Skip to content
Home » News » วลาดีมีร์ ปูติน ผู้นำที่เปลี่ยนรัสเซียและโลก

วลาดีมีร์ ปูติน ผู้นำที่เปลี่ยนรัสเซียและโลก

วลาดีมีร์ ปูติน ผู้นำที่เปลี่ยนรัสเซียและโลก ปูตินเป็นผู้นำรัสเซียที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง โดยดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำการเมืองติดต่อกันถึง 17 ปี ในการสำรวจความเห็นคนรัสเซียในปี 2014 หลังจากที่รัสเซียผนวกดินแดนไครเมียของยูเครนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย

ปูตินได้รับคะแนนนิยมถึง 85.9% การสำรวจในปี 2015 ปูตินได้คะแนนเพิ่มขึ้นเป็น 89% ทำให้ปูตินกลายเป็นผู้นำการเมืองที่ได้รับความนิยมมากสุดในโลก ทั้งๆ ที่เมื่อขึ้นมามีอำนาจใหม่ๆ ในปี 1999-2000 ปูตินเป็นผู้นำการเมืองที่เก็บตัว ไม่สนใจเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ให้กับตัวเอง อาจเป็นเพราะว่า การฝึกฝนในสมัยการทำงานกับ KGB ทำให้เขาวางตัวเป็นบุรุษที่ลึกลับ บุรุษที่ไม่มีโฉมหน้าปรากฏต่อสาธารณะ

วลาดีมีร์ ปูติน ผู้นำที่เปลี่ยนรัสเซียและโลก

เมื่อปูตินขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกในปี 2000 รัสเซียตกอยู่ในสภาพที่ยากลำบาก ทั้งกลไกรัฐและเศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะงักงัน สถานการณ์ประเทศแบบนี้ จำเป็นต้องอาศัยแรงกระตุ้นจากผู้นำการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และความรักชาติ เมื่อขึ้นเป็นประธานาธิบดีได้ไม่นาน เดือนสิงหาคม 2000 เรือดำน้ำนิวเคลียร์ Kursk ก็เกิดอุบัติเหตุจมลงในทะเล Barents ในปี 2002 พวกก่อการร้ายชาวเชเชนบุกเข้ายึดโรงละครในมอสโคว์ หน่วยปฏิบัติการณ์พิเศษรัสเซียใช้วิธีการปล่อยก๊าซพิษทางท่ออากาศ ทำให้คนเสียชีวิต 130 คน เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ส่งผลกระทบต่อความนิยมที่มีกับปูตินเลย คงเป็นเพราะคนรัสเซียรู้สึกว่า ประเทศกำลังต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง และรัสเซียต้องมีนโยบายต่างประเทศแบบชาตินิยม

แต่สิ่งที่เป็นเรื่องความโชคดีของปูติน คือ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทำให้นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลปูตินสามารถดำเนินการอย่างได้ผล ราคาน้ำมันเพิ่มจากบาร์เรลละ 22 ดอลลาร์ในปี 2002 เป็น 50 ดอลลาร์ในปี 2005 และ 91 ดอลลาร์ในปี 2008 และคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องมา 5 ปี ทำให้ช่วง 2001-2007 เศรษฐกิจรัสเซียเติบโตปีละ 7% ในระยะเวลาแค่ 6 ปี เศรษฐกิจรัสเซียมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 1999 ที่เป็นการสิ้นสุดของยุคประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน

รัสเซียมักถูกเรียกว่าเป็น “รัฐปิโตรเลียม” (Petrostate) ประเทศที่มีสภาพแบบนี้มักล้มเหลวในการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมือง รัสเซียส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติโดยมีสัดส่วนถึง 50% ของการส่งออกทั้งหมด ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นสร้างความรุ่งเรืองให้เกิดขึ้นกับรัสเซียสมัยปูติน ทำให้รัสเซียสามารถชำระหนี้สินต่างประเทศจนหมดในปี 2005 สังคมเกิดคนชั้นกลางรุ่นใหม่ๆ รัฐสามารถจ่ายเงินบำนาญเพิ่มขึ้นแก่ประชาชน ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจทำให้คนรัสเซียได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า รัสเซียจึงกลายเป็นตัวอย่างของประเทศที่โชคดีในยุคสมัยใหม่

วลาดีมีร์ ปูติน ผู้นำที่เปลี่ยนรัสเซียและโลก
https://www.thairath.co.th/news/foreign/1232121

ช่วงที่ทำงานกับ KGB ในเยอรมันตะวันออก ปูตินคงจะได้รับอิทธิพลความคิดจากตัวอย่างด้านเศรษฐกิจของเยอรมันตะวันตก ปูตินเป็นคนที่สนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจเสรีตามกลไกตลาด แต่ต้องมีการกำกับดูแลและควบคุมโดยรัฐ แต่เขาต่อต้านขัดขวางการที่พวกมีอำนาจควบคุมเศรษฐกิจจะเข้ามามีอำนาจทางการเมือง ที่เรียกกันว่าพวก Oligarch พวก Oligarch คือนักธุรกิจรัสเซียที่สร้างความมั่งคั่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วจากการแปรรูปทรัพย์สินของรัฐ คนกลุ่มนี้เกิดขึ้นหลังจากสหภาพโซเวียตล้มสะลาย พวก Oligarch ที่พยายามจะเข้ามามีอำนาจทางการเมืองถูกจับกุม เช่น นาย Mikhail Khodorkovsky เจ้าของบริษัทน้ำมัน Yukos หรือไม่ก็ต้องลี้ภัย เช่น นาย Boris Berezovsky

