Skip to content
Home » News » สูญหาย ขโมย และฉ้อโกง คริปโทฯ

สูญหาย ขโมย และฉ้อโกง คริปโทฯ

สูญหาย ขโมย และฉ้อโกง คริปโทฯ
https://www.thansettakij.com/money_market/473358

สูญหาย ขโมย และฉ้อโกง คริปโทฯ GBL ซึ่งเป็นแพล็ตฟอร์การซื้อขายบิตคอยน์ในประเทศจีน ได้ปิดบริษัทอย่างกะทันหันในวันที่ 26 ตุลาคม 2013 ผู้ใช้บริการซึ่งไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ ได้เสียบิตคอยน์มูลค่าอาจถึง $5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 151 ล้านบาท)

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ศูนย์แลกเปลี่ยนบิตคอยน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ Mt. Gox ได้ประกาศล้มละลาย บริษัทกล่าวว่า ได้สูญบิตคอยน์ของลูกค้ามูลค่าเกือบ $473 ล้านเหรียญ (ประมาณ 14,251 ล้านบาท) น่าจะเป็นเพราะถูกขโมย ซึ่งเท่ากับประมาณ 750,000 เหรียญบิตคอยน์ หรือ 7% ของเหรียญที่มีทั้งหมด เพราะวิกฤติการณ์นี้ มูลค่าของบิตคอยน์ (ต่อเหรียญ) จึงได้ตกจากค่าสูงสุดที่ $1,160 (ประมาณ 34,951 บาท) ในเดือนธันวาคมเหลือน้อยกว่า $400 (ประมาณ 12,052 บาท) ในเดือนกุมภาพันธ์

เจ้าหน้าที่สองคนของคณะสืบคดีเฉพาะกิจ Silk Road ซึ่งเป็นหน่วยรวมองค์กรรัฐบาลกลางสหรัฐที่ตรวจสอบคดีเกี่ยวกับตลาด Silk Road ได้ยึดบิตคอยน์เพื่อใช้เป็นการส่วนตัวเมื่อกำลังสืบคดี ต่อมาเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (DEA) ผู้ได้กรรโชกผู้ก่อตั้งตลาด Silk Road

(Ross Ulbricht ผู้มีฉายาว่า “Dread Pirate Roberts”) ได้ให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดในฐานะฟอกเงิน กีดขวางกระบวนการยุติธรรม และกรรโชกในอำนาจหน้าที่ และถูกตัดสินให้จำคุกของรัฐบาลกลางเป็นเวลาหกปีครึ่ง

ส่วนเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน U.S. Secret Service ได้ให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดในข้อหาเกี่ยวกับการโอนบิตคอยน์มูลค่า $800,000 (ประมาณ 24.1 ล้านบาท) เข้าบัญชีตนเองเมื่อกำลังตรวจสอบคดี และในข้อหาการฟอกเงินต่างหากเนื่องจากการลักคริปโทเคอร์เรนซีอีกสกุลหนึ่ง แล้วถูกตัดสินให้จำคุกรัฐบาลกลางเกือบแปดปี

ส่วนผู้ก่อตั้งบริษัท GAW Miner และ ZenMiner ในปี 2014 ได้ให้การสารภาพว่า บริษัทเป็นส่วนของธุรกิจแบบพีระมิด และได้ยอมรับความผิดในข้อหาการฉ้อฉลผ่านระบบโทรคมนาคมในปี 2015 ต่อมา องค์กร Securities and Exchange Commission (SEC) ยังได้ฟ้องคดีกับเจ้าของ

ผู้ในที่สุดศาลก็ตัดสินปรับ $9.1 ล้านเหรียญ (ประมาณ 274 ล้านบาท) บวกกับดอกเบี้ย $700,000 (ประมาณ 21 ล้านบาท) โดยองค์กรได้กล่าวหาว่า เจ้าของได้ฉ้อฉลผ่านบริษัทโดยขาย “สัญญาการลงทุนโดยเป็นแชร์ในกำไรที่ตนอ้างว่าจะได้” จากการขุดหาเหรียญคริปโท

