Skip to content
Home » News » สตาลินเข้าร่วมกับพันธมิตร

สตาลินเข้าร่วมกับพันธมิตร

สตาลินเข้าร่วมกับพันธมิตร เมื่อฮิตเลอร์บุกสหภาพโซเวียตสตาลินเข้าร่วมกับมหาอำนาจพันธมิตรซึ่งรวมบริเตนใหญ่ (นำโดยเซอร์วินสตันเชอร์ชิล ) และต่อมาสหรัฐอเมริกา (นำโดยแฟรงกลินดี. รูสเวลต์ ) แม้ว่าพวกเขาจะเป็นศัตรูร่วมกัน แต่ความแตกแยกของคอมมิวนิสต์ / ทุนนิยมทำให้มั่นใจได้ว่าความไม่ไว้วางใจนั้นบ่งบอกถึงความสัมพันธ์

อย่างไรก็ตามก่อนที่พันธมิตรจะเข้ามาช่วยกองทัพเยอรมันได้กวาดล้างสหภาพโซเวียตไปทางตะวันออก ในขั้นต้นชาวโซเวียตบางคนรู้สึกโล่งใจเมื่อกองทัพเยอรมันบุกเข้ามาโดยคิดว่าการปกครองของเยอรมันจะต้องมีการปรับปรุงมากกว่าลัทธิสตาลิน น่าเสียดายที่ชาวเยอรมันไร้ความปราณีในการยึดครองและทำลายดินแดนที่พวกเขายึดครอง

สตาลินเข้าร่วมกับพันธมิตร สตาลินซึ่งมุ่งมั่นที่จะหยุดการรุกรานของกองทัพเยอรมันโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ได้ใช้นโยบาย “แผ่นดินไหม้เกรียม” สิ่งนี้นำไปสู่การเผาไร่นาและหมู่บ้านทั้งหมดในเส้นทางของกองทัพเยอรมนีที่กำลังรุกคืบเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารเยอรมันอาศัยอยู่นอกแผ่นดิน สตาลินหวังว่าหากไม่มีความสามารถในการปล้นสะดมสายการผลิตของกองทัพเยอรมันจะเบาบางลงจนการรุกรานถูกบีบให้หยุดลง น่าเสียดายที่นโยบายแผ่นดินที่ไหม้เกรียมนี้ยังหมายถึงการทำลายบ้านและการดำรงชีวิตของชาวรัสเซียทำให้มีผู้ลี้ภัยไร้ที่อยู่อาศัยจำนวนมาก

มันเป็นฤดูหนาวที่รุนแรงของสหภาพโซเวียตที่ชะลอตัวลงจริงๆก้าวหน้าเยอรมนีกองทัพที่นำไปสู่บางส่วนของการต่อสู้ที่นองเลือดที่สุดของสงครามโลกครั้งที่สองอย่างไรก็ตามเพื่อบังคับให้เยอรมันล่าถอยสตาลินต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น แม้ว่าสตาลินจะเริ่มได้รับยุทโธปกรณ์ของอเมริกาในปี 1942 แต่สิ่งที่เขาต้องการจริงๆคือกองทหารพันธมิตรที่นำไปประจำการในแนวรบด้านตะวันออก ความจริงที่ว่าสิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นทำให้สตาลินโกรธและเพิ่มความแค้นระหว่างสตาลินและพันธมิตรของเขา

สตาลินเข้าร่วมกับพันธมิตร
https://www.bbc.com/thai/international-53949410

สนธิสัญญาความเป็นกลางของสหภาพโซเวียต

สหภาพโซเวียตมีความสนใจในตะวันออกไกลมานานก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงทศวรรษที่ 1930 สหภาพโซเวียต และจักรวรรดิญี่ปุ่นต่างก็มองว่าตนเองเป็นมหาอำนาจที่มีความทะเยอทะยานในการที่จะขยายอาณาเขตของตัวเองออกไป

ต่อมาญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรีย และจัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดในแมนจูกัวในปี 1932 ความสัมพันธ์ระหว่างโซเวียตและญี่ปุ่นนั้นเสื่อมโทรมลงหลังจากที่ญี่ปุ่นลงนามกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ของเยอรมนีในเดือนพฤศจิกายน 1936 ในสนธิสัญญาต่อต้านองค์การคอมมิวนิสต์สากล (Anti-Comintern Pact) ญี่ปุ่นหันมาให้ความสนใจทางทหารไปยังภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนที่มีพรมแดนติดกับสหภาพโซเวียตตะวันออกไกลและข้อพิพาทเกี่ยวกับแนวเขตแดนซึ่งนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นกับสหภาพโซเวียต

ความขัดแย้งชายแดนสหภาพโซเวียต – ญี่ปุ่นยาวนานจนถึงปี 1939 เมื่อยุทธการฮาลฮิน กอล (Battle of Khalkhin Gol) ซึ่งเป็นการสู้รบอย่างดุเดือดจากข้อพิพาทชายแดนโซเวียต-ญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ ในเวลาเดียวกันเยอรมนีได้เริ่มบุกฝรั่งเศสและกลุ่มประเทศเบเนลักซ์ (เบลเยียม-เนเธอร์แลนด์-ลักเซมเบิร์ก) และขยายอำนาจในยุโรป สหภาพโซเวียตซึ่งไม่ต้องการเผชิญหน้ากับสองแนวรบ จึงได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาความเป็นกลางของโซเวียต – ญี่ปุ่น เมื่อ 13 เมษายน 1941

