน์ซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้ด้วย เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์พุ่งขึ้นไปเกิน 47,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.4 ล้านบาท) ต่อ 1 บิตคอยน์ ทำนิวไฮอีกครั้ง และยังคงพุ่งต่อเนื่องในเดือนเมษายน 2564 เมื่อทะยานไปแตะระดับ 2 ล้านบาท ต่อ 1 บิตคอยน์ เรียบร้อย

          อย่างไรก็ดี บิตคอยน์ ถือเป็นสกุลเงินที่มีความผันผวนเป็นอย่างมาก โดยเคยร่วงถึง 20% ภายใน 2 วัน และเคยร่วงถึง 800 USD ภายในชั่วโมงเดียว ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับเงินสกุลปกติ หรือการลงทุนในหุ้นที่เฉลี่ยต่อวันจะเปลี่ยนแปลงไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นผู้ที่สนใจเข้ามาลงทุนหรือเก็งกำไร ควรจะต้องศึกษาข้อมูลและหาความรู้เพิ่มเติมอย่างละเอียด ไม่เช่นนั้นอาจจะหมดตัวได้ง่าย ๆ

ด้วยความนิยมที่สูงขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทย ทำให้เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกมาให้ความชัดเจนแล้วว่า สามารถซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยได้อย่างถูกกฎหมาย ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 โดยต้องผ่าน 7 สกุลเงินดิจิทัลที่กำหนดเท่านั้น ซึ่งบิตคอยน์ก็เป็นหนึ่งในนั้น 

การขุดบิทคอยน์

การขุด บิทคอยน์ การขุด (mining) เป็นบริการบันทึกข้อมูลผ่านการใช้พลังในการคำนวณผล (processing power) ของคอมพิวเตอร์ ผู้ขุด (miner) ช่วยทำให้บล็อกเชนมีความสม่ำเสมอ สมบูรณ์ และเปลี่ยนแปลงไม่ได้ โดยการตรวจสอบซ้ำ ๆ และเก็บบันทึกการซื้อขายใหม่ที่ถูกเผยแพร่ไปยังกลุ่มการซื้อขายใหม่ที่เรียกว่าบล็อก แต่ละบล็อกประกอบไปด้วยการเข้ารหัสแบบแฮช (cryptographic hash) หรือการเข้ารหัสทางเดียว ของบล็อกก่อนหน้า โดยการใช้ขั้นตอนวิธีแฮช SHA-256 ซึ่งเชื่อมต่อกับบล็อกก่อนหน้า เป็นจุดกำเนิดของชื่อบล็อกเชน

บล็อกใหม่ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า การพิสูจน์งาน (Proof-of-work) จึงจะได้รับการยอมรับจากระบบ การพิสูจน์งานต้องการให้ผู้ขุดหาตัวเลขที่เรียกว่า nonce ที่ให้ผลลัพธ์จำนวนน้อยกว่าเป้าหมายความยากของระบบเมื่อถูกเข้ารหัสแบบแฮชด้วย nounceการพิสูจน์นี้ง่ายที่จุดต่อใดก็ตามที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายจะทำการตรวจสอบ ทว่ากินเวลาอย่างมากหากจะสร้างขึ้นเอง ผู้ขุดต้องลองจำนวน nounce หลายจำนวนเพื่อบรรลุเป้าหมายความยาก โดยมักเริ่มทดสอบจากค่า 0, 1, 2, 3, … ตามลำดับ

ทุก ๆ 2,016 บล็อก (ประมาณ 14 วัน หากใช้เวลา 10 นาทีต่อบล็อก) เป้าหมายความยากถูกปรับตามสมรรถนะใหม่ของระบบ โดยมีเป้าหมายที่จะคงเวลาเฉลี่ยระหว่างบล็อกใหม่ไว้ที่ 10 นาที วิธีนี้ทำให้ระบบปรับตัวเข้ากับพลังการขุดของเครือข่ายอย่างอัตโนมัติ

ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557 จนถึง 1 มีนาคม พ.ศ. 2558 จำนวนเฉลี่ยนของ nounce ที่นักขุดต้องทดลองเพื่อสร้างบล็อกใหม่เพิ่มขึ้นจาก 16.4 × 1018 เป็น 200.5 × 1018

