Skip to content
Home » News » สงครามดอกกุหลาบ ดยุกแห่งบักกิงแฮมก่อกบฏ

สงครามดอกกุหลาบ ดยุกแห่งบักกิงแฮมก่อกบฏ

  • Uncategorized

สงครามดอกกุหลาบ ดยุกแห่งบักกิงแฮมก่อกบฏ ผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 เริ่มก่อตัวกันขึ้นทางตอนใต้ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคมเฮนรี สแตฟฟอร์ด ดยุกที่ 2 แห่งบักกิงแฮม (ผู้ก่อนหน้านั้นมีบทบาทสำคัญในการทำให้พระเจ้าริชาร์ดได้ขึ้นครองราชบัลลังก์และตนเองก็พอจะมีสิทธิในราชบัลลังก์อยู่บ้าง) ก็นำการปฏิวัติเพื่อที่จะยกเฮนรี ทิวดอร์ผู้เป็นฝ่ายแลงแคสเตอร์ขึ้นครองราชย์ ประเด็นการถกเถียงถึงสาเหตุที่ดยุกแห่งบักกิงแฮมเปลี่ยนข้างไปสนับสนุนฝ่ายแลงแคสเตอร์แทนที่จะสนับสนุนพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 5 ริชาร์ดแห่งชรูว์สบรี หรือพระอนุชาก็คงเป็นเพราะดยุกแห่งบักกิงแฮมทราบแล้วว่าทั้งสองพระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ขุนนางที่เคยสนับสนุนพระเจ้าริชาร์ดในการต่อต้านตระกูลวูดวิลล์หันมาเป็นปฏิปักษ์ต่อพระองค์เมื่อทรงยึดอำนาจมาเป็นของพระองค์เอง และเมื่อมีข่าวลือว่าทรงเป็นผู้มีบทบาทในการฆาตกรรมพระราชนัดดาสองพระองค์

สงครามดอกกุหลาบ ดยุกแห่งบักกิงแฮมก่อกบฏ
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%9A

สงครามดอกกุหลาบ ดยุกแห่งบักกิงแฮมก่อกบฏ สิทธิในราชบัลลังก์ของฝ่ายแลงแคสเตอร์ตกมาถึงเฮนรี ทิวดอร์หลังจากการเสด็จสวรรคตของพระเจ้าเฮนรีที่ 6 และพระราชโอรสในปี ค.ศ. 1471 บิดาของเฮนรี ทิวดอร์คือเอ็ดมันด์ ทิวดอร์ เอิร์ลที่ 1 แห่งริชมอนด์ เป็นลูกพี่ลูกน้องของพระเจ้าเฮนรีที่ 6 แต่การอ้างของเฮนรี ทิวดอร์เป็นการอ้างจากทางสายมารดามาร์กาเรต โบฟอร์ต เคาน์เตสแห่งริชมอนด์และดาร์บีมารดา ผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากจอห์น โบฟอร์ต เอิร์ลที่ 1 แห่งซัมเมอร์เซต บุตรจอห์นแห่งกอนต์ พระราชโอรสของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ซึ่งทำให้เฮนรีเป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 จอห์น โบฟอร์ตเป็นลูกนอกสมรสจนกระทั่งเมื่อจอห์นแห่งกอนท์มาสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อมากับแคเธอริน สวินฟอร์ด (Katherine Swynford) แม่ของเฮนรี การสมรสกล่าวกันว่าตามเงื่อนไขที่ว่าลูกหลานของตระกูลโบฟอร์ทจะสละการอ้างสิทธิในราชบัลลังก์ เฮนรีใช้เวลาส่วนใหญ่ถูกกักอยู่ที่ปราสาทฮาร์เล็ค หรือไม่ก็ไปลี้ภัยอยู่ที่บริตตานี หลังจากปี ค.ศ. 1471 . After 1471 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 มักจะทำเรื่องการอ้างสิทธิของเฮนรีเป็นเรื่องย่อย และทรงพยายามที่จะนำตัวเฮนรีกลับมาแต่ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างจริงจังเท่าใดนัก แต่ทางฝ่ายแม่มาร์กาเร็ต โบฟอร์ทผู้แต่งงานสองครั้ง ครั้งแรกกับลุงของดยุกแห่งบัคคิงแฮม และต่อมากับทอมัส สแตนลีย์ เอิร์ลที่ 1 แห่งดาร์บี ผู้เป็นข้าราชสำนักคนสำคัญคนหนึ่งของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดสนับสนุนสิทธิของลูกมาโดยตลอด

