Skip to content
Home » News » วิทยาการระบาด เชื้อไวรัส

วิทยาการระบาด เชื้อไวรัส

วิทยาการระบาด
https://www.prachachat.net/world-news/news-414664

วิทยาการระบาด เชื้อไวรัสในปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 โดยที่ผู้ติดเชื้อกลุ่มแรกจำนวนมากมีความเชื่อมโยงกับตลาดค้าอาหารทะเลหฺวาหนานมาก่อน ชี้ให้เห็นว่าไวรัสดังกล่าว “น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากสัตว์” ไวรัสที่ก่อให้เกิดการระบาดนั้นรู้จักกันในชื่อ SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นไวรัสใหม่ที่สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับไวรัสโคโรนาในค้างคาว ไวรัสโคโรนาในลิ่น และไวรัสโคโรนาสายพันธุ์กลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง โดยเชื่อว่าไวรัสอาจมีต้นกำเนิดมาจากค้างคาวในสกุลค้างคาวมงกุฎ

อาการแรกสุดมีรายงานในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ในบุคคลที่ไม่ได้มีการสัมผัสกับตลาดค้าอาหารทะเลหฺวาหนานหรืออีก 40 คนที่เหลือของกลุ่มผู้มีอาการครั้งแรกจากไวรัส ขณะที่ 2 ใน 3 ของกลุ่มแรกนี้พบว่ามีความเชื่อมโยงกับตลาดสดซึ่งค้าสัตว์มีชีวิตแห่งนี้

องค์การอนามัยโลกประกาศให้การระบาดนี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 30 มกราคม โดยเทดรอส อัดเฮนอม ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ยังคงกล่าวชื่นชมการตอบสนองของประเทศจีนต่อไวรัส เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ว่า “เป็นการหลีกเลี่ยงการมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย” แม้ว่าโรคจะมีศักยภาพในการแพร่ภายในท้องถิ่นในบริเวณอื่น ๆ ของโลกด้วยก็ตาม

ในช่วงเริ่มแรก จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุก ๆ เจ็ดวันครึ่ง ในช่วงต้นและกลางเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 ไวรัสเกิดการแพร่กระจายไปยังมณฑลอื่น ๆ ของประเทศจีน ผ่านการโยกย้ายของประชากรในช่วงตรุษจีน และเนื่องจากนครอู่ฮั่นเป็นศูนย์กลางการขนส่งในประเทศจีน ผู้ติดเชื้อจึงเดินทางไปได้อย่างรวดเร็วทั่วประเทศ

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 องค์การอนามัยโลกรายงานว่า จากการที่ผู้ป่วยรายใหม่ในประเทศจีนลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศอิตาลี ประเทศอิหร่าน และประเทศเกาหลีใต้ ทำให้จำนวนผู้ป่วยรายใหม่นอกประเทศจีนเพิ่มสูงกว่าจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ในประเทศจีนเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีรายงานการพบในเด็ก ซึ่งพบได้ “น้อยมาก” ด้วย จากรายงานขององค์การอนามัยโลกระบุว่า มีผู้ป่วยที่อายุ 19 ปี และต่ำกว่าเพียงร้อยละ 2.4 จากจำนวนผู้ป่วยทั่วโลก

การวิเคราะห์วิทยาการระบาดของการระบาดทั่ว ทำให้องค์การอนามัยโลกและหลายรัฐบาลยอมรับว่าเหตุนี้เป็นการระบาดทั่วครั้งแรก ที่สามารถควบคุมได้อย่างน้อยในหลายภูมิภาคของโลก

ในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ซึ่งตรงกับวันสิ้นปี รายงานจำนวนผู้เสียชีวิต ทั่วโลก ตั้งแต่ เวลามาตรฐานกรีนิช 23:59 น. รายงานผู้เสียชีวิตที่ 1,824,074 ราย

โควิด-19 มีปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหลักๆ ดังนี้

  • การสูดดม หรือรับละอองฝอย (Droplet) จากผู้ติดเชื้อ
  • การจับหรือสัมผัสวัตถุที่มีการปนเปื้อนเชื้อ และเผลอนำเข้าสู่ร่างกาย
  • การรับละอองลอย (Aerosol) ที่มีความเข้มข้นสูงขึ้นเมื่ออยู่ในพื้นที่ปิด
  • จากการทราบปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ นี้ ทำให้หน่วยงานสาธารณสุขสามารถกำหนดมาตรการป้องกันได้ เช่น การสวมหน้ากากลดการกระจาย การใช้ยาฆ่าเชื้อเช็ดตามพื้นผิวต่างๆ เพื่อลดการสะสมของเชื้อบนพื้นผิว

จากการศึกษาระบาดวิทยาของโควิด-19 ทำให้พอกำหนดระยะของโรคได้ ดังนี้

  • ระยะก่อนมีอาการ เป็นระยะที่ยังไม่มีอาการแต่สามารถทราบว่าติดโรคได้จากการตรวจคัดกรอง เช่น วันแรกที่เพิ่งรับเชื้อโควิด-19 มา อาจยังไม่มีอาการ แต่หากตรวจด้วย RT-PCR หรือการ Swab จมูก ก็อาจเจอเชื้อ
  • ระยะฟักตัว เป็นระยะที่อยู่ระหว่างวันที่รับเชื้อเข้าร่างกาย จนกระทั่งถึงวันที่มีอาการ ในกรณีโควิด-19 คือ 2-14 วัน
  • ระยะมีอาการ เป็นช่วงที่หน้าที่เกิดความผิดปกติของโรคขึ้น เช่น ไอ หายใจหอบถี่ จมูกไม่ได้กลิ่น ในผู้ป่วยโควิด-19 ทำให้บุคลากรจัดเตรียมเครื่องช่วยหายใจ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็นได้ทัน
  • การศึกษาระยะของโควิด-19 ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งกับประชาชนในการป้องกัน และสังเกตอาการของตัวเองได้ รวมถึงมาตรการกักตัว 14 วันเพื่อรอดูระยะฟักตัวของโรค