ระบบการพิสูจน์งานคู่กับการต่อกันของบล็อกทำให้การเปลี่ยนแปลงของบล็อกเชนเป็นไปได้ยากมาก เพราะการที่ผู้โจมตีจะทำให้บล็อกหนึ่งได้รับการยอมรับ จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงบล็อกต่อมาที่เชื่อมกันทั้งหมด เมื่อเวลาผ่านไปความยากในการเปลี่ยนแปลงบล็อกเพิ่มข้น ด้วยความที่บล็อกใหม่ถูกขุดตลอดเวลาทำให้จำนวนบล็อกที่ตามมาเพิ่มขึ้นไปด้วย

https://thestandard.co/what-is-bitcoin-mining/

หลักการทำงานของบิตคอยน์ 

บิตคอยน์เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการเหมือนสกุลเงินทั่วไป แต่สิ่งที่บิตคอยน์แตกต่างคือมันไม่มีตัวกลางที่คอยจดบันทึกธุรกรรม เราเรียกรูปแบบนี้ว่า Decentralized หรือการกระจายศูนย์ ในขณะที่สกุลเงินทั่วไป (Fiat Money) มีตัวกลางที่คอยบันทึกธุรกรรม ซึ่งในที่นี้คือธนาคารกลางหรือรัฐบาล เรียกว่า Centralized หรือการรวมศูนย์

ระบบ Centralized ที่มีตัวกลางคอยบันทึกธุรกรรมเป็นการมอบอำนาจอันเด็ดขาดให้กับตัวกลาง ซึ่งอาจนำมาซึ่งปัญหาอย่างการทุจริต ซาโตชิ นากาโมโตะ จึงสร้างบิตคอยน์ขึ้นมาเพื่อเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีความ Decentralized ด้วยหลักการที่สร้างสรรค์อย่างมาก นั่นก็คือการให้ผู้ที่อยากบันทึกธุรกรรมต้องมาแข่งขันกันเพื่อชิงสิทธิ์ในการเพิ่มข้อมูลธุรกรรมชุดต่อไปลงบนเครือข่ายของบิตคอยน์ ซึ่งเราจะมาอธิบายให้เข้าใจกันในหัวข้อถัดไป

ความหมายของการขุดบิตคอยน์

เครือข่ายของบิตคอยน์คือ Blockchain ที่เป็นการเก็บข้อมูลแบบ Decentralized โดยทุกเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย (เรียกว่า Node) นับล้านเครื่องทั่วโลกจะเก็บข้อมูลธุรกรรมทั้งหมดตั้งแต่ธุรกรรมแรกจนถึงล่าสุด และมีการตรวจสอบให้ข้อมูลทุกเครื่องตรงกันอยู่เสมอ นั่นจึงทำให้การปลอมแปลงข้อมูลเพียงไม่กี่เครื่องในเครือข่ายไม่สามารถทำอะไรกับเครือข่ายได้

การขุดบิตคอยน์จะเข้ามามีบทบาทเมื่อมีธุรกรรมชุดใหม่เกิดขึ้นในเครือข่าย ธุรกรรมชุดใหม่จะถูกประกาศเข้าไปในเครือข่ายในรูปแบบของการเข้ารหัส (Encryption) เครื่องที่จะมีสิทธิ์อัปเดตข้อมูลบน Blockchain และรับรางวัลเป็นบิตคอยน์จะต้องแข่งกัน ‘เดา’ ตัวเลขเพื่อเติมสมการและไขรหัสให้ถูกต้องก่อนเครื่องอื่น โดยเราจะเรียกเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เข้ามาแข่งกันเดาตัวเลขนี้ว่า ‘นักขุด’ (Miner)

การเดาตัวเลขในที่นี้ก็คือการขุด (Mining) ซึ่งเป็นการใช้พลังประมวลผลของคอมพิวเตอร์เพื่อเดาตัวเลขออกมานับล้านชุดภายในเวลาเสี้ยววินาที จำนวนของตัวเลขที่คอมพิวเตอร์สามารถเดาออกมาได้จะขึ้นอยู่กับพลังประมวลผล หรือ Hashrate ของแต่ละเครื่อง หมายความว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีพลังประมวลผลสูงก็จะมีโอกาสเดาตัวเลขได้สำเร็จก่อนเครื่องอื่น

