Skip to content
Home » News » อีดี อามิน ขับไล่ชาวเอเชียออกนอกประเทศ

อีดี อามิน ขับไล่ชาวเอเชียออกนอกประเทศ

อีดี อามิน ขับไล่ชาวเอเชียออกนอกประเทศ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2515 อามินประกาศสิ่งที่เขาเรียกว่า “สงครามเศรษฐกิจ (Economic War)” มีนโยบายอย่างเช่น ยึดอสังหาริมทรัพย์ของชาวเอเชียและชาวยุโรป ชาวเอเชียในยูกันดา 80,000 คนส่วนใหญ่เป็นชาวอนุทวีปอินเดียที่เกิดในยูกันดา บรรพบุรุษของพวกเขาเข้ามาประกอบวิชาชีพ เป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมของขนาดใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นกระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจของประเทศยูกันดา ตั้งแต่สมัยที่ประเทศของพวกเขายังอยู่ในเครือจักรภพ

อีดี อามิน ขับไล่ชาวเอเชียออกนอกประเทศ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2515 อามินออกคำสั่งให้ขับไล่ชาวเอเชียในประเทศยูกันดา 60,000 คน (ส่วนใหญ่ถือหนังสือเดินทางของสหราชอาณาจักร) ต่อมาภายหลังเขาได้ออกมาขอโทษกับชาวเอเชียทั้งหมด 80,000 คนต่อมาตรการดังกล่าว และขอยกเว้นชาวเอเชียที่ประกอบอาชีพจำพวกแพทย์, นักกฎหมาย และครู แต่ชาวเอเชียราว 30,000 คนที่ถือหนังสือเดินทางของสหราชอาณาจักรก็ตัดสินใจอพยพออกนอกประเทศยูกันดาไปที่บริเตนใหญ่ 

ที่เหลือได้เดินทางไปที่ประเทศออสเตรเลีย, แคนาดา, อินเดีย, ปากีสถาน, สวีเดนและสหรัฐอเมริกา อามินได้ยึดเอาธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ของชาวเอเชีย ยกให้แก่พวกพ้องของอามิน ธุรกิจเหล่านั้นประสบความล้มเหลว อุตสากหรรมล้มละลายเนื่องจากขาดการดูแล เริ่มปรากฏหายนะทางเศรษฐกิจ

อีดี อามิน ขับไล่ชาวเอเชียออกนอกประเทศ
https://raremeat.blog/the-last-king-of-scotland-2006/

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

ภายหลังทำการขับไล่ชาวเอเชียในประเทศยูกันดาในปี พ.ศ. 2515 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดีย ประเทศอินเดียได้ลดความสำคัญทางการทูตลงกับประเทศยูกันดา ในปีเดียวกัน ส่วนหนึ่งของนโยบายสงครามเศรษฐกิจของอามิน ได้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหราชอาณาจักรลงและทำการกำกับดูแลธุกิจของชาวสหราชอาณาจักร 85 ธุรกิจโดยรัฐบาล

ในปีนั้นอามินได้ทำการขับไล่ที่ปรึกษาทางทหารอิสราเอลออก และหันไปรับการสนับสนุนจากมูอัมมาร์ อัล-กัดดาฟี ผู้นำลิเบียและสหภาพโซเวียตแทนและออกมาต่อว่าอิสราเอลอย่างไม่พอใจ ในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง General Idi Amin Dada: A Self Portrait เขาได้พูดถึงแผนการที่จะสร้างสงครามต่อต้านอิสราเอลขึ้น จะใช้พลร่ม, ระเบิดและกองทัพระเบิดพลีชีพภายหลังอามินออกมากล่าวถึงฮิตเลอร์ว่า “ทำถูกแล้วที่เผาทำลายยิว 6 ล้านคน”

พ.ศ. 2516 โธมัส พาทริค เมลาดี เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศยูกันดาในขณะนั้น แนะนำให้สหรัฐอเมริกาลดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศยูกันดาลง เมลาดีพรรณนาถึงการปกครองของอามินว่า “เห็นแก่พวกพ้อง, เอาแน่เอานอนและคาดเดาไม่ได้, ทารุณโหดร้าย, งี่เง่า, ก้าวร้าว, ไร้เหตุผล, น่าหัวร่อ และเป็นพวกทหารนิยม” ฉะนั้นสหรัฐอเมริกาจึงทำการถอนคณะทูตออกจากเมืองกัมปาลา

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2519 อามินยอมให้เครื่องบินของสายการบินแอร์ฟรานซ์ที่ถูกสมาชิกขบวนการปลดแอกปาเลสไตน์-ปฏิบัติการนอกดินแดน (PFLP-EO) และสมาชิกกลุ่มปฏิวัติเยอรมนี (RZ) จี้กลางอากาศลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติเอนเทบเบ ตัวประกัน 156 คนที่ไม่ได้ถือหนังสือเดินทางประเทศอิสราเอลถูกปล่อยตัวและได้รับการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่

ส่วนชาวยิวและพลเมืองชาวอิสราเอล 83 คนกับพนักงานเครื่องบินและพวกที่เหลืออีก 20 คนยังคงเป็นตัวประกันอยู่ ในภายหลังทางอิสราเอลได้เข้าช่วยเหลือตัวประกันในปฏิบัติการณ์ที่ชื่อว่า “ปฏิบัติการณ์สายฟ้า (Thunderbolt Operation)” หรือรู้จักกันในชื่อ “ปฏิบัติการณ์เอนเทบเบ” ตัวประกันเกือบทั้งหมดรอดเป็นอิสระ แต่ตัวประกัน 3 คนเสียชีวิตและอีก 10 คนบาดเจ็บ ผู้ก่อการร้าย 6 คน, ทหารยูกันดา 45 คนและทหารอิสราเอล 1 คนคือโยนาทัน เนทันยาฮู (Yonatan Netanyahu) ถูกสังหาร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับนานาประเทศของยูกันดาย่ำแย่ลง ทางบริเตนทำการถอนข้าหลวงออกจากประเทศยูกันดาทันที

ประเทศยูกันดาภายใต้อำนาจการปกครองของอามินได้ดำเนินการส่งเสริมการทหารให้แข็งแกร่งขึ้น เนื่องด้วยการสะสมกองกำลังของประเทศเคนยา ทางการเคนยาได้ทำการยึดเรือสินค้าของโซเวียตลำที่มีเส้นทางเข้าประเทศยูกันดาเอาไว้ที่ท่าเรือมอมบาซ่าของประเทศเคนยา สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างยูกันดาและเคนยาบรรลุมาถึงจุดแตกหักในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519

เมื่ออามินประกาศว่าเขาจะสืบสาวเหตุการณ์ในซูดานตอนใต้และภาคตะวันตกกับภาคกลางของเคนยา เข้าไปถึง 32 กิโลเมตร (20 ไมล์) ของกรุงไนโรบี เมืองหลวงของประเทศเคนยา ซึ่งตามประวัติศาสตร์นั้นเป็นส่วนหนึ่งอาณานิคมของยูกันดา รัฐบาลของเคนยาได้ตอกกลับไปว่าเคนยาไม่เคยเป็นส่วนหนึ่ง”แม้แต่นิ้วเดียว” ต่อมาอามินเปลี่ยนใจเนื่องจากเคนยาได้ส่งกองกำลังและยานหุ้มเกราะบรรทุกทหารมาที่บริเวณเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างยูกันดาและเคนยา

ความสัมพันธ์กับประเทศลิเบียนั้น ผู้นำเผด็จการทหารมูอัมมาร์ อัล-กัดดาฟีก็ถือหางอามินอยู่เช่นเดียวกับสหภาพโซเวียตที่เป็นผู้สนับสนุนหลักของกองทัพทหารของอามิน

เยอรมนีตะวันออกนั้นมีส่วนพัวพันอยู่กับหน่วยงานบริการทั่วไป (GSU) และสำนักงานสืบค้นข่าวกรอง (SRB) ซึ่งเป็นสององค์กรที่ขึ้นชื่อเรื่องความสยดสยอง จนกระทั่งแทนซาเนียได้เข้าทำการบุกรุกเมื่อปี พ.ศ. 2522 เยอรมนีตะวันออกจึงได้พยายามนำหลักฐานต่าง ๆ ออกมาจากสถานที่เหล่านั้น

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B5_%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99

การปรากฏตัวของชาวเอเชียใต้ในยูกันดาเป็นผลมาจากการเลือกโดยเจตนาของฝ่ายบริหารของอังกฤษ (พ.ศ. 2437-2505) พวกเขาถูกนำตัวไปยังอารักขาของยูกันดาโดยอังกฤษเพื่อ “ทำหน้าที่เป็นตัวกั้นระหว่างชาวยุโรปและชาวแอฟริกันในขั้นกลางของการค้าและการบริหาร” นอกจากนี้ในยุค 1890 32,000 แรงงานจากบริติชอินเดียถูกนำไปยังแอฟริกาตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้สัญญาแรงงานผูกมัดในการทำงานเกี่ยวกับการก่อสร้างของยูกันดารถไฟ ส่วนใหญ่ที่รอดตายอินเดียนแดงกลับบ้าน แต่ 6,724 คนตัดสินใจที่จะอยู่ในแอฟริกาเกรตเลกส์หลังจากเสร็จสิ้นการต่อแถว ในช่วงเวลาของการขับไล่ มีชาวเอเชียใต้ประมาณ 80,000 คนในยูกันดา ซึ่ง 23,000 คนได้ยื่นคำร้องเพื่อขอสัญชาติทั้งที่ดำเนินการแล้วและได้รับการยอมรับอีก 50,000 เป็นผู้ถือหนังสือเดินทางอังกฤษแม้ว่าอามินเองก็ใช้ตัวเลขผู้ถือหนังสือเดินทางอังกฤษ 80,000 ที่พูดเกินจริงเกินจริงในการปราศรัยครั้งแรกของเขาในการขับไล่ 

