Skip to content
Home » News » อองซาน เข้าสู่การเมือง

อองซาน เข้าสู่การเมือง

อองซาน เข้าสู่การเมือง เริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองในปี 2531 เมื่อออง ซาน ซูจี เดินทางกลับบ้านเกิดที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เพื่อมาดูแลนางดอว์ขิ่นจี มารดาซึ่งกำลังป่วยหนัก โดยขณะนั้นกำลังเกิดความวุ่นวายในประเทศเมียนมา ทั้งปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ และปัญหาการเมือง ทำให้ประชาชนออกมากดดัน จนนายพลเนวิน ต้องลาออกจากตำแหน่งประธานพรรคโครงการสังคมนิยมพม่า (The Burma Socialist Programme Party-BSPP) ที่ยึดอำนาจการปกครองประเทศเมียนมา มานานถึง 26 ปี

หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดการนองเลือดในวันที่ 8 สิงหาคม 2531 (ค.ศ. 1988) หรือที่รู้จักกันในชื่อเหตุการณ์ 8888 ซึ่งประชาชนนับล้านรวมตัวกันในกรุงย่างกุ้ง เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย จนทำให้ผู้นำทหารสั่งปราบปรามประชาชน ผู้ประท้วงราว 3,000 คน เสียชีวิต

จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ปราบปรามประชาชน ในวันที่ 15 สิงหาคม 2531 ออง ซาน ซูจี ก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเป็นครั้งแรก โดยส่งหนังสือเปิดผนึกถึงรัฐบาลเรียกร้องให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อเตรียมการเลือกตั้งทั่วไป และในวันที่ 24 กันยายน 2531 ออง ซาน ซูจี ได้ร่วมจัดตั้ง “พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย” หรือเอ็นแอลดี (National League for Democracy: NLD) ขึ้นมา และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค

ต่อจากนั้น ออง ซาน ซูจี ได้เดินหน้าปราศรัยทางการเมืองเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2532 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ดินดอนสามเหลี่ยมอิรวดี ซึ่งในตอนนั้น ออง ซาน ซูจี ได้เดินเข้าหาเหล่าทหารที่ถือปืนไรเฟิลเล็งเข้าหาเธอ

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2532 รัฐบาลทหารเมียนมาได้ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกสั่งกักบริเวณออง ซาน ซูจี ให้อยู่แต่ในบ้านพักเป็นครั้งแรก เป็นเวลา 3 ปี โดยไม่มีข้อหา ทั้งยังจับกุมสมาชิกพรรค NLD จำนวนมากไปคุมขังไว้ที่เรือนจำอินเส่ง โดย ออง ซาน ซูจี ได้อดอาหารเพื่อประท้วง และเรียกร้องให้นำเธอไปขังรวมกับสมาชิกพรรคคนอื่น ๆ ต่อมา ออง ซาน ซูจี ยุติการอดอาหารประท้วงเมื่อรัฐบาลเผด็จการทหารให้สัญญาว่าจะปฏิบัติต่อสมาชิกพรรค NLD ซึ่งถูกคุมขังไว้ในเรือนจำเป็นอย่างดี

อองซาน เข้าสู่การเมือง
https://www.matichonweekly.com/column/article_25572

หลังจากที่ ออง ซาน ซูจี ถูกกักบริเวณอยู่ภายในบ้านพัก ปรากฏว่ารัฐบาลทหารเมียนมาในขณะนั้นได้จัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นในปี 2533 ปรากฏว่าพรรค NLD ของออง ซาน ซูจี ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้ง โดยได้ที่นั่งในสภาร้อยละ 82 แต่รัฐบาลทหารเมียนมาไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น ทว่าได้มีการยื่นข้อเสนอให้ออง ซาน ซูจี ยุติบทบาททางการเมือง และเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งออง ซาน ซูจี ได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว เป็นเหตุให้รัฐบาลทหารเมียนมามีคำสั่งยืดเวลาการกักบริเวณออง ซาน ซูจี ออกไปอีก

จนกระทั่ง 6 ปีต่อมา ออง ซาน ซูจี ได้รับอิสรภาพ แต่เพียงไม่นานเธอก็ถูกรัฐบาลทหารเมียนมาสั่งกักบริเวณอีกครั้งโดยปราศจากความผิด ซึ่งการสั่งกักบริเวณในครั้งนี้กินเวลา 18 เดือน จนออง ซาน ซูจี ได้รับอิสรภาพในเดือนพฤษภาคม 2545 ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 ออง ซาน ซูจี ได้เดินทางไปพบปะประชาชน ซึ่งระหว่างนั้นได้เกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้าน ทำให้รัฐบาลทหารเมียนมานำเหตุผลดังกล่าวมาสั่งกักบริเวณออง ซาน ซูจี อีกครั้ง

ต่อมาเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2553 รัฐบาลทหารเมียนมาได้มีคำสั่งปล่อยตัวออง ซาน ซูจี ออกจากบ้านพัก หลังถูกนานาชาติกดดันอย่างหนัก และในวันที่ 23 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน ออง ซาน ซูจี ก็ได้พบกับ คิม บุตรชายคนเล็ก เป็นครั้งแรก โดยออง ซาน ซูจี ได้รอรับบุตรชายที่สนามบินมิงกาลาดง ถือเป็นครั้งแรกที่ออง ซาน ซูจี ได้อยู่ร่วมกับครอบครัว แม้จะไม่สมบูรณ์ก็ตาม

https://mgronline.com/celebonline/detail/9640000013267

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยภายในประเทศเมียนมา ทำให้ในวันที่ 14 ตุลาคม 2534 คณะกรรมการรางวัลโนเบล ประกาศมอบรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ให้แก่ออง ซาน ซูจี (สตรีคนแรกของเอเชียที่ได้รับรางวัลโนเบล)

โดยในวันที่ 14 ตุลาคม 2534 ซึ่งมีพิธีมอบรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ที่ศาลาว่าการกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์  ออง ซาน ซูจี ไม่มีโอกาสเดินทางไปรับรางวัลด้วยตัวเอง เนื่องจากยังถูกกักบริเวณอยู่ภายในบ้านพักที่ประเทศเมียนมา
 
ซึ่งในวันดังกล่าว ไมเคิล อริส สามีของออง ซาน ซูจี และบุตรชายคือ อเล็กซานเดอร์ และคิม ได้เดินทางไปรับรางวัลโนเบลแทน ส่วนออง ซาน ซูจี ทำได้แต่เพียงติดตามข่าวการประกาศรางวัลจากการฟังวิทยุอยู่ที่บ้านพัก
 
จนกระทั่งวันที่ 16 มิถุนายน 2555 ออง ซาน ซูจี จึงมีโอกาสเดินทางไปที่กรุงออสโล เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ในโอกาสได้รับรางวัลโนเบล ว่า “เธอทราบข่าวรางวัลนี้ทางวิทยุขณะถูกคุมขังในบ้านพัก ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับรางวัลใด ๆ เพียงแต่รางวัลที่จะได้เห็นบ้านเมืองที่เสรี ปลอดภัย และยุติธรรม ขอบคุณสำหรับรางวัลนี้ ที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ ที่เกื้อหนุนการแสวงหาสันติภาพของพม่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวโลกต่างแสวงหาเช่นกัน

จากสภาพที่ต้องถูกคุมขังโดดเดี่ยวในบ้านของตัวเอง รางวัลโนเบลนี้ได้สร้างความรู้สึกว่า เธอมีความเชื่อมโยงกับโลกภายนอก เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้อยู่ เป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บ่งบอกว่า โลกนี้ไม่ลืมพม่า”

อองซาน เข้าสู่การเมือง เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2545 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศให้ ออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ พรรค NLD ที่ต่อสู้โดยสันติวิธีเพื่อเรียกร้องการปกครองระบอบประชาธิปไตยในบ้านเกิดของตน เป็น “สัญลักษณ์แห่งการต่อต้านการกดขี่โดยสันติ”