การปฏิวัติของดยุกแห่งบักกิงแฮมล้มเหลว เพราะฝ่ายที่สนับสนุนทางตอนใต้ลุกขึ้นต่อต้านก่อนเวลาอันควร ซึ่งเป็นผลทำให้ นายทัพของพระเจ้าริชาร์ดทางตอนใต้จอห์น เฮาเวิร์ด ดยุกที่ 1 แห่งนอร์โฟล์ก มีโอกาสป้องกันมิให้ฝ่ายปฏิวัติเข้ามารวมตัวกันได้ ดยุกแห่งบักกิงแฮมเองก็ไปรวบรวมกำลังอยู่ที่เบรกอนทางตอนกลางของเวลส์ แต่ถูกหยุดยั้งไม่ให้ข้ามแม่น้ำเซเวิร์นมาสมทบกับกองปฏิวัติที่มาจากทางใต้ ซึ่งก็เป็นการหยุดยั้งเฮนรีจากการขึ้นฝั่งในเวสต์คันทรี กองทหารของบัคคิงแฮมจึงหนี และบัคคิงแฮมเองก็ถูกทรยศและจับประหารชีวิต

ความล้มเหลวของการปฏิวัติของดยุกแห่งบักกิงแฮมมิได้เป็นการยุติการวางแผนต่อต้านพระเจ้าริชาร์ดผู้ไม่อาจจะทรงมีความรู้สึกปลอดภัยได้อีก ผู้ทรงสูญเสียพระอัครมเหสีและะพระราชโอรสผู้มีพระชนม์ได้สิบเอ็ดพรรษา ซึ่งทำให้อนาคตของการครองราชบัลลังก์ของฝ่ายยอร์คไม่อยู่ในสภาพที่มั่นคงเท่าใดนัก

พระเจ้าเฮนรีที่ 7

หลังจากการพ่ายแพ้ในการปฏิวัติของดยุกแห่งบักกิงแฮมแล้วผู้สนับสนุนหลายคนและขุนนางอื่นที่ละทิ้งสมเด็จพระเจ้าริชาร์ดก็หนีไปรวมตัวกับเฮนรี ทิวดอร์ที่ลี้ภัยอยู่ในบริตตานี พระเจ้าริชาร์ดทรงพยายามติดสินบนมนตรีของดยุกแห่งบริตตานีให้ทรยศต่อเฮนรีแต่เฮนรีก็ได้รับการเตือนและสามารถหนีไปยังฝรั่งเศสและไปทรงได้รับที่พำนักลี้ภัยและการสนับสนุนที่นั่น

เมื่อเริ่มมีความเชื่อมั่นว่าขุนนางเป็นจำนวนมากและแม้แต่ข้าราชสำนักของพระเจ้าริชาร์ดเองจะหันมาสนับสนุนพระองค์ เฮนรี ทิวดอร์ก็ออกเดินทางจากฮาร์เฟลอร์ (Harfleur) ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1485 พร้อมกับกองที่ไปลี้ภัยและทหารรับจ้างชาวฝรั่งเศส และมาขึ้นฝั่งที่เพมโบรคเชอร์หกวันต่อมา ผู้ที่สมเด็จพระเจ้าริชาร์ดแต่งตั้งในเวลส์ถ้าไม่หันไปสมทบกับกองทัพของเฮนรี ก็ยอมให้ผ่านโดยมิได้ต่อต้าน เฮนรีรวบรวมผู้สนับสนุนตลอดทางที่เดินผ่านมาในเวลส์และภูมิภาคชายแดนเวลส์ (Welsh Marches) เและเมื่อปะทะกับกองทัพของพระเจ้าริชาร์ดในยุทธการที่บอสเวิร์ธฟิลด์ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1485 เฮนรีก็ได้รับชัยชนะ พระเจ้าริชาร์ดถูกสังหารในสนามรบกล่าวกันว่าโดยทหารเวลส์ชื่อ Rhys ap Thomas จากแรงเหวี่ยงของขวานที่พระเศียร Rhys ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางสามวันหลังจากนั้น

เฮนรีผู้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเฮนรีที่ 7 สร้างความมั่นคงให้แก่ราชบัลลังก์โดยการเสกสมรสกับเอลิซาเบธแห่งยอร์ก พระราชธิดาในพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ฉะนั้นสมเด็จพระเจ้าเฮนรีจึงทรงเป็นผู้รวมสองราชวงศ์เข้าเป็นราชวงศ์เดียว และทรงรวมสัญลักษณ์ของสองราชวงศ์กุหลาบแดงแห่งแลงแคสเตอร์และกุหลาบขาวแห่งยอร์กเป็นสัญลักษณ์ใหม่ที่เรียกว่ากุหลาบทิวดอร์ที่มีทั้งสีแดงและขาวในดอกเดียวกัน นอกจากนั้นพระองค์ก็ยังทรงสร้างเสริมความมั่นคงโดยการสังหารผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์คนอื่น ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่จนหมดสิ้น ซึ่งเป็นนโยบายที่ดำเนินต่อมาโดยพระราชโอรสพระเจ้าเฮนรีที่ 8

นักประวัติศาสตร์หลายคนถือว่าการขึ้นครองราชบัลลังก์ของสมเด็จพระเจ้าเฮนรีที่ 7 เป็นการสิ้นสุดของสงครามดอกกุหลาบ แต่นักประวัติศาสตร์บางคนกล่าวว่าสิ้นสุดหลังจากยุทธการสโตคฟิลด์ในปี ค.ศ. 1487 เมื่อเด็กหนุ่มชื่อแลมเบิร์ต ซิมเนลผู้มีหน้าตาคล้ายเอ็ดเวิร์ด แพลนทาเจเน็ท เอิร์ลแห่งวอริคที่ 17 บุตรของดยุกแห่งแคลเรนซ์ มาอ้างตัวว่ามีสิทธิในราชบัลลังก์ แต่ก็เป็นแผนการณ์ที่มีข้อบกพร่องตรงที่ตัวเอ็ดเวิร์ด แพลนทาเจเน็ทจริงยังคงมีชีวิตอยู่และอยู่ในการอารักขาของพระเจ้าเฮนรีเอง พระเจ้าเฮนรีจึงทรงนำเอ็ดเวิร์ด แพลนแทเจเนตไปแสดงตัวรอบลอนดอนเพื่อให้เห็นว่าซิมเนลเป็นตัวปลอม ในยุทธการที่สโตกฟิลด์พระเจ้าเฮนรีก็ทรงสามารถเอาชัยชนะต่อกองกำลังของจอห์น เดอ ลา โพล เอิร์ลที่ 1 แห่งลิงคอล์น ผู้ที่พระเจ้าริชาร์ดทรงแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาทซึ่งเป็นการกำจัดผู้เป็นปฏิปักษ์ฝ่ายยอร์กคนสุดท้าย ซิมเนลได้รับพระราชทานอภัยโทษ

แต่ในปี ค.ศ. 1491 ราชบัลลังก์ของพระเจ้าเฮนรีก็สั่นคลอนอีกครั้งหนึ่งเมื่อเพอร์คิน วอร์เบ็คอ้างตัวว่าเป็นริชาร์ดแห่งชรูว์สบรี ดยุกที่ 1 แห่งยอร์ก พระอนุชาของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 5 แต่ในที่สุดก็ทรงแก้ปัญหาได้ในปี ค.ศ. 1499 เมื่อทรงจับตัววอร์เบ็คและประหารชีวิตได้

แม้ว่านักประวัติศาสตร์จะยังคงโต้แย้งกันถึงความกระทบกระเทือนของความขัดแย้งของสงครามดอกกุหลาบต่อชีวิตในยุคกลางของอังกฤษ แต่ที่แน่คือสงครามครั้งนี้เป็นสงครามที่สร้างความระส่ำระสายทางการเมืองและความเปลี่ยนแปลงทางดุลยภาพของอำนาจทางการเมือง สิ่งที่ได้รับผลกระทบกระเทือนมากที่สุดคือการสลายตัวของราชวงศ์แพลนทาเจเน็ทที่มาแทนที่ด้วยผู้นำของราชวงศ์ทิวดอร์ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในอังกฤษเป็นอันมากในปีต่อ ๆ มา หลังจากสมัยของสมเด็จพระเจ้าเฮนรีแล้วราชวงศ์แพลนทาเจเน็ทที่ยังพอมีเหลืออยู่บ้างแต่ก็ไม่มีผู้ใดที่จะอ้างได้ว่ามีสิทธิในราชบัลลังก์โดยตรงได้ โดยเฉพาะเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงหนุนหลังให้ฝักฝ่ายย่อยขัดแย้งกันเอง

การสงครามทำให้ขุนนางเสียชีวิตกันไปเป็นจำนวนมากที่เป็นผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมระบบศักดินาของอังกฤษ ที่ทำให้อำนาจของขุนนางอ่อนแอลงขณะเดียวกันอำนาจของชนชั้นพ่อค้าก็เพิ่มขึ้น การปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางของอำนาจของราชวงศ์ทิวดอร์เป็นการสร้างเสริมให้ระบบพระมหากษัตริย์ของอังกฤษแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งเป็นการสิ้นสุดของยุคกลางของอังกฤษและก้าวเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา

แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งการชี้ให้เห็นถึงความเสียหายอันใหญ่หลวงของสงครามดอกกุหลาบก็อาจจะเป็นเครื่องมือที่พระเจ้าเฮนรีที่ 7 ทรงใช้ในการช่วยแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ในการนำมาซึ่งความสันติในบั้นปลายก็เป็นได้ แต่จะอย่างไรก็ตามผลกระทบกระเทือนต่อชนชั้นพ่อค้าและแรงงานในการเป็นสงครามอันยืดเยื้อในการล้อมเมืองหรือปล้นเมืองก็ยังน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสหรือประเทศอื่น ๆ ในยุโรปที่ประสบกับสงครามอันยาวนาน แม้ว่าจะมีการล้อมที่เนิ่นนานอยู่บ้างเช่นการล้อมปราสาทฮาร์เล็ค แต่ก็เป็นการล้อมสถานที่ที่ไกลผู้ไกลคน ในบริเวณที่มีประชากรหนาแน่นถ้ามีการสู้รบกันขึ้นก็จะสร้างความเสียหายอันไม่ควรค่าให้แก่ทั้งสองฝ่าย ฉะนั้นการต่อสู้ส่วนใหญ่จึงเป็นการต่อสู้ที่มีการนัดกันล่วงหน้าในการเลือกจุดที่จะทำการต่อสู้ (pitched battle)

สงครามดอกกุหลาบไม่ได้ช่วยอิทธิพลของอังกฤษในฝรั่งเศสที่เริ่มลดลงอยู่แล้ว เมื่อเสร็จสิ้นสงครามดินแดนที่เคยได้มาระหว่างสงครามร้อยปีก็ไม่มีเหลืออยู่อีกเลยนอกไปจากคาเลส์ซึ่งก็มาเสียให้แก่ฝรั่งเศสระหว่างรัชสมัยของพระนางแมรี แม้ว่าพระมหากษัตริย์อังกฤษจะพยายามรณรงค์ในยุโรป แต่อังกฤษก็ไม่สามารถยึดดินแดนใดใดที่เสียไปคืนมาได้ ดัชชี และราชอาณาจักรต่าง ๆ ในยุโรปมีบทบาทโดยตรงต่อผลของความพยายามของอังกฤษ โดยเฉพาะเมื่อพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสและดยุกแห่งเบอร์กันดียุยงฝักฝ่ายในอังกฤษให้มีความขัดแย้งกันเองโดยการสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือทางการเงินหรือทางการทหาร หรือให้ที่พำนักแก่พระราชวงศ์ ขุนนาง หรือผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์ผู้มาลี้ภัย ซึ่งเป็นสร้างสถานการณ์ที่ช่วยเพิ่มความแตกแยกขึ้นในอังกฤษซึ่งเป็นผลทำให้อ่อนแอลง

เมื่อสงครามยุติลงก็เท่ากับเป็นการสิ้นสุดของกองทัพส่วนตัวของขุนนางผู้มีอำนาจ ระเจ้าเฮนรีผู้ทรงต้องการที่จะยุติความขัดแย้งระหว่างขุนนางก็ทรงพยายามโดยการควบคุมขุนนางอย่างไม่ให้ห่างพระหัตถ์ และไม่ทรงอนุญาตให้ขุนนางมีสิทธิในการรวบรวมกองกำลัง อาวุธ และ เลี้ยงกองทัพเพื่อที่จะไม่ให้สามารถก่อความขัดแย้งระหว่างกัน หรือลุกขึ้นมาต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ ฉะนั้นอำนาจทางทหารของบารอนจึงลดถอยลงไปเป็นอันมาก และราชสำนักทิวดอร์อันมีอำนาจกลายเป็นสถานที่สำหรับการตัดสินข้อขัดแย้งระหว่างขุนนางด้วยอิทธิพลของพระเจ้าแผ่นดิน

ระหว่างสงครามก็แทบจะไม่มีการยุบเลิกตำแหน่งขุนนางใดใด เช่นในระหว่าง ค.ศ. 1425 ถึง ค.ศ. 1449 ก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้นก็มีการยุบตำแหน่งขุนนางไป 25 ตำแหน่ง พอพอกับ 24 ตำแหน่งที่ยุบไประหว่างการต่อสู้ระหว่าง ค.ศ. 1450 ถึง ค.ศ. 1474 แต่ขุนนางที่มีความทะเยอทะยานสูงเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก มาถึงสมัยต่อมาก็แทบจะไม่มีขุนนางที่เต็มใจที่จะสละชีพในการต่อสู้ที่ไม่มีผลที่จะทราบได้แน่นอน

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%9A