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2017 บริษัทเริ่มก่อตั้งที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซีชื่อว่า Tether ได้ประกาศว่าบริษัทถูกแฮ็ก และสูญคริปโทเคอร์เรนซีมูลค่า $31 ล้าน (ประมาณ 934 ล้านบาท) จากวอลเลตหลักของบริษัท แต่บริษัทได้ “ติดป้าย” คริปโทเคอร์เรนซีที่ถูกขโมย โดยหวังว่าจะทำให้เงินไม่สามารถใช้จ่ายจากวอลเลตของขโมยได้ บริษัทยังชี้ว่า จะสร้างโปรแกรมใหม่สำหรับวอลเลตหลักโดยเป็นการตอบสนองต่อการถูกแฮ็ก เพื่อป้องกันเหรียญที่ถูกขโมยไม่ให้ใช้ได้

ในวันที่ 6 ธันวาคม 2017 บริษัทขุดหาเหรียญบิตคอยน์ประเทศสโลวีเนีย NiceHash ถูกขโมยบิตคอยน์มูลค่าเกินกว่า $60 ล้านเหรียญ (ประมาณ 1,808 ล้านบาท) ในช่วงการถูกโจมตีทางไซเบอร์

ตลาด Darknet

สูญหาย ขโมย และฉ้อโกง คริปโทฯ คริปโทเคอร์เรนซีก็ใช้ด้วยในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้ใจในรูปแบบของตลาดมืดออนไลน์ เช่น Silk Road ซึ่งเป็นตลาดดั้งเดิมที่ปิดในเดือนตุลาคม 2013 แม้จะมีตลาดที่ใช้ชื่อเดียวกันซึ่งได้เกิดขึ้นมาแทนที่ถึงสองครั้ง แต่ตลาดชื่อนี้ปัจจุบันก็ล่มไปหมดแล้ว

รูปแบบของตลาด Silk Road ได้นำมาใช้ในตลาดมืดออนไลน์อีกมากมาย เท่ากับเป็นการกระจายศูนย์ตลาดมืด ในปีต่อมาหลังจากรัฐบาลสหรัฐได้ปิดตลาด Silk Road ตลาดมืดเด่น ๆ ได้เพิ่มจาก 4 ตลาดเป็น 12 ตลาด ในขณะที่รายการยาเสพติดที่ขายเพิ่มจาก 18,000 รายการเป็น 32,000 รายการ ตลาด Darknet เป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทางกฎหมาย และบิตคอยน์และคริปโทเคอร์เรนซีที่ใช้ในตลาดมืด ก็ไม่ได้กำหนดตามกฎหมายให้ชัดเจนในประเทศโดยมากในโลก

ในสหรัฐอเมริกา บิตคอยน์เรียกว่าเป็น สินทรัพย์เสมือน (virtual assets) การจัดหมู่ที่คลุมเครือเช่นนี้ สร้างความกดดันต่อองค์กรบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ ทั่วโลกให้ปรับตัวเข้ากับการซื้อขายยาเสพติดผ่านตลาดมืดที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

เนื่องจากตลาด darknet โดยมากจะเข้าถึงผ่านทอร์ (เครือข่ายนิรนาม) จึงสามารถหาชื่อได้ง่าย ๆ ในเว็บไซต์ที่เป็นสาธารณะ ซึ่งหมายความว่า สามารถหาที่อยู่ หารีวิวของลูกค้า และหากลุ่มพูดคุยเปิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ขายในตลาด โดยไม่มีผลเสียใด ๆ ต่อผู้ใช้ระบบ

ความนิรนามเช่นนี้ทำให้ผู้ซื้อขายในตลาดมืดหลีกเลี่ยงการถูกจับจากเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้ ผลก็คือ เจ้าหน้าที่ต้องทำการต่อตลาดโดยเฉพาะ ๆ และผู้ขายยาเสพติดโดยเฉพาะ ๆ เพื่อลดอุปทานของยา แต่ผู้ขายก็ยังสามารถดำรงความเหนือชั้นต่อเจ้าหน้าที่ ผู้ไม่สามารถติดตามตลาดมืดนิรนามที่สามารถแตกตัวไปได้อย่างรวดเร็ว

initial coin offering (ICO)

การเสนอขายเหรียญเริ่มต้น (initial coin offering, ICO) เป็นวิธีการหาเงินเริ่มต้นของบริษัทต่าง ๆ ซึ่งอาจทำโดยบริษัทที่เพิ่งเริ่ม เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการหาทุนจากบริษัทร่วมลงทุนหรือจากธนาคารที่ต้องทำอย่างรัดกุมและควบคุมโดยกฎหมาย อย่างไรก็ดี องค์กรควบคุมหลักทรัพย์ในหลายประเทศ รวมทั้งสหรัฐและแคนาดา

ได้ชี้ว่า ถ้าเหรียญหรือโทเค็นเป็น “สัญญาการลงทุน” (ซึ่งก็คือ เป็นการลงทุนที่มีหวังอย่างสมเหตุสมผลที่จะได้กำไร โดยขึ้นอยู่กับความพยายามประกอบการและบริหารของคนอื่น) มันก็จัดว่าเป็นหลักทรัพย์และอยู่ภายใต้การควบคุมหลักทรัพย์ตามกฎหมาย

ในการรณรงค์เปิด ICO คริปโทเคอร์เรนซีส่วนหนึ่ง (โดยบ่อยครั้งเรียกว่าเป็น โทเค็น) จะขายให้แก่ผู้สนับสนุนเริ่มต้นของโครงการโดยแลกเปลี่ยนกับเงินตราตามกฎหมายหรือกับคริปโทเคอร์เรนซีอื่น ๆ บ่อยครั้งเป็นบิตคอยน์หรืออีเธอร์ โดยเหรียญอาจจะหมายให้ใช้เป็นสื่อการค้าขายในแพล็ตฟอร์มหนึ่ง ๆ หรือใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น ๆ เช่น การยืนยันพิสูจน์บุคคลในระบบหนึ่ง ๆ

ประธานาธิบดีรัสเซียวลาดีมีร์ ปูติน ได้อนุมัติแผนการร่างกฎหมายเพื่อใช้ควบคุมการเสนอขายเหรียญเริ่มต้น (ICO) และการขุดหาเหรียญคริปโท

สูญหาย ขโมย และฉ้อโกง เงินคริปโตสู่การยอมรับ ในโลกการเงินยุคใหม่

แม้ว่าวันนี้ “Cryptocurrency” ได้สร้างพื้นที่ของตัวเองจนใกล้เคียงความเป็น Mass Adoption เราเห็นปริมาณการซื้อขายและลงทุนในตลาด Cryptocurrency  ทั้งจากนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายใหญ่และรายย่อย ที่เพิ่มสูงขึ้นจนปัจจุบันมีมูลค่าถึงกว่า 1,723 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดย Bitcoin ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ 60% หรือกว่า 1,110 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมากกว่า GDP ของประเทศอินโดนีเซีย เราได้เห็นการระดมทุนที่ใหญ่ที่สุดและเร็วที่สุดในโลกการลงทุน

เราได้เห็นบริษัทในตลาดทุน Nasdaq และ NYSE ซึ่งขณะนี้ถือ Bitcoin รวมกันมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ($ 60 Billions) หรือประมาณ 6% ของมูลค่าทั้งตลาด Bitcoin เช่น บริษัทเทคโนโลยีของโลกอย่าง Tesla, MicroStrategy และอื่นๆ ต่าง ก็ “เก็บ” Bitcoin จำนวนมหาศาลเป็นสินทรัพย์คงคลัง ยิ่งไปกว่านั้นระบบชำระเงินออนไลน์อย่าง PayPal บริการบัตรเครดิตอย่าง VISA และแบรนด์สินค้ายอดนิยม เช่น Namecheap, KFC Canada, Microsoft, Subway, Wikipedia, Zynga (เกมบนมือถือ), Bloomberg และ Shopify เริ่มยอมรับการชำระเงินด้วย Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ 

