Skip to content
Home » News » อุทธรณ์พิพากษา ยืนคุกตลอดชีวิต คดีฆ่าหั่นศพ

อุทธรณ์พิพากษา ยืนคุกตลอดชีวิต คดีฆ่าหั่นศพ

อุทธรณ์พิพากษา
https://www.khaosod.co.th/politics/hot-topics/news_688451

อุทธรณ์พิพากษา ยืนคุกตลอดชีวิต คดีฆ่าหั่นศพ วันที่ 30 ก.ย.62 – ที่เรือนพักญาติ ศาลจังหวัดขอนแก่น  นายนพดล สีดาทัน ในฐานะทนายโจทน์ร่วมของครอบครัว น.ส.วริศรา  กลิ่นจุ้ย หรือน้องแอ๋ม

เปิดเผยว่า วันนี้ศาลจังหวัดขอนแก่น มีคำสั่งเบิกตัวจำเลยที่ 4 คือนายวศิน นามพรม จากเรือนจำกลางขอนแก่น มาฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในคดีฆ่าน้องแอ๋ม  ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นของศาล จ.ขอนแก่น

อุทธรณ์พิพากษา คดี

ได้มีคำพิพากษาไปแล้วเมื่อวันที่ 10 พ.ค.2561 ให้นายวศิน  จำเลยที่ 4 ฐานเป็นผู้สนับสนุนในการฆ่าผู้อื่น ตัดสินจำคุก  33 ปี 4 เดือน คำให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน และฐานร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้นทำลายศพ ให้จำคุก 4 เดือน รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 4 ทั้งสิ้น 23 ปี 4 เดือน 20 วัน 

“ส่วนจำเลยที่ 1 น.ส.ปรียานุช  โนนวังชัย หรือเปรี้ยว และจำเลยที่ 2 น.ส.กวิตา ราชดา หรือเอินและจำเลยที่ 5 น.ส.อภิวันท์  สัตยบัณฑิต หรือแจ้ซึ่งถูกขังที่เรือนจำคลองไผ่ ซึ่งศาลศาลจังหวัดสีคิ้วได้อ่าสคำพิพากษาไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้เปรี้ยว, เอิน, แจ้ จำคุกตลอดชีวิต

แต่ผู้ต้องหาสารภาพ จึงลดโทษให้  1 ใน 3 คงเหลือโทษ  เปรี้ยว, เอิน จำคุก 34 ปี 6 เดือน, แจ้ จำคุก 33 ปี  9 เดือน  ส่วนจำเลยที่ 3  น.ส.จิดารัตน์ พรมคุณ หรือเบนท์ จำคุก 2 ปี รับสารภาพคงเหลือจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา  ซึ่งขณะนี้เบนท์พ้นโทษแล้ว”

นายนพดล กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการ อุทธรณ์พิพากษา นั้น ทางโจทก์และโจทก์ร่วม รวมทั้งอัยการ ได้ยื่นอุทธรณ์ให้เข้ามาตรา 289 ในเรื่องของฆ่าผู้อื่นโดยไต่ตรองไว้ก่อน

และยื่นอุทธรณ์เพิ่ม ในประเด็นที่ นายวศิน ไม่ใช่ผู้สนับสนุน แต่เป็นตัวการร่วมฆ่าน้องแอ๋ม ซึ่งในวันนี้ศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาว่า อุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมฟังขึ้นให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 4 คือนายวศิน จากเดิมที่ลงโทษ ในฐานะผู้สนับสนุนแก้ไขเป็นตัวการร่วมในการกระทำความผิดโดยลงโทษจำคุก 34 ปี 6 เดือน เท่ากับ น.ส.เปรี้ยวจำเลยที่ 1 และ น.ส.เอิน จำเลยที่ 2  ส่วนจำเลยที่ 5 น.ส. แจ้ ลงโทษจำคุก 33 ปี 9 เดือน

“ศาลให้เหตุผลในการเพิ่มโทษ นายวศิน ว่า จากการที่ทางโจทก์และโจทก์ร่วมได้อุทธรณ์ว่าในการที่ฆ่าน้องแอ๋มครั้งนี้ เป็นขั้นตอนมีการแบ่งหน้าที่กันเป็นขั้นตอนโดยนายวศิน จำเลยที่ 4 เป็นผู้ขับรถ ถ้าไม่มีผู้ขับรถและไม่ได้ร่วมในการกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ในรถ น้องแอ๋มก็จะไม่ถูกฆ่า

ก็ถือว่านายวศิน เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่ขับรถพาไปสถานที่ต่างๆ และที่ศาลไม่รับฟังอุทธรณ์ของจำเลยเพราะ ไม่มีใครห้ามใคร