ระบบดังกล่าวเรียกว่า Proof-of-Work หรือการพิสูจน์ด้วยการลงแรง เพื่อให้เครือข่ายสามารถหาข้อตกลงกันได้ว่านักขุดได้ลงแรงผ่านการประมวลผลแล้ว จึงมีสิทธิ์ที่จะเพิ่มข้อมูลชุดใหม่เข้าไปใน Blockchain ได้ นอกจากนี้การที่ระบบนี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับการขุด เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มบิตคอยน์เหรียญใหม่เข้าไปในเครือข่ายเหมือนกับการขุดทองคำที่จะเป็นการทองคำก้อนใหม่เข้าไปในตลาดนั่นเอง 

https://thestandard.co/what-is-bitcoin-mining/

วิวัฒนาการของการขุดบิตคอยน์

เพื่อรักษาความสมดุลของจำนวนบิตคอยน์ใหม่ที่จะถูกเพิ่มเข้ามาในระบบ นากาโมโตะจึงสร้างเครือข่ายบิตคอยน์ขึ้นมาโดยฝังชุดคำสั่งให้เครือข่ายทำการปรับ ‘ความยาก’ ของการเข้ารหัสให้สอดคล้องกับพลังประมวลผลโดยรวมของทั้งเครือข่าย หมายความว่ายิ่งมีนักขุดมากเท่าไร ความยากในการขุดก็จะสูงขึ้นเท่านั้น

ในช่วงแรกที่บิตคอยน์ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 2008 ยังมีจำนวนนักขุดไม่มากนัก ความยากของการขุดจึงไม่สูงมาก นักขุดสามารถใช้ CPU ของแล็ปท็อปขุดบิตคอยน์ได้สบายๆ 

ต่อมาเมื่อมีนักขุดเพิ่มเข้ามามากขึ้น การแข่งขันจึงยิ่งสูงขึ้น ทำให้มีการนำ GPU ที่เป็นหน่วยประมวลผลกราฟิกของคอมพิวเตอร์มาขุดบิตคอยน์ เนื่องจาก GPU สามารถทำ Hashrate ได้มากกว่า CPU หลายสิบเท่า นี่จึงเป็นสาเหตุที่ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นไป เราอาจได้เห็นข่าว GPU ขาดตลาดเป็นบางช่วง

การขุดบิตคอยน์ก็คือการ ‘เดา’ ชุดตัวเลขเพื่อแก้สมการทางคณิตศาสตร์ให้สำเร็จก่อนนักขุดคนอื่นในเครือข่าย หากเดาถูกก่อนก็จะมีสิทธิ์ในการเพิ่มข้อมูลธุรกรรมชุดใหม่ลงไปในเครือข่าย และรับรางวัลเป็นบิตคอยน์เหรียญใหม่ที่ยังไม่มีในระบบ

พลังประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์มีผลต่อการขุดค่อนข้างมาก ยิ่งมีพลังประมวลสูงก็จะสามารถเดาตัวเลขได้เยอะขึ้นภายในเวลาที่เท่ากัน โอกาสที่จะเดาถูกจึงเยอะขึ้น จึงเกิดเป็นการแข่งขันกันภายในเครือข่าย

อย่างไรก็ตาม ทั้ง CPU และ GPU ก็ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ขุดบิตคอยน์ตั้งแต่แรก จึงเริ่มมีการคิดค้นอุปกรณ์สำหรับการขุดโดยเฉพาะ นั่นคือ ASIC ที่ย่อมาจาก Application-specific Integrated Circuit ซึ่งก็ได้รับความนิยมจากเหล่านักขุดรายใหญ่ และกลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับการขุดบิตคอยน์ 

สำหรับนักขุดรายย่อยที่อยากขุดบิตคอยน์ แต่ไม่มีเงินลงทุนซื้ออุปกรณ์เฉพาะทาง ก็สามารถเข้าร่วม Mining Pool ที่เป็นการรวมกลุ่มกันของนักขุดรายย่อยเพื่อนำพลังประมวลผลมารวมกันให้สามารถแข่งขันกับรายใหญ่ แต่รางวัลที่ได้จากการขุดก็จะถูกหารแบ่งออกไปตามจำนวนนักขุด 

หรือง่ายกว่านั้นคือการใช้บริการกระดานซื้อขายที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่าง Bitkub เป็นต้น