ส่วนกลุ่มคนที่มีอำนาจในรัสเซียปัจจุบัน ไม่ใช่พวก Oligarch แต่เป็นพรรคพวกที่เคยร่วมงานกับปูตินในสมัยที่ทำงานกับ KGB และที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก แน่นอนว่า พรรคพวกปูตินที่มีตำแหน่งสูงๆ คงจะมีฐานะที่มั่งคั่ง แต่จะร่ำรวยขนาดไหน แหล่งเงินได้มาจากไหน หรือฝากไว้ที่ไหน ไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่พวกมีอำนาจในปัจจุบันจะยึดหลักปฏิบัติอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ไม่อวดมั่งมีหรือใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย มีหนังสือเขียนเปิดโปงว่าปูตินเป็นคนร่ำรวยที่สุดในโลก ซึ่งก็อาจจะเป็นการเขียนกันแบบที่เกินความจริง แต่ที่แน่นอนก็คือ พรรคพวกของปูตินที่พ้นจากตำแหน่งระดับสูงของรัฐบาลไปแล้ว ไม่มีใครต้องไปอาศัยเงินสวัสดิการรายเดือนจากรัฐแม้จะมีอำนาจมานาน 17 ปีต่อเนื่องกัน

แต่คนทั่วไปมีความเข้าใจน้อยมากว่าปูตินเป็นคนที่มีความคิดอย่างไร เช่น ปูตินเป็นผู้นำที่มีแนวคิดปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองหรือไม่ เป็นนักเสรีนิยมหรือนักอนุรักษนิยม ปูตินต้องการเปลี่ยนแปลงรัสเซียหรือว่าต้องการสร้างความสงบมั่นคงให้กับรัสเซีย เพราะที่ผ่านๆ มารัสเซียประสบปัญหาความปั่นป่วนมาหลายปี แต่ที่แน่นอนอย่างหนึ่ง คนที่เคยทำงานกับ KGB มาแล้ว คงไม่ใช่คนที่มีแนวคิดจะเร่งสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในรัสเซียในเร็ววัน

ในประเทศตะวันตก หนังสือเกี่ยวกับปูตินมักจะตั้งชื่อว่า The New Tsar, The Man Without Face หรือ Mr. Putin: Operative in the Kremlin เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ของปูตินว่า เป็นผู้นำเผด็จการ หรือผู้นำรัสเซียที่เป็นสายลับ KGB แฝงตัว คนรัสเซียเองก็มีคำพูดว่า คนที่เคยเป็น KGB มาแล้ว ก็จะเป็นตลอดไป แต่การที่นักวิเคราะห์ตะวันตกมองว่าปูตินเป็นผู้นำมีแนวโน้มเผด็จการ หรือใช้อำนาจเด็ดขาด ก็อาจจะสะท้อนความจริงบางส่วน

รัสเซียในสมัยปูตินมีสภาพเป็น “รัฐคู่ขนาน” (Dual State) ด้านหนึ่ง รัสเซียมีระบอบการเมืองที่มีรัฐธรรมนูญเป็นทางการ มีการปกครองที่ยึดหลักกฎหมาย และมีเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง การที่รัสเซียเป็นประเทศที่มีเรื่องอื้อฉาวด้านคอร์รัปชัน เหตุผลหนึ่งเพราะ สื่อมวลชนในรัสเซียมีเสรีภาพมากในการเปิดโปงเรื่องนี้ แต่อีกด้านหนึ่ง ผู้มีอำนาจของรัสเซียก็มีอภิสิทธิ์ที่จะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเล่นงานฝ่ายตรงกันข้ามโดยไม่ต้องรับผิดใดๆ เหมือนกับว่า ผู้มีอำนาจมีระบบกฎหมายของตัวเอง

สภาพแบบรัฐคู่ขนานดังกล่าว คือสิ่งที่อธิบายพัฒนาการการเมืองรัสเซีย หลังจากการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ คือ รัสเซียอยู่ในพื้นที่สีเทา ไม่ชัดเจนว่าจะพัฒนาไปเป็นประเทศที่ปกครองโดยยึดหลักกฎหมายหรือจะเป็นประเทศที่มีการปกครองแบบที่เรียกกันว่า “อำนาจนิยมแต่เสรี” หรือ “ประชาธิปไตยที่มีการควบคุม”

หลังจากที่ขึ้นเป็นผู้นำรัสเซียมาแล้ว 17 ปี ปูตินทำให้รัสเซียเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จากประเทศที่เคยเต็มไปด้วยความปั่นป่วนทางการเมือง และทรัพยากรด้านพลังงานของรัฐถูกแปรรูปไปสร้างความมั่งคั่งให้กับพวก Oligarch กลายมาเป็นรัสเซียใหม่ที่ความยิ่งใหญ่ในอดีตหวนกลับคืนมา จนนิตยสาร Forbes ยกย่องให้ปูตินเป็นผู้นำการเมืองที่มีอิทธิพลมากที่สุดของโลกติดต่อกัน 4 ปี ตั้งแต่ปี 2013-2016 ทั้งนี้เพราะบทบาทรัสเซียในปัจจุบันส่งผลกระทบไปทุกมุมของโลก ตั้งแต่สงครามกลางเมืองในซีเรีย จนถึงการพยายามแฮ็กข้อมูลของพรรคเดโมแครตเพื่อช่วยโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

https://thaipublica.org/2017/03/pridi39/