Skip to content
Home » News » อีดี อามิน เสียชีวิต

อีดี อามิน เสียชีวิต

อีดี อามิน เสียชีวิต หรือ อีดี้ อามิน ดาดา โอมี  เกิดช่วงปี ค.ศ.1923 มีพี่น้อง 8 คน เขาเป็นเด็กมีปัญหาบ้านแตห
เรียนไม่เก่งและรักความรุนแรง ต่อมาได้เข้าเป็นทหารซึ่งขณะนั้นประเทศอูกันดายังอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ
เขาจึงอยู่ในสังกัดของทหารอังกฤษ และได้รับการสนับสนุนจากกองทัพจนกระทั่งได้เป็นแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวท
อามินไม่เคยเขียนอัตชีวประวัติเกี่ยวกับตนเอง และเขาก็ไม่ได้ให้ใครได้กล่าวถึงชีวิตของเขาเลย

แต่จากแหล่งที่มาเกี่ยวกับชีวประวัติของอามินส่วนใหญ่ชี้ว่าอามินเกิดประมาณ พ.ศ. 2468 ที่เมืองโกโบโกหรือไม่ก็กัมปาลา สมัครเข้าเป็นลูกน้องของเฟร็ด กูเว็ดเดโกจากมหาวิทยาลัยมาเกเรเร (มหาวิทยาลัยมาเกเรเรตั้งอยู่ที่เมืองกัมปาลา) อีดี อามินเป็นลูกชายของอันเดรส ไนอาไบเร (Andreas Nyabire พ.ศ. 2432–2519) ซึ่งบิดาของอามินเป็นชาวกากวา (Kakwa) ซึ่งได้เปลี่ยนศาสนาจากคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกเป็นอิสลาม และได้เปลี่ยนชื่อลูกชายของเขาเป็นอามิน ดาดานั่นเอง เมื่อเขาถูกผู้เป็นบิดาทอดทิ้ง

อามินได้เติบโตในครอบครัวของมารดาของเขา ข้อมูลจากกูเว็ดเดโกบอกว่ามารดาของอามินชื่อแอสซา แอตเต (Assa Aatte พ.ศ. 2447–2513) เป็นชาวเผ่าลุกบาราและเป็นผู้สืบทอดความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรประจำเผ่าและทำหน้าที่รักษากษัตริย์แห่งอาณาจักรบูกันดา (Buganda) และชาวบ้านทั่วไป เมื่อปี พ.ศ. 2484 อามินเป็นนักเรียนโรงเรียนมุสลิมในเมืองบอมโบ หลังจากนั้น 2–3 ปี อามินออกจากโรงเรียนและทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนที่จะผันตัวเองเข้าเป็นทหารในสังกัดกองทัพอาณานิคมบริเตน

อามินเข้าเป็นสมาชิกของกรมทหารปืนเล็กยาวแอฟริกา (King’s African Rifles) แห่งกองทัพอาณานิคมบริเตนในปี พ.ศ. 2489 ในตำแหน่งผู้ช่วยคนครัว เขาอ้างว่าได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยทำการรบที่ประเทศพม่า แต่ในบันทึกบอกเอาไว้ว่าอามินได้เข้าร่วมกองทัพหลังจากที่สงครามได้ยุติไปแล้ว ในปี พ.ศ. 2490 เขาถูกย้ายไปประจำการเป็นพลทหารของกองพันทหารปืนเล็กยาวแอฟริกาที่ 21 ณ เมืองจิลจิล ประเทศเคนยา จนถึงปี พ.ศ. 2492 ในปีนั้นหน่วยรบของเขาได้แปรแถวไปที่ประเทศโซมาเลียเพื่อต่อสู้กับผู้ก่อจลาจลในโซมาเลีย ในปี พ.ศ. 2495 หมู่ทหารของอามินได้ทำการปราบจลาจลมัว มัว ในประเทศเคนย่า ทำให้เขาได้รับแต่งตั้งเป็นสิบเอกในปี พ.ศ. 2496

อีดี อามิน เสียชีวิต
https://board.postjung.com/990537

ในปีพ.ศ. 2501 อามินได้รับตำแหน่งจ่านายสิบ ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดที่ชาวแอฟริกันผิวดำในกองทัพอาณานิคมบริเตนจะได้รับในเวลานั้น อามินกลับสู่มาตุภูมิในปีเดียวกัน ต่อมาอีก 2 ปีเขาได้รับการนำเสนอให้ได้รับตำแหน่งร้อยโท เป็นหนึ่งในสองชาวยูกันดาแรกที่ได้รับตำแหน่งสูงขนาดนั้น ในทันทีเขาได้รับหน้าที่ให้ปราบปรามปัญหาการขโมยปศุสัตว์ในคาราโมจองของยูกันดาและเตอกานาของเคนยา ในปี พ.ศ. 2504 เขาได้ถูกเสนอชื่อให้เลื่อนยศเป็นร้อยเอก และพันตรีในปีถัดมา และอีกปีถัดมาก็รั้งตำแหน่งรักษาการผู้บัญชาการกองทัพ