อย่างไรก็ตามการที่ Cryptocurrency จะเข้าสู่การยอมรับในวงกว้างจนเป็น Mass Adoption ได้นั้นจะต้องก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ โดยสรุปเป็น 3 ข้อหลักๆ ดังนี้

1.กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ(Regulations) 

ในหลายๆ ประเทศยังไม่มีกฎระเบียบ และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนต่อสกุลเงินดิจิทัล หรือ cryptocurrency อีกทั้งยังมีความกังวลเรื่องความเสี่ยงของรัฐบาล การติดตามความมั่งคั่ง การเก็บภาษี และการควบคุมอุปสงค์อุปทาน กฎระเบียบเก่าไม่ยืดหยุ่นพอที่จะเข้าใจสกุลเงินใหม่ ซึ่งหากมีกฎระเบียบที่เข้าใจธรรมชาติของ cryptocurrency ก็จะทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตและเกิดประโยชน์อย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจ เกิด Capital Inflow จากนักลงทุนทั่วโลก 

2.ความเข้าใจผิดเรื่องความเป็นส่วนตัว(Privacy)

ในอดีตเคยมีกรณีการใช้Cryptocurrency ในตลาดมืดเพื่อซื้อสินค้าผิดกฎหมาย เรียกค่าไถ่ หรือฟอกเงิน จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ผู้ใช้อาจได้รับการปกปิดตัวตน แต่คุณสมบัติสำคัญของ Blockchain คือ ‘ความโปร่งใส’ ธุรกรรมใดๆ ก็ตามที่ถูกกระทำผ่านบล็อกเชน ข้อมูลเหล่านั้น จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อให้มีการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องจากเครือข่ายได้ รวมทั้งเหรียญก็ยังมีบันทึกอีกว่า เหรียญนั้นเคยผ่านมือใครมาแล้วบ้าง การตรวจสอบธุรกรรม Cryptocurrency นั้น ไม่ต่างจากการตรวจสอบธุรกรรมการเงินทั่วไป ผู้ใช้จะต้องให้ข้อมูลส่วนตัวในขั้นตอน Anti-Money Laundering (AML) และ Know Your Customer (KYC) รวมถึงข้อมูลไอพีแอดเดรส (IP address) และพฤติกรรมการใช้จ่ายต่อแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้ลงทะเบียนไว้ ซึ่งเพียงพอสำหรับการตรวจสอบ หากผู้ใช้มีพฤติกรรมต้องสงสัย

3.ความปลอดภัย (Security)

การขโมย Cryptocurrency การฉ้อโกงและการแฮ็กส่วนใหญ่มักจะถูกอ้างว่า เทคโนโลยีไม่ปลอดภัย แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่การแฮ็ก Blockchain ส่วนใหญ่จะเป็นกรณีหลอกลวงและโจรกรรมเพื่อเข้าถึงคีย์ส่วนตัว (Private Key) หรือรหัสผ่านที่
ใช้ในการเข้าถึงกระเป๋าเงินและบัญชีบนBlockchain และเว็บเทรด (Exchange) โดย Blockchain นั้นถูกออกแบบให้แฮ็ก หรือเปลี่ยนแปลงธุรกรรมได้ยาก ซึ่งถ้าจะทำ ต้องอาศัยกำลังการประมวลผลที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของเครือข่ายทั้งหมด จึงจะสามารถแก้ไขข้อมูลได้ โดยการกระทำดังกล่าวมีโอกาสเกิดน้อยมาก

วันนี้ Cryptocurrency และ Blockchain ได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการเงินและการลงทุน แต่ในระยะยาว Cryptocurrency และ เงิน Fiat จะทำงานร่วมกันเพื่อชดเชยจุดอ่อนของกันและกัน ซึ่งก็เหมือนกับอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เกือบทั้งหมด (IoT) และช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิต 

Cryptocurrency จะถูกยอมรับในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นในระบบชำระเงินออนไลน์เกือบทั้งหมดเพื่อชำระเงินและทำธุรกรรม รวมไปถึงการกำหนดสิทธิในการร่วมลงทุนในโปรเจ็กต์ การปล่อยเงินกู้ การชำระค่าสาธารณูปโภค ตลอดจนการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน