Skip to content
Home » News » ศาลไต่สวนธนาธรคดีถือหุ้นสื่อ

ศาลไต่สวนธนาธรคดีถือหุ้นสื่อ

ศาลไต่สวนธนาธรคดีถือหุ้นสื่อ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) นางสมพร มารดาและนางรวิพรรณ ภรรยา ขึ้นให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญในฐานะพยานในคำร้องให้วินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็น ส.ส.ของนายธนาธร เหตุถือครองหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน โดยหัวหน้า อนค.ยืนยันว่าบริษัทวี-ลัคฯ ไม่ได้ประกอบกิจการธุรกิจสื่อ เขาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับบริษัทนี้และไม่เคยทำธุรกิจสื่อมาก่อน

วันนี้ (18 ต.ค.2562) องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายธนาธรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ กรณีถือครองหุ้นสื่อมวลชนซึ่งเข้าลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

การไต่สวนพยานวันนี้มีด้วยกัน 10 ปาก ประกอบด้วยนายธนาธรและสมาชิกในครอบครัวรวม 5 คน พนักงานบริษัทวี-ลัค 2 คน ทนายความ 2 คน และคนขับรถ 1 คน

ศาลไต่สวนธนาธรคดีถือหุ้นสื่อ
https://www.bbc.com/thai/thailand-50093078

ศาลไต่สวนธนาธรคดีถือหุ้นสื่อ หลังไต่สวนพยานเสร็จ ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดฟังคำวินิจฉัยเรื่องสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ของนายธนาธรวันที่ 20 พ.ย. เวลา 14.00 น.

นายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ได้รับมอบหน้าที่ในการซักถาม ระบุว่าการไต่สวนครั้งนี้เป็นการไต่สวนข้อเท็จจริงไม่ใช่ข้อกฎหมาย มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าการโอนหุ้นบริษัทวี-ลัคฯ เกิดขึ้นในวันที่ 8 ม.ค. 2562 จริงหรือไม่ พร้อมกับให้ข้อมูลว่าคดีนี้เป็นคดีแรกที่มีการไต่สวนพยานจำนวนมากถึง 10 คน

นายธนาธรกล่าวก่อนเข้าห้องพิจารณาคดีว่าเขามีความมั่นใจในพยานทั้ง 10 ปาก รวมถึงตัวเขาด้วยที่เข้าให้ปากคำต่อศาลในวันนี้ และยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีพยานหรือเอกสารหลักฐานใดจะหักล้างโต้แย้งข้อเท็จจริงที่อ้างอิงไปก่อนหน้านี้ได้

ทั้งนี้นายธนาธรใช้เวลาให้การและตอบคำถามทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 50 นาที ก่อนที่จะเริ่มซักถามพยานปากที่สอง

สำหรับประเด็นหลักที่นายธนาธรและพยานคนอื่น ๆ ตอบข้อซักถามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีดังนี้

บริษัทวี-ลัคฯ ไม่ได้ทำธุรกิจสื่อ

นายธนาธรยืนยันว่าบริษัทวี-ลัค มีเดีย ไม่ได้ประกอบกิจการธุรกิจสื่อ และหยุดดำเนินการธุรกิจไปแล้วตั้งแต่เดือน พ.ย. 2561 จึงไม่ได้เป็นสื่อแล้ว และสืบเนื่องให้พิจารณาสถานะของบริษัทในวันที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง

ทั้งนี้ศาลได้ซักถามว่า ถ้าบริษัทวี-ลัคฯ จะเลิกผลิตสื่อ ก็ต้องไปจดแจ้งด้วยว่าเลิกธุรกิจดังกล่าวแล้ว นายธนาธรตอบว่าเขาไม่ทราบหลักการ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับบริษัทนี้ และไม่เคยทำธุรกิจสื่อมาก่อน

หัวหน้า อนค.กล่าวว่าก่อนมาเล่นการเมือง เขาเคยถือหุ้นในบริษัท 30-40 แห่ง แต่ลาออกจากทุกตำแหน่งเมื่อมาทำงานการเมือง

เขายืนยันว่าไม่เคยเหยียบเข้าไปใน บ.วี-ลัคฯ และไม่ทราบว่าใครเป็นกรรมการบริหารของบริษัทบ้าง

ทางด้านนางรวิพรรณ ภรรยานายธนาธรยืนยันว่า บริษัทวี-ลัคฯ รับผลิตนิตยสารตามเนื้อหาที่ลูกค้ามอบหมายและจิดพิมพ์เท่านั้น ไม่ได้ผลิตเนื้อหา

นายธนาธรกล่าวว่า ช่วงแรกเขาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับบริษัทนี้และเพิ่งถือหุ้นมาเพียง 4 ปีเท่านั้น เพราะนางสมพร มารดา อยากให้ภรรยาของตนคือนางรวิพรรณมีงานทำ เพราะตอนนั้นภรรยาเป็นแม่บ้านอย่างเดียว นางสมพรจึงให้มอบหุ้นให้เขา

https://www.bbc.com/thai/thailand-50093078

จากการที่นายธนาธรชี้แจงว่าเขาได้โอนหุ้นของบริษัทวี-ลัคฯ 675,000 หุ้นให้นางสมพร มารดาเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2561 แต่ต่อมามีการตั้งข้อสังเกตว่าในวันนั้นเขาเดินทางไปช่วยลูกพรรคหาเสียงอยู่ที่ จ. บุรีรัมย์ จึงเกิดข้อสงสัยว่าทำธุรกรรมในวันนั้นได้อย่างไร

ศาลถามนายธนาธรว่าเหตุใดจึงโอนหุ้นในวันดังกล่าว และนัดหมายการโอนหุ้นกับกำหนดการหาเสียงอะไรออกก่อนกัน ซึ่งนายธนาธรตอบว่า วันที่ 8 ม.ค. ถือเป็นวันทำงานตามปกติของเขา ส่วนเหตุการณ์ในวันนั้นเขาจำไม่ได้ว่ากำหนดการหาเสียงหรือนัดหมายโอนหุ้นเกิดก่อนกัน เพราะผ่านมานานแล้ว

นายธนาธรย้อนถามศาลว่า หลายเดือนที่แล้วท่านทำอะไรบ้าง ท่านจำได้หรือไม่ ซึ่งนายบุญส่ง ตอบว่าจำได้ เพราะทุกอย่างมีการบันทึกเอาไว้

นายธนาธรกล่าวเพิ่มเติมว่า ระหว่างเดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ มา กทม.นั้น เขาหลับตลอดทาง และเลือกเดินทางด้วยรถยนต์เพราะอยากพักผ่อน ถ้ากลับเครื่องบินจะไม่ได้นอนเพราะเมื่อเจอผู้คนก็ต้องถ่ายรูป

ทั้งนี้นายธนาธรไม่ขอยืนยันว่าระหว่างการเดินทางนั้นได้มีการติดต่อกับทนายความหรือกลุ่มบุคคลที่ได้โอนหุ้นหรือไม่

นายณัฐนนท์ อภินันท์ ทนายความ อนค. ซึ่งเป็นพยานปากที่ 2 กล่าวว่าเขาเป็นผู้จัดเตรียมเอกสารการโอนหุ้น ซึ่งนัดหมายกันในเวลา 18.00 น. วันที่ 8 ม.ค. แต่เขาไปรอที่บ้านตั้งแต่เวลา 16.00 น. โดยพบนางรวิพรรณ ภรรยาของนายธนาธร ซึ่งได้แจ้งกับตนว่านายธนาธรยังเดินทางมาไม่ถึง เขาจึงใช้เวลาระหว่างนั้นจัดเตรียมเอกสาร จนกระทั่งนายธนาธรเดินทางมาถึงในเวลา 18.00 น. ซึ่งเป็นเวลาไล่เลี่ยกับนางสมพร

พยานปากที่ 3 นายชัยสิทธิ กล้าหาญ คนขับรถของนายธนาธร กล่าวว่าวันที่ 8 ม.ค. เขาและนายธนาธรออกเดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ ช่วงก่อน 11.00 น.โดยเดินทางกันเพียง 2 คนมุ่งหน้าเข้ากทม. ระหว่างทางนายธนาธรตื่นขึ้นมาเขียนงานบางช่วง แต่เขาไม่ได้สังเกตว่าโทรศัพท์ด้วยหรือไม่ และเดินทางมาถึงบ้านนายธนาธรประมาณ 16.00 น.

นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร พยานปากที่ 4 กล่าวว่า วันที่ 8 ม.ค.ได้เตรียมเช็ค 2 ใบ เพื่อมาใช้ในการโอนหุ้น จากนั้นวันที่ 11 ม.ค. นายทวี จรุงสถิตย์พงศ์ ซึ่งเป็นหลานได้มาพบ จึงปรารภกับหลานว่า บ.วี-ลัคฯ ไม่มีคนทำ จะปิดก็เสียดาย ซึ่งนายทวีได้บอกว่าจะให้เข้ามาทำก็ได้แต่ต้องชวนนายปิติ หลานชายอีกคนมาช่วยกัน เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับบริษัท นางสมพรบอกศาลว่าเธอจึงยกหุ้นให้หลานทั้ง 2 คนไป ในวันที่ 14 ม.ค. ส่วนเหตุผลที่ยกให้แทนการขายให้นั้น เพราะที่ผ่านมาเธออุ้มชูหลานมาโดยตลอด

เช็คค่าหุ้น 6.75 ล้านบาท

นายธนาธรระบุว่า การทำธุรกรรมต่าง ๆ ของตัวเองตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยไปกระทรวงพาณิชย์แม้แต่ครั้งเดียว เขามีหน้าที่เซ็นจากนั้นจะมีพนักงานไปเดินเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ และไม่รู้จักสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) มาก่อนจนเกิดเรื่องนี้ขึ้น เพราะสำหรับตนแล้ว ถือเป็นเรื่องที่เล็กมาก

ขณะที่นางรวิพรรณยืนยันว่ามีการโอนหุ้นในวันที่ 8 ม.ค. ที่บ้านของตัวเองหลังจากที่นายธนาธรเดินทางกลับมาจากจังหวัดบุรีรัมย์โดยรถยนต์ในเวลา 16.30 น.

ส่วนกรณีที่มีข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่นำเช็คที่นางสมพรสั่งจ่ายชำระค่าหุ้นไปขึ้นเงินในช่วงนั้น เนื่องจากเห็นว่าเช็คที่ได้รับเป็นเช็คของนางสมพรที่เป็นมารดา จึงเชื่อมั่นว่าเป็นเช็คที่ไม่มีปัญหา และเธอมักจะเป็นผู้ที่นำเช็คไปขึ้นเอง ไม่มอบหมายให้บุคคลอื่นไปขึ้นเงินให้ ขณะเดียวกันตอนนั้นต้องเลี้ยงลูกวัย 3 เดือนทำให้ไม่มีเวลา แต่ในช่วงเดือน มี.ค. เกิดกระแสข่าวเรื่องการโอนหุ้นของนายธนาธร จึงนำเช็คให้ทีมทนายความไปชี้แจงต่อ กกต. จากนั้นได้นำเช็คไปขึ้นเงินในเดือน พ.ค.

ขอสงวนสิทธิ์ฟ้อง กกต.

ช่วงท้ายนายธนาธรระบุว่า ในการจัดทำคำให้การต่อ กกต.นั้น ทีมทนายความเป็นผู้จัดทำ เขาจึงจำรายละเอียดตามที่ทนายความฝั่ง กกต.ซักถามไม่ได้

นายธนาธรกล่าวด้วยว่า ขอสงวนสิทธิไว้ว่าเมื่อใดก็ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หมดอำนาจ เขาจะดำเนินคดีกับ กกต.พร้อมกับยื นยันว่าเขาตั้งใจทำงานการเมืองอย่างจริงจัง โดยที่ไม่มีผลประโยชน์อย่างที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดนมาก่อน เพราะไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว ถ้าวันนี้ศาลตัดสินเป็นคุณกับเขา เขาจะรีบดำเนินการโอนทรัพย์สินให้บลายด์ ทรัสต์ ทันที