อีดี อามิน

ในปี พ.ศ. 2508 มิลตัน โอโบเตขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับอีดี อามิน ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการลักลอบนำงาช้างและทองคำเข้าประเทศยูกันดาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกอย่างผิดกฎหมาย เรื่องการลักลอบนำเข้านั้นเป็นข้อมูลที่ได้รับการกล่าวอ้างจากนายพลนิโคลาส โอเล็นกา ผู้ที่มีส่วนร่วมกับผู้นำชาวคองโกพาทริค ลูมัมบาในภายหลัง การลักลอบเป็นส่วนหนึ่งของข้อบังคับกับรัฐบาลของคองโกให้มีการลักลอบงาช้างกับทองคำเพื่อไม่ให้มีการเผชิญหน้าทางการทหารกับกองทัพของอามิน ในปี พ.ศ. 2509 ทางรัฐสภาได้มีข้อเรียกร้องให้สืบสวนเรื่องดังกล่าว โอโบเตได้กำหนดกฎหมายข้อบังคับใหม่ ให้ยกเลิกพิธีแต่งตั้งการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยกาบากา (กษัตริย์) เอ็ดเวิร์ด มูเทซาที่ 2 แห่งบูกันดาลง และประกาศแต่งตั้งตนเองเป็นประธานาธิบดีบริหารบ้านเมือง เขาสนับสนุนให้อามินเป็นผู้บัญชาการกองทัพ อามินได้เข้าทำลายพระราชวังของกาบากา และใช้กำลังเนรเทศมูเทซาไปที่สหราชอาณาจักร ที่ที่มูเทซาอยู่จนกระทั่งชีวิตในปี พ.ศ. 2512

อามินเริ่มรับทหารใหม่จากกากวา, ลักบารา, นูเบียน และชนเผ่าอื่น ๆ ในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนประเทศซูดาน ชาวนูเบียนได้อพยพจากประเทศซูดานเข้ามาสังกัดกองพันทหารอยู่ในประเทศยูกันดามาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 แล้ว ในประเทศยูกันดานั้น ชาวนูเบียนถือเป็นชาวต่างด้าวและถูกมองเป็นพวกอพยพจากการก่อจลาจลในสงครามกลางเมืองซูดานครั้งที่ 1 (First Sudanese Civil War) ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเทศยูกันดาเลย เพราะว่ามีชนเผ่าอยู่มากมายทางตอนเหนือของประเทศยูกันดาอาศัยอยู่ในทั้งยูกันดาและซูดาน ดังนั้นจึงอาจกล่าวอ้างได้ว่ากองทัพของอามินนั้นกอปรขึ้นจากเลือดเนื้อเชื้อไขทหารชาวซูดานด้วย

อามินเริ่มจัดการกับกลุ่มคนที่ยังจงรักภักดีโอโบเต ในปี พ.ศ. 2515 อันได้แก่กลุ่มชนเผ่าอะโชลีและแลนโก ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2514 ทหารของอะโชลีและแลนโก้ถูกสังหารหมู่ในโรงเรียนทหารจากจินจาและมบาราราจำนวนมาก และต้นปี พ.ศ. 2515 ทหารของอะโชลีและแลนโกประมาณ 5,000 นายกับชาวบ้านบางส่วนหายสาบสูญ ไม่นานเหล่าผู้เคราะห์ร้ายก็หันไปพึ่งชนเผ่าอื่น, ผู้นำลัทธิ, นักหนังสือพิมพ์, ข้าราชการอาวุโส, ผู้พิพากษา, นักกฎหมาย, นักศึกษา, อาชญากร และชาวต่างชาติ เพื่อกระจายข่าวเกี่ยวกับอาชญากรรมที่เกิดขึ้น และจะมีผู้คนถูกสังหารอีกเป็นจำนวนมาก