การแพร่กระจายเชื้อของโควิด-19 นั้นสามารถส่งต่อโรคผ่านระบบทางเดินหายใจด้วยละอองฝอย และละอองลอยเป็นหลัก เมื่อรวมกับข้อมูลระยะของโรค ก็จะทำให้ทราบด้วยว่าแม้ในระยะฟักตัวที่ไม่มีอาการก็แพร่กระจายเชื้อได้เช่นกัน

การทราบวิธีกระจายเชื้อ ช่วยให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขออกมาตรการควบคุมโรคให้กับประชาชนได้ เช่น การสวมหน้ากาก หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด และพื้นที่ชุมชน รวมถึงการสอบสวนโรคเพื่อหาที่มาการระบาด เพื่อระบุเป้าหมายและกลุ่มเสี่ยงนั่นเอง

แต่ในโรคอื่นๆ นอกจากการติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจแล้ว ก็มีการติดต่อทางอื่นมากมาย เช่น ทางอุจจาระ กระแสเลือด เพศสัมพันธ์ และปรสิตต่างๆ

หลายคนที่ติดโควิด-19 ไม่แสดงอาการออกมาแต่อย่างใด หรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่หากมีปัจจัยอื่นๆ แล้วติดโควิด-19 ก็จะส่งผลกระทบค่อนข้างมาก ปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้โควิด-19 รุนแรง อาจมีดังนี้

  • เป็นโรคมะเร็ง
  • เป็นโรคเกี่ยวกับไต
  • เป็นโรคเกี่ยวกับปอด
  • เป็นโรคหัวใจ
  • เป็นโรคที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน
  • เป็นโรคอ้วน
  • เป็นโรคเบาหวาน
  • เป็นผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตาม โควิด-19 ยังคงเป็นโรคที่เกิดขึ้นใหม่ ทำให้ยังคงต้องศึกษาต่อไปเรื่อยๆ แต่จากการศึกษาระบาดวิทยา ก็ทำให้สามารถป้องกันกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงได้

วิทยาการระบาด หลายคนอาจเคยได้ยินจากการแถลงสถานการณ์โควิด-19 ว่ามีผู้ที่อยู่ในระหว่างการสอบสวนโรคจำนวนมาก จนเกิดการสงสัยว่าสอบสวนโรคคืออะไร

การสอบสวนโรค คือการสอบข้อมูลการเดินทาง อาการ และประวัติสุขภาพต่างๆ ของผู้ติดเชื้อ หรือผู้ที่สงสัยว่าอาจติดเชื้อ เพื่อยืนยันการระบาดของโรครวมถึงย้อนเส้นทางที่ผู้ถูกสอบสวนอาจแพร่เชื้อในรอบหลายวันที่ผ่านมา

โดยขั้นตอนการสอบสวนโรคทางระบาดวิทยา มีด้วยกัน 10 ขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • จัดทีมบุคลากรทางการเพทย์ โดยในทีมอาจประกอบไปด้วย แพทย์ นักระบาดวิทยา พยาบาล นักวิชาการควบคุมโรค และเจ้าหน้าที่ห้องปฎิบัติการ จึงเป็นสาเหตุให้การสอบสวนโรคใช้เวลานาน เนื่องจากต้องใช้ผู้ชำนาญการหลายคน
  • ยืนยันการระบาดของโรค โดยสังเกตสถานการณ์ต่างๆ เช่น ประชาชน สื่อ และข้อมูลจากห้องปฎิบัติการ
  • ยืนยันการวินิจฉัยโรค เป็นขั้นตอนที่ตรวจผู้ติดเชื้อเพื่อยืนยันว่าเป็นโรคชนิดใดกันแน่
  • กำหนดนิยามผู้ป่วย ร่วมกับค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติม โดยการกำหนดว่าผู้ป่วยคือใคร มาจากไหน จากนั้นจึงค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเพื่อให้เห็นภาพการระบาด
  • ศึกษาระบาดวิทยาเชิงพรรณา เป็นการให้รายละเอียดเกี่ยวกับการระบาดตามแต่ละบุคคล เช่น สถานที่ที่มีอัตราผู้ป่วยสูง ระยะเวลาที่เกิดการระบาด เพื่อนำไปตั้งสมมติฐาน
  • สร้างสมมติฐานการเกิดโรค เป็นการนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้ก่อนหน้านี้มาสร้างสมมติฐานในการระบาด เช่น ข้อมูลประชากร สถานที่ที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาที่เกิดการระบาด
  • ศึกษาระบาดวิทยาเชิงวิเคราะห์ เป็นการนำสมมติฐานดังกล่าว มาทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้อย่างละเอียด
  • ศึกษาเพิ่มเติม เช่น นำตัวอย่างเชื้อเข้าห้องปฎิบัติการ หรือการตรวจสอบสภาพแวดล้อมที่เกิดการระบาด
  • ออกมาตรการควบคุมและป้องกันโรค เพื่อป้องกันการระบาดในระยะยาว
  • นำเสนอผลการสอบสวนโรค เพื่อให้สามารถนำไปใช้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ประเภทของโรค สิ่งสำคัญคือการให้ข้อมูลที่เป็นความจริง จะช่วยให้ทีมสอบสวนโรคสามารถระบุความชัดเจนได้ง่ายขึ้น