ในระหว่างที่หาซื้ออุปกรณ์เกี่ยวกับการฆ่า สรุปว่าไม่มีการโต้แย้งกันในการเสียชีวิต โดยน.ส.เปรี้ยว ลงไปซื้ออุปกรณ์ คือถุงดำที่สำคัญกับการฆ่าปรากฏว่าคนในรถอีก 3 คนไม่มีใครห้าม  ขณะเดียวฝั่งของโจทก์ร่วมยังติดใจอยู่ว่า ในระหว่างที่ลงไปซื้ออุปกรณ์ เพื่อขึ้นมามัด ไม่มีอากาศหายใจ

ในระหว่างนี้ จะเป็นการไตร่ตรอง เพราะว่ามีเวลาในการยับยั้งชั่งใจ จึงติดใจในประเด็นว่า ลงไปซื้ออุปกรณ์เพื่อการฆ่า ถุงดำก็คือขาดอากาศหายใจคล้ายๆเหมือนกับซื้อมีดซื้อปืน”

อุทธรณ์พิพากษา
https://www.khaosod.co.th/politics/hot-topics/news_688451

นายนพดล กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับค่าเสียหายนั้นพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นคือให้จำเลยที่ 1และ2 และ 4 และ5 จ่ายค่าสินไหมให้ทางครอบครัวผู้ตาย จำนวน 1,070,000บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี  

ซึ่งได้ชำระมาแล้ว 50,000 บาท คงเหลือ 1,020,000บาท ส่วนจำเลยที่3 น.ส.เบนท์  ติดคุกในข้อหาเดียวคือรับของโจร ซึ่งจำเลยที่ 3 จะไม่ได้จ่ายค่าเสียหาย ซึ่งสถานะของ น.ส.เบนท์ ตอนนี้จบไปแล้ว

วันนี้จำเลยทั้ง 4 ได้อุทธรณ์ว่าเป็นการทำร้ายร่างกายและทำให้ตายซึ่งการตายเกิดจากการทำร้ายร่างกาย ไม่ได้มีการเจตนาฆ่า ศาลใช้คำว่าคำอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้นซึ่งทั้ง 4 คนมีสิทธิ์ที่จะฎีกาต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ครั้งนี้ ศาลมีคำสั่งห้ามสื่อมวลชนบันทึกภาพในศาลโดยเด็ดขาด โดยจัดพื้นที่ไว้ให้บริเวณเรือนพักญาติ ด้านหน้าศาลเท่านั้น

ขณะที่ คดีดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พ.ค.2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาสวนกวางรับแจ้งชาวบ้านพบชิ้นส่วนหญิงสาวถูกหั่นเป็นสองท่อน บรรจุในถังพลาสติกสีดำและห่อด้วยด้วยถุงดำ บริเวณป่าละเมาะ ในบ้านโนนสง่า ม.9  ตำบลคำม่วง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น

ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นชิ้นส่วนของมนุษย์ ทราบชื่อว่า นางสาวนริสรา  กลิ่นจุ้ย อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ 10 บ้านเหล่านางาม ต.บ้านหว้า อ.เมือง จ.ขอนแก่น เป็นพนักงานอยู่ร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งในเมืองขอนแก่น ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบข้อมูลของผู้ตาย

จึงทำการสืบสวนมูลเหตุการณ์ถูกฆ่าและบุคคลที่ร่วมลงมือฆ่าน้องแอ๋มในครั้งนี้ ซึ่งมีเบาะแสจากคนใกล้ชิดขงผู้ตายว่า ก่อนถูกฆ่านั้นผู้ตายถูกกลุ่มเพื่อนที่ทำงานด้วยกันคือ น.ส.เปรี้ยว น.ส. เอิน และน.ส. แจ้ พร้อมเพื่อนชายอีกคน ที่ทำหน้าที่ขับรถ ยี่ห้อฮอนด้าซีอาร์วี สีเทา รับผู้ตายที่ปากซอยทางเข้าหอพัก

จากนั้นก็ตระเวนไปทั่วเมืองขอนแก่น ซึ่งกล้องวงจรปิดบันทึกภาพวินาทีที่รับผู้ตายขึ้นรถเป็นหลักฐาน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจเช็ครถคันดังกล่าวทราบว่าเป็นรถที่เช่ามาจากบริษัทรถเช่าในเมืองขอนแก่น ซึ่งผู้เช่าคือเพื่อนผู้ตาย หลังก่อเหตุ ผู้ที่นั่งในรถคันดังกล่าว หายหน้าออกจากพื้นที่

ในขณะเดียวกันเพื่อนสนิทของผู้ตายยังให้เบาะแสกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า โทรศัพท์มือถือของผู้ตายหายไปหลังจากเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจสอบบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับกับบุคคลทั้ง 4 คนที่หายตัวไป

พบว่ามีความเคลื่อนไหวที่คอนโดที่พักของน.ส.เบนท์ และมีการขายโทรศัพท์มือถือที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจพบเบาะแสทั้งหมด จึงสอบสวนคนใกล้ชิดและเพื่อนในที่ทำงานของผู้ตาย จนทราบว่า การตายของน้องแอ๋มน่าจะมาจากความบาดหมางระหว่างคนตายกับนางสาวเปรี้ยว