อังกฤษได้ลงทุนในการศึกษาของชนกลุ่มน้อยในเอเชีย มากกว่าการศึกษาของชนพื้นเมืองอูกันดา โดยช่วงต้นปี 1970 ที่หลายคนอินเดียนแดงในทวีปแอฟริกาตะวันออกเฉียงใต้และยูกันดาได้รับการว่าจ้างในการแต่งตัวผู้ชายและการธนาคารธุรกิจและIndophobiaถูกฝังแล้วโดยจุดเริ่มต้นของการปกครองอามินในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1971 ในขณะที่ไม่ได้ทั้งหมดยูกันดาเอเชียได้ ดีมาก พวกเขาโดยเฉลี่ยแล้วดีกว่าชุมชนพื้นเมืองประกอบ 1% ของประชากรในขณะที่ได้รับหนึ่งในห้าของรายได้ประชาชาติ ชาวอินเดียถูกมองว่าเป็น “เพียงพ่อค้า” และถูกระบุว่าเป็น “ดูคาวัลลาส” (ศัพท์อาชีพที่เสื่อมโทรมไปเป็นการต่อต้านอินเดียนแดงในช่วงเวลาของอามิน ) ซึ่งพยายามโกงผู้ซื้อที่ไม่สงสัยและมองหาแต่ของตนเอง ครอบครัว ทางกลับกัน “ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบว่าชาวอินเดียมีทัศนคติที่เหนือกว่าและภาพลักษณ์เชิงลบของความสามารถและประสิทธิภาพของชาวแอฟริกัน” แบ่งแยกเชื้อชาติเป็นสถาบัน ชุมชนชาติพันธุ์รั้วรอบขอบชิดให้บริการด้านการดูแลสุขภาพและการศึกษาชั้นยอด นอกจากนี้ ระบบภาษีศุลกากรในยูกันดายังมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของผู้ค้าชาวเอเชียใต้ในอดีต

รัฐบาลของMilton Oboteดำเนินนโยบาย “แอฟริกา” ซึ่งรวมถึงนโยบายที่กำหนดเป้าหมายไปที่ชาวเอเชียอูกันดา ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการปี 1968 ว่าด้วย “แอฟริกาในการค้าและอุตสาหกรรม” ได้ยื่นข้อเสนอเกี่ยวกับกลุ่มคนนอกศาสนาที่กว้างขวาง และระบบใบอนุญาตทำงานและใบอนุญาตการค้าได้ถูกนำมาใช้ในปี 1969 เพื่อจำกัดบทบาทของชาวอินเดียที่ไม่ใช่พลเมืองในกิจกรรมทางเศรษฐกิจและวิชาชีพ . อย่างไรก็ตาม นโยบายของอามินแสดงถึงความเร่งอย่างมาก สิงหาคม 2514 อามินประกาศทบทวนสถานะการเป็นพลเมืองที่ได้รับมอบให้แก่ชุมชนเอเชียของยูกันดา ตามด้วยการประกาศสำมะโนประชากรชาวเอเชียของยูกันดาในเดือนตุลาคมปีนั้นเพื่อแก้ไข “ความเข้าใจผิด” เกี่ยวกับบทบาทของชนกลุ่มน้อยในเอเชียของยูกันดาในสังคม เขาจึงเรียกประชุมอินเดียในวันที่ 7-8 ธันวาคม ในบันทึกที่นำเสนอในวันที่สองของการประชุม เขาได้ตั้งความหวังไว้ว่า “ช่องว่างที่กว้าง” ระหว่างชาวเอเชียอูกันดาและชาวแอฟริกันจะแคบลง ในขณะที่จ่ายส่วยให้ชาวอินเดียนแดงมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจและอาชีพ เขากล่าวหาว่าชนกลุ่มน้อยในเอเชียที่ไม่จงรักภักดี การไม่บูรณาการและการทุจริตในเชิงพาณิชย์- ผู้นำอินเดียอ้างว่าโต้แย้งในประเด็นปัญหาเรื่องสัญชาติ เขาบอกว่ารัฐบาลของเขาจะยอมรับสิทธิการเป็นพลเมืองที่ได้รับแล้ว แต่การสมัครขอสัญชาติทั้งหมดที่โดดเด่น (ซึ่งตอนนี้คิดว่ามีจำนวนมากกว่า 12,000) จะถูกยกเลิก