สนธิสัญญาความเป็นกลางระหว่างโซเวียต – ญี่ปุ่น นี้ เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ เนื่องจากญี่ปุ่นสามารถขยายตัวทางทิศใต้และเริ่มการรุกรานอาณานิคมยุโรปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยไม่ต้องพะวงต่อการโจมตีจากโซเวียต และในทำนองเดียวกันการที่สนธิสัญญาไม่รุกรานต่อกันก็ทำให้โซเวียตสามารถย้ายกองกำลังขนาดใหญ่จากภูมิภาคตะวันออกไกลไปยังแนวรบด้านตะวันตกเพื่อต่อต้านกองทัพของเยอรมนี

ความสำคัญของสหภาพโซเวียต

แม้จะมีการปฏิเสธจากสหภาพโซเวียตเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการทำสงครามกับญี่ปุ่น แต่ JPS ตระหนักว่าไม่ช้าก็เร็วญี่ปุ่นจะพยายามกำจัดอันตรายของรัสเซียทันทีที่มีโอกาส คณะอนุกรรมการวางแผนร่วมประเมินเพิ่มเติมว่า การโจมตีโดยญี่ปุ่นต่อเส้นทางการเดินเรือของสหภาพโซเวียตจะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อความพยายามของโซเวียตในการต่อต้านเยอรมนีในยุโรป

ดังนั้น JPS จึงได้จัดทำแผนสำหรับทำสงครามกับญี่ปุ่นในชื่อ “การเล็งเห็นความสำคัญในการทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่น” (Appreciation of the War against Japan) ประกอบด้วย 5 หัวข้อซึ่งแต่ล่ะหัวข้อสามารถทำลายสมรรถนะของญี่ปุ่นในการทำสงคราม ซึ่ง 3 ใน 5 หัวข้อดังกล่าวนั้นต้องพึ่งการเข้าร่วมจากสหภาพโซเวียตเป็นอย่างมาก เนื่องจากสหภาพโซเวียตเป็นประเทศเดียวที่อยู่ใกล้กับตำแหน่งยุทธศาสตร์สำคัญของญี่ปุ่น และยังสามารถเคลื่อนย้ายทหารได้โดยง่ายไปสู่แมนจูกัว คาบสมุทรเกาหลีและจีนตอนเหนือด้วย และการที่สหภาพโซเวียตตั้งอยู่ใกล้ญี่ปุ่นก็เหมาะที่จะเป็นฐานปฏิบัติการของกองเรือดำน้ำสำหรับการปฏิบัติการใต้น้ำกับการขนส่งชายฝั่งทะเลของญี่ปุ่นและในทะเลเหลือง ดังนั้น JPS จึงสรุปว่าเพื่อที่จะเอาชนะญี่ปุ่น จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องให้สหภาพโซเวียตเข้าสู่สงคราม

ปฏิญญาพอตส์ดัม

การประชุมที่พอตส์ดัมระหว่าง 17 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม 1945 นั้นแตกต่างจากการประชุมที่ยัลตาก่อนหน้านี้ เนื่องด้วยเริ่มจากการพ่ายแพ้ของเยอรมนีและกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นเริ่มแตกสลายและสหรัฐอเมริกามีระเบิดปรมาณูอยู่ในกำมือ ทำให้สหรัฐอเมริกาเริ่มจะมีความคิดว่า การขอความรวมมือจากสหภาพโซเวียตอาจจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

ในระหว่างการประชุมเมื่อ 26 กรกฎาคม วินสตัน เชอร์ชิลล์ แฮร์รี เอส ทรูแมน และ เจียง ไคเช็ก ออกแถลงการณ์ ปฏิญญาพอตส์ดัม (Potsdam Declaration) ซึ่งระบุเงื่อนไขการยอมแพ้ของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองในเอเชีย แต่สตาลินไม่ได้ร่วมลงนามในปฏิญญา แม้เข้าร่วมการประชุม เนื่องจากสหภาพโซเวียตยังคงมีสนธิสัญญาเป็นกลางกับญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตามสองวันหลังจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและหนึ่งวันก่อนเกิดเหตุระเบิดที่เมืองนางาซากิ สหภาพโซเวียตได้ประกาศสงครามกับรัฐบาลญี่ปุ่น เมื่อ 8 สิงหาคม 1945 ข่าวนี้ได้สร้างความตระหนกต่อญี่ปุ่นเป็นอันมาก เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่าสตาลินได้รับข้อความส่วนตัวจากจักรพรรดิญี่ปุ่นขอให้เขาเป็นตัวกลางระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ก่อนที่เขาจะออกจากมอสโกเพื่อที่จะมาร่วมการประชุมที่พอตส์ดัม แม้ประวัติศาสตร์ชาติตะวันตกเน้นบทบาทของระเบิดปรมาณูว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ญี่ปุ่นยอมจำนน แต่เอกสารญี่ปุ่นที่เพิ่งเปิดใหม่ก็ให้ความสำคัญของการประกาศสงครามของสหภาพโซเวียตว่า เป็นสาเหตุในการบังคับให้ญี่ปุ่นยอมจำนน

https://www.bbc.com/thai/international-53949410