การสังหารถูกกระตุ้นโดยชนเผ่าตามปัจจัยทางนโยบายและการคลังดำเนินอยู่ตลอด 8 ปีที่อามินดำรงตำแหน่ง ไม่มีใครทราบจำนวนตัวเลขแน่นอนของคนที่ถูกสังหาร คณะกรรมาธิการนักกฎหมายสากลประมาณตัวเลขผู้เสียชีวิตไว้ไม่ต่ำกว่า 80,000 คนและอยู่ประมาณ 300,000 คน แต่การประมาณตัวเลขผู้เสียชีวิตขององค์กรผู้ลี้ภัยที่ได้รับการช่วยเหลือจากองค์การนิรโทษกรรมสากลได้คาดไว้ถึง 500,000 คน ในกลุ่มผู้ที่ถูกสังหาร ชื่อที่สะดุดตานั้นมีเบเนดิกโต กิวานุกา อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในภายหลังได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้พิพากษา, จานานี ลุวุม แองกลิคันอาร์ชบิชอปแห่งคริสตจักรแห่งยูกันดา, โจเซฟ มูบิรุ ผู้ว่าการธนาคารกลาง, แฟรงค์ มาลิมุโซ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมาเกเรเร, ไบรอน กาวาดวา นักประพันธ์บทละครผู้มีชื่อเสียงและสองรัฐมนตรีของอามินเองคืออีรินาโย วิลสัน ออร์เยมา กับชาลส์ โอบอธ โอโฟมบิ

ในปี พ.ศ. 2520 เฮนรี เกมบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของรัฐบาลอามินและอดีตข้าราชการในสมัยโอโบเต้เป็นประธานาธิบดีครั้งแรก ได้ละทิ้งตำแหน่งและไปตั้งรกรากใหม่ที่สหราชอาณาจักร เขาเขียนและตีพิมพ์หนังสือ “A State of Blood” เกมบาคือบุคคลภายในคนแรกที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวการปกครองของอามิน

ครอบครัว

ด้วยประเพณีที่สามารถมีภรรยาได้หลายคน อีดี อามินแต่งงานอย่างน้อย 6 ครั้ง ภรรยา 3 คนหย่าร้าง ภรรยาคนแรกมัลยามูและเคย์ ภรรยาคนที่สองแต่งงานกับอามินในปี พ.ศ. 2509 แต่งงานกับนอราในปีถัดมาและแต่งงานกับมาดินา พ.ศ. 2515 ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2517 เขาประกาศทางวิทยุประเทศยูกันดาว่าได้ทำการหย่ากับมัลยามู, นอราและเคย์ ในเดือนเมษายนปีเดียวกัน มัลยามูถูกจับขังไว้ที่เมืองโตโรโร่ชายแดนติดกับประเทศเคนยา

ในข้อหาพยายามปล้นกระชอนผ้าในเคนยา ภายหลังเธอย้ายไปอยู่ที่กรุงลอนดอน เคย์ อามินเสียชีวิตในวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2517 ตามรายงานเธอเสียชีวิตเนื่องจากพยายามทำแท้งโดยนายแพทย์มบาลู มุกาซา คนรักของเธอ (เขาได้ฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา) ร่างของเธอถูกพบในสภาพฉีกขาด ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2518 ขณะที่องค์การเอกภาพแอฟริกา (Organisation of African Unity : OAU) จัดการประชุมกลุ่มผู้นำในกรุงกัมปาลา อามินได้แต่งงานกับซาราห์ เกียวลาบา คนรักของซาร่าห์ที่อยู่ด้วยกันก่อนที่ซาราห์จะพบกับอามินได้หายตัวไปและไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย มีรายงานว่าในปี พ.ศ. 2546 อามินได้แต่งงานอีกครั้งก่อนที่จะเสียชีวิตเพียงไม่กี่เดือน

ถึงแก่อสัญกรรม อีดี อามิน เสียชีวิต

วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 มาดินา อามิน (ภรรยาของอามิน) รายงานว่าอามินอยู่ในอาการโคม่าและใกล้จะถึงแก่อสัญกรรมที่โรงพยาบาลเฉพาะทางกษัตริย์ไฟแซล (King Faisal Specialist Hospital) เมืองเจดดะห์ประเทศซาอุดีอาระเบีย เธออ้อนวอนให้โยเวรี มุเซเวนี ประธานาธิบดีของยูกันดาอนุญาตให้อามินกลับมาสิ้นใจที่ประเทศบ้านเกิด มุเซเวนีตอบกลับไปว่า “คำตอบสำหรับบาปกรรมของเขาที่ได้กระทำไว้นั้นนำประเทศไปสู่ความล้าหลัง”อามินถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ร่างของเขาถูกฝังที่ป่าช้ารูวาอิสในเมืองเจดดะห์

https://th.vozz.vn/%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B5-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99/