อุทธรณ์พิพากษา ได้กล่าวถึงกรณี แฟน น.ส.เปรี้ยวถูกจับคดียาเสพติด

กรณีที่แฟนของน.ส.เปรี้ยวถูกจับคดียาเสพติด  ทำให้ น.ส.เปรี้ยวเข้าใจว่าคนตายแจ้งตำรวจจับแฟนตัวเอง จนเกิดความความบาดหมาง คนตายไม่เข้าที่ทำงาน เพราะกลัวจะถูกทำร้าย กระทั่งมาพบกลายเป็นศพในป่าละเมาะในพื้นที่ อ.เขาสวนกวางดังกล่าว

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวนางสาวเบนซ์ได้และให้การว่าเคยคบหากับนายวศิน ก่อนถูกจับกุมนายวศินพร้อมเพื่อนๆรวม 4 คนไปหาที่คอนโด และให้พาไปขายโทรศัพท์มือถือ หลังจากขายโทรศัพท์มือถือ แล้วก็แยกย้ายกันโดยนายวศินข้ามไปที่ สปป.ลาว ส่วนอีก 3 คนหนีไปยังปะเทศพม่า

จากนั้นวันที่ 30 พ.ค.2560 เจ้าหน้าที่ก็จับกุมนายวศินได้เป็นรายที่ 2 โดย ตำรวจบก.สส.ภ.4 ประสานตำรวจ สปป.ลาว เข้าจับกุมนายวศิน  ผู้ต้องหาในคดีฆ่าหั่นศพ ได้ที่เกสต์เฮ้าส์แห่งหนึ่งที่ แขวงนครหลวงเวียงจันทน์ ส่งตัวให้ตำรวจไทยนำตัวกลับมาสอบสวน  

ซึ่งนายวศินซัดทอดว่า ทั้งหมดเป็นการสั่งการของ น.ส.เปรี้ยว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงออกหมายจับ เพื่อติดตามจับกุม น.ส.เปรี้ยวกับเพื่อนสาวอีก2 คนที่หลบหนีไปยังประเทศพม่า

กระทั่งวันที่ 3 มิ.ย. 2560 เจ้าหน้าที่ของเมียนมาร์ ได้จับ น.ส.เปรี้ยว, น.ส.เอิน และ น.ส.แจ้ ได้ที่ร้านคาราโอเกะในเมืองท่าขี้เหล็กซึ่งเป็นเมืองชายแดนของเมียนมาร์ที่อยู่ติดกับประเทศไทย ส่งตัวให้ทางการไทย นำตัวกลับมาสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งภายหลังถูกจับตัวครบทั้ง 5 คน

เจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวนได้คุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ทำแผนประกบคำรับสารภาพตามจุดต่างๆ และนำตัวส่งฟ้องศาลตามขั้นตอนของกฎหมาย

ต่อมาวันที่ 10 พ.ค.2561 ศาลจังหวัดขอนแก่น ได้นัดอ่านคำพิพากษา ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนคดีดำเลขที่ 195760 ระหว่างฝ่ายโจทก์คือพนักงานอัยการ กับฝ่ายจำเลย ซึ่งประกอบด้วย น.ส.เปรี้ยว จำเลยที่ 1 , น.ส.เอิน จำเลยที่ 2 ,น.ส.เบนท์ จำเลยที่ 3 ,นายวศิน   จำเลยที่ 4 และ น.ส. แจ้ จำเลยที่ 5 

โดย อุทธรณ์พิพากษา ศาลพิพากษาว่า น.ส.เปรี้ยว จำเลยที่ 1 และ น.ส.เอิน จำเลยที่ 2 จำคุกรวม 34 ปี  6 เดือน ,จำเลยที่ 3 น.ส.เบนซ์ จำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา,จำเลยที่ 4 นายวศิน จำคุก 23 ปี 4 เดือน 20 วัน และ จำเลยที่ 5 น.ส.แจ้ จำคุก 33 ปี 9 เดือน นอกจากนี้ยังมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายในคดีแพ่ง

โดยมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1-2-4 และ 5 จ่ายค่าปลงศพ 100,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูครอบครัว รวม 1,070,000 บาท โดยให้แบ่งชำระเป็นเดือนละ 5,000 บาท รวม 17 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค.2560

ซึ่งเป็นวันก่อเหตุฆาตกรรม น้องแอ๋ม โดยฝ่ายจำเลยได้ยื่นขออุทธรณ์ลดโทษ ขณะที่ฝ่ายโจทก์ยื่นขออุทธรณ์ในการเพิ่มโทษผู้ต้องหาทั้งหมดตามความผิดมาตรา 289 ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษามาในวันนี้